พฤติกรรมที่ปิดกั้นความสามารถ ด้านนวัตกรรม

มองมุมใหม่ : ผศ.ดร.พสุ เดชะรินทร์ pasu@acc.chula.ac.th  กรุงเทพธุรกิจ  วันที่  23  ธันวาคม   2546

ในสัปดาห์นี้ เรายังคงอยู่ในเรื่องของนวัตกรรม ต่อเนื่องจากสองสัปดาห์ที่ผ่านมานะครับ แต่ในสัปดาห์นี้ ผมอยากจะเน้น ในประเด็นของ การเตรียมองค์กร ให้มีความพร้อม ต่อนวัตกรรม และการเปลี่ยนแปลงที่ต้องเกิดขึ้น ในสองสัปดาห์ที่ผ่านมา ผมนำเสนอถึงความสำคัญ ของนวัตกรรม ต่อการเพิ่มขีดความสามารถ ในการแข่งขันขององค์กร

และในขณะเดียวกันเราก็มองว่า นวัตกรรม หมายถึงการเปลี่ยนแปลงที่เกิดขึ้นจากสิ่งใหม่ๆ หรือคล้ายๆ กับหลักการในเรื่องคิดใหม่ ทำใหม่ของรัฐบาล เมื่อพูดถึงนวัตกรรมกับการเปลี่ยนแปลงต่างๆ อาจจะฟังดูเป็นเรื่องง่ายและไม่ยากที่จะทำให้เกิดขึ้นในองค์กร

แต่จากประสบการณ์ที่ผมเจอการที่จะพัฒนาองค์กรให้มุ่งเน้นและมีความสามารถในด้านนวัตกรรมได้นั้น ไม่ใช่เรื่องง่ายเหมือนกับที่ได้ยินมา มีองค์กรจำนวนมากในไทยที่ได้ใส่คำว่า นวัตกรรม (Innovation) ไว้ในวิสัยทัศน์ กลยุทธ์ หรือคำขวัญขององค์กร แต่ก็เป็นเพียงแค่เอาคำไปใส่ไว้ให้ดูโก้เก๋เท่านั้น

แต่องค์กรกลับไม่ได้มีลักษณะหรือความพร้อมที่ใกล้เคียงกับคำว่านวัตกรรมแต่อย่างใด ทำให้เกิดความรู้สึกเหมือนกันนะครับว่า ความสามารถทางด้านนวัตกรรมเป็นสิ่งที่สำคัญ และจำเป็นต่อความสำเร็จในการดำเนินงานขององค์กร แต่การพัฒนาให้องค์กร มีความสามารถ ทางด้านนวัตกรรมอย่างแท้จริงนั้น กลับไม่ใช่เรื่องง่ายเหมือนที่พูดหรือเขียนไว้

ในสัปดาห์นี้เรามาลองดูพฤติกรรมที่สำคัญสองประการ ที่ขวางกั้นไม่ให้องค์กรมีความสามารถด้านนวัตกรรมกันก่อนนะครับ จริงๆ แล้วพฤติกรรมทั้งสองประการ อาจจะมองเป็นพฤติกรรมเดียวกันก็ได้ และผมเชื่อว่าเป็นพฤติกรรมที่เราพบเห็นได้บ่อยๆ

พฤติกรรมแรก ได้แก่ ภาวะของการหลงตนเอง หรือที่ชอบเรียกกันในภาษาอังกฤษว่า Complacency ซึ่งพฤติกรรมการหลงตัวเองนี้ เป็นสิ่งที่เป็นอันตรายอย่างยิ่ง โดยเฉพาะอย่างยิ่ง ในสภาวะที่การแข่งขัน เปลี่ยนแปลงอย่างรวดเร็ว เช่นในปัจจุบัน พฤติกรรมการหลงตัวเองนั้น อาจจะเกิดขึ้นจากสาเหตุหลายประการ

ไม่ว่าจะเป็นความสำเร็จในอดีตที่มีและสั่งสมมานาน การได้รับการยกย่องเชิดชูมาตลอด ทำให้ทั้งผู้บริหาร และบุคลากรในองค์กร มีความรู้สึกเหมือนกับว่า ตนเองอยู่บนหอคอยงาช้าง และคิดว่าความสำเร็จที่เกิดขึ้นมาตั้งแต่อดีตนั้น จะอยู่ติดตัวตลอดไปเรื่อยๆ ทำให้ไม่พร้อมที่จะเปิดรับต่อสิ่งใหม่ๆ และคิดว่าไม่จำเป็นที่จะต้องมีนวัตกรรมใหม่ๆ เกิดขึ้นด้วย

ท่านผู้อ่านลองสังเกตดูสิครับ องค์กรเหล่านี้มักจะชอบมีคำกล่าวอ้างในลักษณะที่ว่า "ทำไมจะต้องเปลี่ยนแปลงด้วย ในเมื่อสิ่งที่ทำมาในอดีตก็ประสบความสำเร็จด้วยดี" ทัศนคติในลักษณะดังกล่าวอาจจะเหมาะสมในอดีต แต่ในสภาวะที่ทุกอย่างเปลี่ยนแปลงและเคลื่อนไหวอย่างรวดเร็ว ถ้าองค์กรใดยังมีทัศนคติดังกล่าวอยู่ก็น่าเป็นห่วงครับ เพราะกว่าที่เราจะรู้ตัวว่าสิ่งที่เคยทำมาในอดีตไม่สามารถใช้ได้แล้ว คู่แข่งอื่นๆ เขาคงเคลื่อนไปไกลกว่าที่เราจะปรับตัวได้ทันแล้ว

