ทรัพย์สินทางปัญญา และธุรกิจกระบวนการยุติธรรม

คอลัมน์ ระดมสมอง  โดย อธึก อัศวานันท์  ประชาชาติธุรกิจ หน้า 3  วันที่ 22 ธันวาคม 2546  ปีที่ 27 ฉบับที่ 3542 (2742)

ผมเพิ่งไปเชียงใหม่เร็วๆ นี้เอง เพื่อนฝูงบอกว่าจะไปซื้อ DVD เถื่อนที่ศูนย์การค้าใหญ่กลางเชียงใหม่ ผมจึงตามไปดู เมื่อไปถึงศูนย์การค้าแล้วก็สอบถามเอาจากคนแถวนั้นว่ามีขาย DVD เถื่อนอยู่ที่ใด เขาก็ชี้ทางให้เสร็จว่ามี 2-3 แห่ง แห่งใหญ่อยู่ตรงชั้นนั้น แห่งเล็กอยู่ตรงชั้นนี้ เพราะเป็นเรื่องที่ขายกันอย่างเปิดเผย 

ครั้นกลับมาถึงกรุงเทพฯ เมื่อเสร็จการประชุมกับเพื่อนร่วมงานที่เป็นฝรั่ง ฝรั่งบอกว่าเดี๋ยวจะไปซื้อซอฟต์แวร์ผิดกฎหมาย ที่ไอทีมอลล์มาใช้ เรื่องที่กล่าวมานี้เป็นเรื่องปกติในชีวิตประจำวัน ไม่มีอะไรแปลกใหม่

ผู้ซื้อใช้สินค้าบริการที่ละเมิดทรัพย์สินทางปัญญาของผู้อื่นนั้น ไม่รู้สึกสำนึกว่าตนทำผิดอะไรที่น่าอับอาย เพราะมักคิดว่าเจ้าของทรัพย์สินทางปัญญา เป็นพวกร่ำรวยมากอยู่แล้ว และการซื้อใช้สินค้าบริการเหล่านี้ผู้ซื้อผู้ใช้ ก็ไม่มีความผิดทางกฎหมาย คนที่อาจต้องรับผิดทางกฎหมาย คือผู้ผลิตและผู้จำหน่าย ซึ่งผู้ซื้อและผู้ใช้ ก็มักจะเห็นใจผู้ผลิต และผู้จำหน่ายเสียอีกว่า ผู้ผลิตผู้จำหน่ายเหล่านี้ทำตัวเหมือนวีรบุรุษวีรสตรีผู้ก่อวีรกรรม ทำให้ผู้บริโภคผู้ด้อยฐานะ สามารถมีทางเลือกใช้สินค้าบริการ (ที่ละเมิดทรัพย์สินทางปัญญา) ได้ในราคาที่ถูกลง และการละเมิดทรัพย์สินทางปัญญาเหล่านี้ ไม่น่าที่จะทำให้เจ้าของทรัพย์สินทางปัญญาผู้ร่ำรวยนั้นเดือดร้อน

เจ้าหน้าที่ของรัฐที่ดีๆ ก็ไม่อยากเข้าทำการจับกุมผู้กระทำผิดต่างๆ เพราะการจับกุมดังกล่าวอาจฝืนความรู้สึกของสังคม เพราะมักถูกสังคมมองว่าทำตนเป็นเครื่องมือของคนรวยในการจับกุมคนจน การดำเนินการปราบปรามและจับกุมจะเกิดขึ้นก็ต่อเมื่อผู้เสียหายมาร้องขอให้ดำเนินการอย่างหลีกเลี่ยงไม่ได้

