ผลกระทบของ "เอทานอล" ต่อน้ำตาลในตลาดโลก "ทางออก" ของอุตสาหกรรม "อ้อยและน้ำตาลไทย"

รายงาน  โดย เศรษวัฏ   ประชาชาติธุรกิจ หน้า 15   วันที่ 22 ธันวาคม 2546  ปีที่ 27 ฉบับที่ 3542 (2742)

ผลกระทบจากปัญหามลพิษ ที่เกิดจากการใช้พลังงานที่ได้จากฟอสซิล กำลังเป็นแรงกดดันให้หลายประเทศ ที่พัฒนาแล้วอย่าง ยุโรป, อเมริกา, ญี่ปุ่น และประเทศที่มีการปลูกอ้อยอย่าง อินเดีย กับไทย หันมามองน้ำมัน จากพืชเกษตร ไม่นับรวมประเทศบราซิล ซึ่งมีการผลิตเอทานอลจากน้ำอ้อยเพื่อใช้ในรถยนต์มาหลายสิบปี ซึ่งนโยบายนี้ได้ส่งผลให้ต้นทุน การผลิตน้ำตาล และแอลกอฮอล์ของบราซิลต่ำที่สุดในโลก ทำให้บราซิลสามารถแข่งขันโลก ตกต่ำกว่าต้นทุนการผลิต ในทางกลับกันการขยายกำลังผลิตอ้อยของบราซิลก็เป็นปัจจัยหนึ่ง ที่ส่งผลให้ราคาน้ำตาลในตลาดโลกตกต่ำอย่างต่อเนื่องเช่นกัน

อย่างไรก็ตามทุกประเทศต่างก็ยอมรับและ เข้าใจว่า การผลิตน้ำมันจากพืชเกษตร เท่าที่เทคโนโลยีที่มีอยู่ปัจจุบัน ไม่สามารถแข่งขันกับต้น ทุนการผลิตน้ำมันจากฟอสซิลได้ ประเทศต่างๆ ที่ประกาศนโยบายการใช้พลังชีวมวล จึงมีมาตรการทั้งทางด้านภาษีอากร  และกฎหมายในการบังคับใช้น้ำมัน ที่ใช้กับรถยนต์ทุกชนิด ต้องมีส่วนผสมของน้ำมันจากชีวมวล นอกเหนือจากการกำหนดเงื่อนเวลาในการปรับตัว โดยในหนังสือข่าวสารน้ำตาล ของเอฟลิทน์ ฉบับวันที่ 19 สิงหาคม 2003 "ลินเช จอลลี" ได้เขียนบทวิเคราะห์เกี่ยวกับ ผลกระทบของอนาคตที่สดใส ของพลังชีวมวล ที่มีต่ออนาคตของอุตสาหกรรมน้ำตาล ไว้อย่างน่าสนใจ บทวิเคราะห์ดังกล่าวพอสรุปมาตรการ ในการส่งเสริมการใช้เอทานอล ของแต่ละประเทศได้ดังต่อไปนี้

1)กลุ่มตลาดร่วมยุโรป ได้มีการกำหนดให้ใช้มาตรการภาษี และปริมาณเป้าหมายที่ 2% ของน้ำมันดีเซลด้วย ภายในปี 2005 และจะเพิ่มเป็น 5.75% ในปี 2010 วัตถุดิบที่ใช้จะใช้มาจากเลบชิด, หัวบีต และธัญพืช ซึ่งในปี 2001 จะใช้ถึง 700,000 ตัน หรือคิดเป็น 0.3% ของปริมาณน้ำมันที่ใช้ทั้งหมด และได้มีการทดสอบแล้วว่า นอกจากการไปแทนที่สาร MTBE แล้ว ยังสามารถผสมน้ำมันดีเซลได้ 5% โดยไม่มีผลกระทบต่อเครื่องยนต์ ภายในปี 2010 จะมีน้ำมันจากชีวมวล ที่ถูกใช้แทนที่น้ำมันถึง 14,000 ล้านลิตร ซึ่งยังจะมีกฎหมายเกี่ยวกับภาษี ที่ส่งเสริมการใช้น้ำมันจากพืชเกษตร ออกมาอีกอย่างต่อเนื่อง เพื่อผลักดันให้เป้าหมายที่กำหนดประสบผล

