|
เปิดเสรีผักผลไม้ไทย-จีนใครได้ใครเสีย
ผู้ส่งออกฟ้องกมธ.เกษตรถูกกีดกันนำเข้า.
ประชาชาติธุรกิจ หน้า 14 วันที่ 22 ธันวาคม 2546 ปีที่ 27 ฉบับที่ 3542 (2742) ผู้ส่งออกผลไม้ไทยโวยกรรมาธิการเกษตร จีนงัดมาตรการกีดกันมาใช้เต็มที่ เก็บภาษี vat สูงถึง 13%-ตรวจสอบสารตกค้าง ส่งผลราคาลำไยลดเหลือไม่ถึง 10 บาท/ก.ก. นายกสมาคมส่งออกผลไม้ชี้ แต่ละมณฑลมีวิธีกีดกัน ต่างกันทำผู้ส่งออกรับมือไม่ทัน แถมบางแห่งต้องเสียค่าใต้โต๊ะอีกอื้อ เตรียมโยนภาระให้ชาวสวน ตรวจสารตกค้างเองก่อนมาขายให้ผู้ส่งออก ผู้สื่อข่าว "ประชาชาติธุรกิจ" รายงานการสัมมนา "ข้อตกลงเขตการค้าเสรี เกษตรกรไทยได้อะไร" ซึ่งจัดโดยคณะกรรมาธิการเกษตรและสหกรณ์ เมื่อเร็วๆ นี้ว่า ในระหว่างการสัมมนามีการ นำเสนอข้อมูลในเบื้องต้นพบว่า ข้อดีของการจัดทำเขตการค้าเสรี (FTA)ไทย-จีน ในหมวดสินค้าผักผลไม้ ส่งผลให้สินค้าผักผลไม้ที่เคยหลบเลี่ยงภาษีในอดีต กลับเข้ามาสู่ระบบอย่างถูกต้อง ในขณะที่ราย งานของกรมการค้าต่างประเทศระบุว่า ในเดือนตุลาคม 2546 ไทยส่งออกผักผลไม้ไปจีนปริมาณ 150,000 ตัน หรือเพิ่มขึ้นร้อยละ 560 มูลค่า 692 ล้านบาท ส่วนจีนส่งผักผลไม้มาไทยจำนวน 14,000 ตัน หรือเพิ่มขึ้นร้อยละ 175 คิดเป็นมูลค่า 202 ล้านบาท ในขณะที่ทางสภาหอการค้าแห่งประเทศไทยได้ให้ข้อมูลว่า การนำเข้าผลไม้ของจีน ต้องผ่านบริษัทของจีน และต้องขออนุญาตนำเข้า ซึ่งหมายถึงมีการกำหนดโควตานำเข้าในแต่ละครั้ง โดยโควตามีอายุ 3 เดือน การต่ออายุต้องเสียค่าใช้จ่ายครั้งละ 300 หยวน นอกจากนี้ผลไม้ที่ส่งไปจีน ต้องมีการแสดงหนังสือสัญญาซื้อขาย ระหว่างเจ้าของสวนที่ได้รับการรับรองจากจีน ปัจจุบันจีนรับรอง สวนทุเรียนไทย 5 สวน และสวนมะม่วงอีก 2 สวน ปัญหาสำคัญที่พบคือ จีนมีการตรวจสอบสารตกค้างที่ไม่มีมาตรฐาน มีการตรวจหลายครั้ง แต่ไม่ยอมบอกผล และตรวจเข้มงวดมากนับจากวันที่ 1 ตุลาคม 2546 และจีนเก็บภาษีมูลค่าเพิ่ม (vat) ถึงร้อยละ 13 ขณะที่ไทยเก็บเพียง 7% จากปัญหา ต่างๆ เหล่านี้ส่งผลให้ผู้ส่งออกผลไม้ไทยได้รับความเสียหายมากคิดเป็นมูลค่ากว่า 100 ล้านบาท และจะส่งผลต่อเนื่องถึงชาวสวนผลไม้เพราะ ผู้ส่งออกไม่สามารถรับซื้อผลผลิตจากชาวสวนได้ อย่างไรก็ตาม