เมื่อจิตสำนึกของสังคมมีแนวโน้มไปทางด้านนี้ เราจึงเห็นการใช้สินค้า หรือบริการที่ละเมิดทรัพย์สินทางปัญญาอยู่ทั่วไป แม้ในที่ทำการสำนักงานทั้งของราชการ และเอกชน เป็นต้นว่าการใช้ซอฟต์แวร์ที่ละเมิดทรัพย์สินทางปัญญา การเช่าหรือซื้อภาพยนตร์ในรูปแบบของ DVD, VCD ฯลฯ ที่ละเมิดทรัพย์สินทางปัญญา ตามสถานที่ต่างๆ ก็เป็นไปอย่างเปิดเผย เมื่อการดำเนินการที่ละเมิดทรัพย์สินทางปัญญานี้เป็นที่ชินตา ก็เป็นการพัฒนาค่านิยมของสังคมขึ้นว่า การละเมิดสิทธิทรัพย์สินทางปัญญาไม่เป็นเรื่องร้ายแรง ไม่ทำให้ใครเดือดร้อน ใครๆ ก็ทำกัน และประชาชนและเจ้าหน้าที่ของรัฐก็ยังซื้อหาไปใช้

ในเวลาเดียวกัน กฎหมายทรัพย์สินทางปัญญาก็มีการเปิดช่องให้เกิด "ธุรกิจกระบวนการยุติธรรม" ขึ้น โดยตัวแทนของผู้เสียหาย นำเจ้าหน้าที่เข้าจับกุมผู้ขายสินค้าละเมิดทรัพย์สินทางปัญญา เมื่อจับได้แล้วพร้อมของกลาง ก็อาจเจรจากับผู้ถูกจับเรียก "ค่าเสียหาย" เช่น ให้ผู้ถูกจับชำระ "ค่าเสียหาย" ในอัตราเท่ากับ DVD ปลอม ที่ถูกจับได้แผ่นละกี่บาท เป็นต้น หากผู้กระทำผิดยอมจ่าย "ค่าเสียหาย" ตัวแทนของผู้เสียหาย ก็ยอมปล่อยตัวไม่ดำเนินคดี กับผู้ถูกจับต่อไป หรือในบางกรณีมีการจับผู้กระทำความผิด ยึดของกลางผิดกฎหมายได้มากมาย ครั้นคดีมาถึงศาล สำนวนจะมีของกลางมาด้วยเพียง 3-4 ชิ้น ประกอบกับการใช้ให้ผู้มีอายุน้อยมาเป็นจำเลย เพื่อให้ศาลสงสารกำหนดบทลงโทษให้อ่อนลง การกระทำเช่นนี้ก็เป็นการใช้กระบวนการยุติธรรมทั้งระบบ เป็นเครื่องมือเพื่อหารายได้สำหรับคนกลุ่มเล็กๆ กลุ่มหนึ่ง

ได้มีการเปิดเผยตัวเลขว่าเจ้าหน้าที่ของรัฐสามารถจับกุมของกลางนับตั้งแต่ พ.ศ.2541 จนถึงเดือนสิงหาคมปีนี้ ร่วมสิบกว่าล้านชิ้น แต่ปรากฏว่าจำนวนของกลาง ที่นำส่งศาลทรัพย์สินทางปัญญา เพื่อใช้ในการฟ้องร้องเอาผิด แก่จำเลยผู้กระทำผิดนั้นมีจำนวนเพียงเล็กน้อย แค่หยิบมือเดียว ไม่ทราบว่าของกลางเป็นล้านๆ ชิ้นที่ไม่ได้ส่งถึงศาลนั้นตกหายไปอยู่ที่ใด

"ธุรกิจกระบวนการยุติธรรม" ดังกล่าว นอกจากจะเป็นที่แสลงใจของนักนิติศาสตร์ทั่วไปแล้ว ยังเป็นการบ่อนทำลายภาพลักษณ์ ของกระบวนการยุติธรรมของไทย อย่างต่อเนื่อง เจ้าหน้าที่ของรัฐที่ดีๆ ก็ไม่อยากทำคดีประเภทนี้ เพราะสังคมมักเข้าใจผิดว่า เจ้าหน้าที่ของรัฐผู้เข้าจับกุมมีส่วนได้ส่วนเสีย จากการตั้งโต๊ะเรียก "ค่าเสียหาย" นอกศาล ทำให้ศักดิ์ศรีเกียรติภูมิของเจ้าหน้าที่เหล่านั้น ต้องอับเฉา เพราะหากเจ้าทุกข์ผู้เสียหาย ไม่ดำเนินคดีต่อ ก็เป็นการยากที่เจ้าหน้าที่ของรัฐ จะดำเนินคดีต่อไปให้ได้ผล