2)สหรัฐ มีการกำหนดมาตรฐานของน้ำมัน ชีวมวลและการยกเลิกการใช้สาร MTBE แล้ว โดยรัฐแรกที่จะประกาศ ยกเลิกการใช้สาร MTBE ก็คือ มลรัฐแคลิฟอร์เนีย แต่จะมีการยกเลิกการใช้ตามมาอีก 19 รัฐ ภายในปี 2004 อันเนื่องจากความกังวลเกี่ยวกับปัญหาผลกระทบ ที่มีต่อสุขภาพของประชาชน การกำหนดมาตรฐานน้ำมันจากพืชเกษตร ทำให้สาร MTBE ถูกห้ามใช้และการปรับสูตรมาตรฐานน้ำมันที่มีการกำหนดค่ามาตรฐานของออกซิเจนในน้ำมันใหม่ จุดประสงค์เพื่อส่งเสริมให้อากาศมีมลพิษที่สะอาดมากขึ้น

3)อินเดีย เป็นที่แน่ชัดว่า อินเดียจะประกาศบังคับให้มีการผสมเอทานอลในน้ำมัน 5% ทั่วประเทศ โดยจะเริ่มที่รัฐที่ผลิตอ้อย และน้ำตาลก่อนจำนวน 9 รัฐ บวกกับอีก 4 รัฐ ที่อยู่ภายใต้การบริหารของรัฐบาลกลาง ราคาที่อุตสาหกรรมน้ำตาล สามารถสนองได้อยู่ที่ 19 รูปี หรือประมาณ 18 บาทต่อลิตร เทียบกับ MTBE ที่ราคา 24-26 รูปีต่อลิตร ซึ่งทางโรงกลั่น และบริษัทน้ำมันไม่เห็นด้วย โดยขอเปรียบเทียบกับราคาน้ำมันหรือ MTBE ณ หน้าโรงกลั่นหรือราคานำเข้า

4)ออสเตรเลีย หลังจากที่รีรอมานาน รัฐบาลกลางของออสเตรเลีย ได้ประกาศมาตรการทางภาษีอากร และเงินอุดหนุนการผลิตเอทานอล เงินอุด หนุนจะมีผลไปถึงเดือนมิถุนายน 2008 โดยกำหนดให้ผสมได้ไม่เกิน 10% ส่วนหนึ่งเพื่อแก้ไขปัญหาอุตสาหกรรมน้ำตาลในประเทศ ที่กำลังคอยล่มสลายจากการรุกของบราซิล

สำหรับประเทศกลุ่มอเมริกากลาง ประเทศผู้ผลิตน้ำตาลส่งออกในตลาดโลก เช่น โคลัมเบีย เปรู ต่างก็นำมาตรการภาษีและการกำหนดเป้าหมายการใช้แทนน้ำมันในกำหนดระยะเวลา โดยเริ่มจากปี 2005

แล้วมาตรการเหล่านี้จะมีผลกระทบอย่างไร กับอุตสาหกรรมน้ำตาลในระยะยาว เพราะเอทานอลไม่ได้ใช้น้ำตาลอย่างเดียว ในการผลิต เอทานอลสามารถผลิตได้ทั้งจากธัญพืชเช่น ข้าวโพด, ข้าวฟ่าง, มันสำปะหลัง และพืชเกษตรอื่นๆ อีกมาก ปัจจัยสำคัญที่จะเป็นแรงผลักดันก็คือ ราคาที่ได้จากการผลิตจากน้ำตาลซูโครส ซึ่งเป็นวัตถุดิบของการผลิตเอทานอล และอุตสาหกรรมเอทานอลสามารถใช้น้ำตาลซูโครสได้จากกากน้ำตาล และน้ำเหลืองที่ได้จากกระบวนการผลิต น้ำตาลดิบขั้นต้น ขณะที่น้ำอ้อยโดยตรง จะต้องใช้ราคาน้ำตาลหักด้วยค่าแปรรูปช่วงการเคี่ยวน้ำตาล "ลินเช จอลลี่" ได้นำกราฟเปรียบเทียบราคาน้ำตาล และราคาเอทานอล เพื่อกำหนดจุดคุ้มทุนที่สะท้อนจากราคาน้ำตาลไว้อย่างน่าสนใจ