ในระหว่างการสัมมนากลุ่มผู้ปลูกลำไยในภาคตะวันออกได้ร้องเรียนต่อคณะกรรมาธิการเกษตรว่า ราคาลำไยในช่วงนี้ลดลงมาก จากที่เคยขายได้กิโลกรัมละ 25 บาท ลดลงหลือ กิโลกรัมละไม่ถึง 10 บาท ทั้งที่เป็นลำไยนอกฤดูกาล จึงต้องการให้ภาครัฐเข้ามาช่วยเหลือในการส่งเสริมการส่งออกโดยเฉพาะ การแช่แข็งลำไยส่งออก ด้านนายพรศิลป์ พัชรินทร์ตนะกุล กรรมการรองเลขาธิการสภาหอการค้าแห่งประเทศไทยกล่าวว่า ระบบการค้าของจีน แม้จะบอกว่าเป็นการค้าเสรี แต่ที่จริงมีองค์กรภาครัฐเป็นผู้กำกับดูแลอยู่ ดังนั้นในทางปฏิบัติเท่ากับจีนมี 27 ประเทศ กับอีก 4 เมืองใหญ่อยู่ในประเทศเดียว ดังนั้นแม้ในการเปิดเสรีการค้ากับจีน จะระบุถึงมาตรฐานเดียวของจีน แต่ในความเป็นจริงแต่ละเมืองแต่ละมณฑล จะกำหนดความสูงต่ำเข้มงวด ของมาตรฐานในการตรวจสอบสินค้าอีกครั้งหนึ่ง การเก็บภาษีมูลค่าเพิ่มของแต่ละมณฑลก็แตกต่างกัน บางมณฑลเก็บสูงถึงร้อยละ 13 และขณะที่เขตการค้าเสรี (FTA) ที่ไทยทำกับอินเดียก็กำลังมีแนวโน้มว่า จะเป็นลักษณะเดียวกับจีนคือ เรียกเก็บภาษีภายในสูง ดังนั้นภาครัฐควรจะเปิดการเจรจากับมณฑล ที่เป็นผู้นำเข้าผลไม้ ในการทำความตกลงร่วมกัน (MRA) ร่วมกัน ในเรื่องมาตรฐานสินค้า และให้เกิดความกระจ่างในวิธีการตรวจสอบ ของแต่ละมณฑล ประเด็นที่ต้องจับตามองต่อไปก็คือ การลดภาษีสินค้า 8 รายการ ในพิกัด 01-08 ภายใต้กรอบเขตการค้าเสรีอาเซียน-จีน ซึ่งถึงตอนนั้นไทย ต้องแข่งขันกับอีกหลายประเทศ หลังจากนี้เวลาเจรจาเรื่องเขตการค้าเสรี (FTA) ประเด็นการลดภาษี ควรจะเป็นประเด็นสุดท้ายที่จะเจรจากัน ส่วนประเด็นแรกที่ควรนำมาเจรจาก็คือ การใช้มาตรการที่ไม่ใช่ภาษี นอกจากนี้ เมื่อสินค้าผักผลไม้ได้ผ่านขั้นตอนการตรวจสอบของไทยแล้ว การส่งผลไม้ไปจีนยังต้องพบกับปัญหา ที่แต่และมณฑลตั้งขึ้นอีก เช่น บางมณฑลอยู่ใกล้ไทย แต่ต้องเสียค่าใช้จ่ายในขั้นตอนนำเข้า บางครั้งต้องจ่ายใต้โต๊ะ เพื่อไม่ให้นำสินค้าเราไปตรวจสารตกค้างอีก คิดเป็นต้องจ่าย เงินในแต่ละครั้งต่อตู้คอนเทนเนอร์ถึง 35,000 หยวน ทั้งที่ผลไม้ไทยผ่านการตรวจจากหน่วยงานในไทยแล้ว แต่จีนยังตรวจซ้ำอีก กลับกันสินค้าจีนส่งมาไทย ผ่านท่าเรือใช้เวลาแค่ 3-4 ชั่วโมงเท่านั้น เพราะหน่วยงานไทย ไม่มีการตรวจซ้ำหากผลไม้นั้น ผ่านการตรวจจากหน่วยงานของจีนมาแล้ว
|
| กลับหน้าแรก |