พฤติกรรมที่สอง ถือเป็นโรคชนิดหนึ่งครับ ในแวดวงวิชาการโดยเฉพาะทางด้านการบริหารนวัตกรรมและเทคโนโลยี เรารู้จักกันดีในชื่อของโรค NIH (NIH Syndrome) ซึ่งย่อมาจาก Not-Invented-Here Syndrome ซึ่งในอดีตเราคิดว่าจะเจอเฉพาะในหมู่พวกวิชาชีพเฉพาะเช่น นักวิทยาศาสตร์ วิศวกร หรือนักวิชาการ

แต่ปัจจุบันผมพบว่าโรค NIH นี้เป็นสิ่งที่พบเห็นได้ทั่วไป ขออธิบายก่อนนะครับว่าโรค NIH เป็นอย่างไร จริงๆ ชื่อ Not-Invented-Here บอกไว้อย่างชัดเจนแล้วครับ บุคคลหรือองค์กรใดที่เป็นโรคนี้ มักจะคิดว่าสิ่งใดก็ตามที่ถูกคิดค้น หรือพัฒนาหรือนำมาจากภายนอกองค์กร หรือไม่ได้เป็นสิ่งที่ตนเองคิดและพัฒนาขึ้นมาเองใช้ไม่ได้ทั้งสิ้น

จริงๆ แล้วโรค NIH ก็ถือเป็นลักษณะ ของการหลงตัวเองอย่างหนึ่ง แต่นอกจากจะหลงตัวเองแล้วยังมองว่าคนอื่นกระจอกหมด ท่านผู้อ่านลองมองไปในองค์กรของท่านซิครับว่า มีผู้บริหารหรือบุคคลที่เป็นโรคนี้หรือไม่ พวกนี้จะมองว่าสินค้า บริการ แนวคิด หรือสิ่งที่องค์กรอื่นทำเป็นสิ่งที่ใช้ไม่ได้

สิ่งที่ดีที่สุดจะต้องเกิดขึ้นจากตนเองหรือในองค์กรตนเองเท่านั้น ถ้าองค์กรใดหรือบุคคลใดที่มีโรคนี้เป็นโรคประจำตัว ก็จะมีลักษณะที่ปิดหูปิดตา ไม่พร้อมที่จะรับรู้หรือเปิดรับต่อพัฒนาการต่างๆ ที่เกิดขึ้นภายนอกองค์กร องค์กรที่เป็นโรค NIH ก็จะส่งผลต่อความสามารถในด้านนวัตกรรมของตนเองอย่างมาก เนื่องจากนวัตกรรมในปัจจุบันไม่ได้เป็นสิ่งที่เกิดขึ้น จากภายในองค์กรเพียงอย่างเดียว ในปัจจุบันนวัตกรรมใหม่ๆ ที่บังเกิดผลมักจะมาจากภายนอก แล้วองค์กรเองจะต้องปรับสิ่งที่ได้รับจากภายนอกเข้ามาใช้ในองค์กรมากกว่า

ตัวอย่างที่เห็นได้ชัดเจนที่สุดคือกรณีของบริษัทยักษ์ใหญ่ของโลกอย่าง General Electrics (GE) กับการนำแนวคิดของ Six Sigma มาใช้ ที่ในปัจจุบัน GE ได้กลายเป็นต้นแบบในการนำ Six Sigma มาใช้ให้กับองค์กรอื่นทั่วโลก Six Sigma ไม่ได้เกิดขึ้นจาก GE แต่ ผู้บริหารสูงสุดของ GE ในสมัยนั้นอย่าง Jack Welch ก็พร้อมที่จะเปิดรับสิ่งใหม่ๆ ที่ไม่ได้เกิดขึ้นจากภายในองค์กร แล้วนำมาปรับใช้จนประสบความสำเร็จในองค์กรตนเอง

เป็นอย่างไรครับพฤติกรรมทั้งสองประการ ที่องค์กรของท่านผู้อ่านมีพฤติกรรมทั้งสองอย่างเกิดขึ้นหรือไม่? ถ้ามีท่านผู้อ่านคงต้องกลับมานั่งคิดก่อนนะครับ ว่าถ้าต้องการให้องค์กรของท่านมุ่งเน้น หรือมีความสามารถในด้านนวัตกรรม จะต้องทำอย่างไรถึงจะทำให้พฤติกรรมทั้งสองประการ หายไปจากองค์กรได้ มิฉะนั้นความสามารถในด้านนวัตกรรมขององค์กร ก็ยากที่จะเกิดขึ้น และไม่ใช่แค่ความสามารถ ในด้านนวัตกรรมอย่างเดียวนะครับ ความสามารถในการตอบสนองต่อการเปลี่ยนแปลงก็จะลดน้อยลงไปด้วย

 

กลับหน้าแรก