จะเห็นว่าประเทศที่ประสบความสำเร็จอย่างยิ่ง ในการใช้เอทานอลในการควบคุมอุปทาน น้ำตาลก็คือ บราซิล ใช้ราคาน้ำตาลดิบ ในตลาดโลกเป็นตัวกำหนดปริมาณส่วนผสม ของเอทานอล และปริมาณการเปลี่ยนน้ำตาล เป็นเอทานอลได้อย่างมีประสิทธิภาพ ซึ่งน่าจะเป็นเหตุผลว่า ทำไมบราซิล จึงมีการขยายกำลังผลิตอย่างต่อเนื่อง ทั้งที่ราคาน้ำตาลในตลาดโลกตกต่ำอย่างต่อเนื่อง 

เมื่อ พิจารณาจากกราฟรูปที่ 2 แล้ว จะเห็นถึงวิธีการที่บราซิลกลายเป็นผู้ที่มีอิทธิพล ต่อราคาน้ำตาลในตลาดโลก และดำรงอยู่ได้อย่างไม่ประสบปัญหา เหมือนประเทศออสเตรเลียและไทย ซึ่งถือว่าเป็นประเทศที่มีศักยภาพในการผลิตน้ำตาล รองจากบราซิล เพราะสิ่งที่ประเทศอื่นขาดก็คือ กลไกใน การบริหารอุปทานโดยสร้างอุปสงค์จากการแปรรูปน้ำตาล ไปสู่สิ่งที่ประเทศชาติและประชาชนต้องการจากการนำเข้า

 ประเทศไทยเป็นประเทศหนึ่งที่มีศักยภาพทางด้านการเกษตรสูงที่สุดในราคาต้ำทุนที่ต่ำกว่าอเมริกา-ยุโรป-ญี่ปุ่น และแม้แต่บราซิล แต่ด้วยการขาดวิสัยทัศน์ของรัฐบาลและข้าราชการในกระทรวงอุตสาหกรรมในอดีต ระบบบริหารจัดการทำให้การตัดสินใจผลิตเอทานอลเป็นไปอย่างเชื่องช้าทั้งที่ราคาน้ำมันในตลาดโลกขึ้นมาหลายรอบ

แต่ประเทศไทยเราเพิ่งจะตื่นตัวในเรื่องนี้ในสมัยรัฐบาลชวน 2 ในแนวที่ผลศึกษาของบราซิลเรื่อง เอทานอลในน้ำมันที่มีต่อราคาน้ำตาลในตลาดโลก พบว่า การเพิ่มส่วนผสมของเอทานอลจาก 20% เป็น 26% จะทำให้ราคาน้ำตาลขาวบริสุทธิ์ในตลาดโลกสูงขึ้น 3.04 เหรียญสหรัฐถึง 7.58 เหรียญต่อตัน และปริมาณส่งออกจากบราซิล จะลดลงระหว่าง 8-34% ด้วยศักยภาพนี้ดูเหมือนว่า ท่ามกลางความตกต่ำของราคาที่ผลิตน้ำตาลทั่วโลก ไม่เว้นไทย กำลังประสบอยู่ขณะนี้ 

ประเทศบราซิลกลับมีแผนการลงทุนที่สวนทาง กับตลาดโลก โดยมีแผนจะเพิ่มกำลังผลิตอ้อยขึ้นมาอีก 6 โครงการ ในเซาท์เปาโลในระหว่างปี 2006-2008 ซึ่งแสดงถึงต้นทุนการผลิตน้ำตาล ของบราซิลยังอยู่ในระดับที่รับกับสถานการณ์โลกได้ ขณะนี้ปริมาณบริโภคน้ำมันในอุตสาหกรรมขนส่งมีแต่จะเพิ่มขึ้น