 เจ้าหน้าที่ของรัฐจึงมีแนวโน้ม ที่อยากไปทำการจับกุมปราบปรามอาชญากรรมอื่นๆ ที่มีผลร้ายต่อสังคมมากกว่า ครั้นเจ้าหน้าที่ของรัฐลังเลไม่อยากดำเนินการ กับการละเมิดสิทธิทรัพย์สินทางปัญญา ก็ทำให้บรรดาเจ้าทุกข์ผู้เสียหายเกิดข้อกังขากันว่า เจ้าหน้าที่เหล่านั้นมีส่วนได้ส่วนเสียกับผู้กระทำความผิด เพราะผู้กระทำความผิดก็มักโอ้อวดว่าตนรู้จักมักคุ้นกับเจ้าหน้าที่ของรัฐ

นอกจากนี้แล้ว เมื่อสื่อมวลชนต่างๆ รายงานข่าวการจับกุมผู้กระทำผิด ก็มักรายงานว่ายึดของกลางได้มากมาย แต่เมื่อของกลางมาถึงศาลก็มีเหลือไม่กี่ชิ้น ศาลจึงมักกำหนดโทษเบา แต่สื่อมักจะละเลยไม่รายงานว่า ในคดีนี้มีของกลางกี่ชิ้น แต่จะรายงานศาลลงโทษโดยโทษปรับหรือรอลงอาญา ดังนั้น สังคมทั่วไปทั้งในและนอกประเทศ จึงมักเห็นข่าวในตอนต้นว่า มีการจับกุมผู้กระทำผิดได้พร้อมของกลางมากมาย และข่าวตอนท้ายว่าศาลตัดสินปรับจำเลย จึงมักจะทำให้มีความแคลงใจกัน ในการบังคับใช้กฎหมายของเรา

ธุรกิจในบ้านเราที่ต้องการปฏิบัติตามแนวบรรษัทภิบาล (good governance) ที่ดี เป็นประชาชนที่ดีของชาติ โดยการปฏิบัติให้ถูกต้อง โดยใช้สินค้า และบริการที่ไม่ละเมิดทรัพย์สินทางปัญญาซึ่งมีราคาแพง ก็จะทำให้ต้นทุนการดำเนินการ ของธุรกิจ ของประชาชนที่ดีของชาติเหล่านี้สูงขึ้น ในขณะที่เอกชนรายอื่น ที่เป็นคู่แข่งทางการค้า ของบริษัทที่ดีเหล่านี้ อาจเลือกใช้สินค้าบริการที่ละเมิดทรัพย์สินทางปัญญา ซึ่งจะมีราคาต้นทุนต่ำกว่าเพื่อความได้เปรียบในเชิงการแข่งขัน

สถานการณ์ปัจจุบันจึงเป็นการลงโทษคนดี ทำให้คนดีเสียเปรียบในการแข่งขันทางการค้า เพราะต้องแบกรับภาระต้นทุนค่าทรัพย์สินทางปัญญา ที่สูงกว่าผู้ที่ละเมิดทรัพย์สินทางปัญญาของผู้อื่น

เมื่อเป็นเช่นนี้ ไม่นานนักธุรกิจเอกชนที่ใช้สินค้า และบริการที่มีสิทธิถูกต้อง ก็จะเริ่มมีจำนวนลดน้อยลงตามลำดับ เพราะต่างก็จะถูกผลักดันให้ลดต้นทุน โดยการยินยอมให้มีการใช้สินค้าและบริการที่ละเมิดทรัพย์สินทางปัญญา เพื่อจะได้มีความสามารถที่จะแข่งขันกับบรรดาคู่แข่งทางการค้า