ดังนั้นอุตสาหกรรมน้ำตาลของไทย จะอยู่รอดได้หรือไม่ ไม่ใช่ต้นทุนการผลิตที่ต่ำเพียงอย่างเดียว แต่จะต้องมีนโยบายในการบริหารอุปทาน ที่สามารถตอบสนองต่อตลาดโลก ได้อย่างมีประสิทธิ ภาพและอย่างมีบูรณาการ นโยบายการชดเชยด้วยการให้เงินกู้และการเข้าแทรกแซงราคา โดยการซื้อเก็งสต๊อก ไม่ใช่คำตอบที่ยั่งยืนเพราะ เป็นเพียงการเลื่อนปัญหาไปสู่อนาคต เหมือนเช่นการปล่อยให้เกษตรกรกู้เงินล่วงหน้า ซึ่งหนีไม่พ้นว่า จะต้องสะสมเป็นภาระต่อราคาอ้อยต่อไปในอนาคต ในขณะที่เรายังต้องนำเข้าน้ำมันมาใช้ในประเทศ และขณะที่ปริมาณรถยนต์มีแต่จะเพิ่มขึ้น พร้อมกับการเพิ่มขึ้นของมลพิษ แต่เราต้องส่งออกสินค้าเกษตรใช้ในราคาถูกโดยไม่สามารถกำหนดราคาตลาดได้

และเมื่อเร็วๆ นี้ รัฐบาลได้มีการกำหนดเป้าหมายการผลิตอ้อยที่ 65 ล้านตัน ซึ่งต่ำกว่ากำลังผลิตที่จดทะเบียนไว้ กับกระทรวงอุตสาหกรรม ขณะที่ปริมาณอ้อยที่ผลิตได้ในปี 2546 อยู่ที่ 75 ล้านตัน และการกำหนดเป้าหมาย การเพิ่มประสิทธิ ภาพการผลิตให้เพิ่มอีก 20-30% เป็นนโยบายที่สับสน และสวนทางกับความเป็นจริง ได้สร้างปัญหาที่ค้างคาหัวใจของเกษตร ที่ไม่มีส่วนร่วมในการกำหนดนโยบายคำถามเหล่านี้ 

โดยเรื่องนี้เป็นเรื่องใหญ่ที่รัฐบาลได้มีนโยบายออกไปแล้วอย่างรีบร้อน โดยไม่ได้ฟังเสียงจากเกษตรกรรากหญ้า อย่างที่รัฐบาลชอบอ้างถึง อาจจะฟังจากคนกลางที่นั่ง อยู่ในคณะกรรมการชุดต่างๆ ในระบบบริหารอุตสาหกรรมอ้อย และน้ำตาล และ กรรมการที่เป็นตัวแทนชาวไร่ ซึ่งบางคนรวยจากค่าอ้อยโดยไม่ได้ปลูกอ้อยเลยก็มี เพราะมาตรการนี้พอคาดเดาได้ว่า หากตามไม่ทัน ก็คงจะเหมือนการส่งชิ้นเนื้อให้เสือกิน รัฐบาลจึงจำเป็น ที่จะต้องมีมาตรการรองรับปัญหาที่จะติดตามมาอันเป็นผลจากนโยบายนี้

นักการตลาดอย่างท่านรองนายกฯสมคิด และสุดยอดปรมาจารย์ทางด้านการตลาด อย่างท่านนายกฯ ทักษิณ น่าจะศึกษาปัจจัยแห่งความสำเร็จและล้มเหลวของบราซิล ที่ประเทศผู้ผลิตน้ำตาลอื่นๆ กำลังจะเจริญรายตามโดยการใช้การตลาดนำการผลิต โดยไม่ต้องมีมาตรการอุดหนุนก็อยู่ได้ เพราะยุทธศาสตร์อุตสาหกรรมเกื้อหนุนให้เกิดประสิทธิภาพในการผลิต 

ขณะเดียวกันก็สร้างความยืดหยุ่นในการเลือกที่จะผลิตสิ่งที่ให้ราคาดีที่สุด ประเทศชาติ ก็ได้ประโยชน์ จากการจัดการนำเข้าเงินทอง ที่สงวนไว้ในประเทศ ก็สามารถก่อให้เกิดการหมุนเวียน ในระบบเศรษฐกิจรวม ท้ายที่สุดภาษีที่ลดให้ก็กลับคืนมาในรูปแบบของภาษีอันเกิดจากรอบหมุนของเงินที่ไหลเวียนอยู่ภายในประเทศ แทนที่จะส่งออกไปเสริมสร้างเศรษฐกิจให้แก่ประเทศผู้ค้าน้ำมัน ผู้ค้าสาร MTBE อย่างสิงคโปร์หรือมาเลเซีย

ประชาชาติธุรกิจ หน้า 15

 

กลับหน้าแรก