เมื่อคนในชาติมีความสำนึกที่จะเคารพทรัพย์สินทางปัญญาน้อยลง นักธุรกิจต่างประเทศ ย่อมหลีกเลี่ยงการลงทุน ที่ต้องมีการใช้ทรัพย์สินทางปัญญาขั้นสูงในบ้านเรา เพราะเกรงการลอกเลียน และรั่วไหลของทรัพย์สินทางปัญญาต่างๆ จึงขาดปัจจัยแวดล้อม ที่จะกระตุ้นการศึกษาพัฒนาของทรัพย์สินทางปัญญาโดยคนไทยในประเทศไทย ภายใต้สิ่งแวดล้อมเช่นนี้ แม้คนไทยผู้ที่มีสติปัญญา ที่จะพัฒนาทรัพย์สินทางปัญญาขั้นสูงขึ้นเองได้ ก็อาจจะเลือกที่จะไปพัฒนาเรื่องดังกล่าว ในประเทศที่ให้ความคุ้มครองทรัพย์สินทางปัญญาอย่างเข้มงวด เพราะสิทธิของตนควรได้รับความคุ้มครองที่ดีกว่า

เราควรที่จะทำการพิจารณาประเมินกฎหมายทรัพย์สินทางปัญญาซึ่งเป็นกฎหมายเศรษฐกิจ เพื่อปรับปรุงให้ทันสถานการณ์ เพื่อเสริมสร้างศักยภาพของเศรษฐกิจของชาติ เช่น เราควรบังคับใช้กฎหมายทรัพย์สินทางปัญญาอย่างเข้มงวด โดยกำหนดโทษต่อผู้ซื้อ  และผู้ใช้สินค้าและบริการที่ละเมิดทรัพย์สินทางปัญญาของผู้อื่นหรือไม่ การที่กฎหมายกำหนดโทษผู้จำหน่าย แต่ไม่เอาโทษต่อผู้ใช้สินค้าที่ผิดกฎหมาย ก็เหมือนกับการปราบโสเภณี โดยจับแต่โสเภณีผู้ขายบริการ โดยไม่เอาโทษผู้ไปซื้อบริการ ซึ่งไม่มีวันที่จะปราบได้หมดเพราะเป็นการ "ปากว่าตาขยิบ"

หากเราจะไม่เข้มงวดขนาดนั้นก็ควรกำหนดใหม่ว่า มีของกลางกี่ชิ้นจึงเป็นความอาญา (ซึ่งยอมความไม่ได้) หากมีของกลางน้อยกว่านั้นให้เป็นความแพ่งให้เอกชนไปฟ้องร้องกันเอง เพื่อจะได้ยุติ "ธุรกิจกระบวนการยุติธรรม" เสียที จะได้มีมาตรการเดียวกัน สำหรับบริษัทห้างร้านต่างๆ ที่จะยึดถือปฏิบัติได้ถูกต้องเป็นแนวเดียวกัน จะใช้ของถูกกฎหมายก็จะได้ถูกเหมือนกันทั้งประเทศ จะใช้ของผิดกฎหมายได้ก็จะได้ใช้เหมือนกันทั้งประเทศ จะเอาแบบไหนผมเอาด้วยครับ ขอให้เหมือนๆ กัน

รัฐเองควรส่งเสริมการพัฒนาสร้างสรรค์ทรัพย์สินทางปัญญาอย่างใดเพื่อให้คนไทยมีความรู้ความเข้าใจ และมีสิ่งจูงใจที่จะสร้างสรรค์ทรัพย์สินทางปัญญาของเราขึ้นมา

กฎหมายทรัพย์สินทางปัญญานี้ก็เช่นเดียวกับกฎหมายเศรษฐกิจอื่นๆ คือ เป็นดาบสองคม หากรู้จักใช้ให้ถูกทาง ก็จะมีประโยชน์ทางเศรษฐกิจของชาติ อย่างมหาศาล หากใช้ผิดก็จะเป็นอันตราย ต่อการเจริญเติบโตทางเศรษฐกิจในชาติ เราจึงควรนำออกมาพิจารณาศึกษา เพื่อปรับปรุงให้เหมาะสมกับสถานการณ์อยู่เสมอๆ

ประชาชาติธุรกิจ หน้า 3

 

กลับหน้าแรก