|
เศรษฐกิจคนกรุงยุคเครดิตฟุ้ง
: หนี้สินท่วมทั่วเมือง
รายงานพิเศษ เทวินทร์ ขอเหนี่ยวกลาง thewin@thaimail.com วันที่ 19 ธันวาคม พ.ศ. 2546 ปีที่ 24 ฉบับที่ 1218 เพื่อทำสงครามกับความยากจนและนำพาประเทศไปสู่สังคมที่เจริญก้าวหน้า รัฐบาลชุด พ.ต.ท.ดร.ทักษิณ ชินวัตร ได้มีนโยบายสนับสนุนให้ประชาชนเข้าถึงแหล่งทุนได้ง่ายขึ้น (เช่นการสนับสนุนแหล่งทุนกู้ยืม การแปลงสินทรัพย์เป็นทุน) ซึ่งหลายฝ่ายได้ตั้งคำถามว่านโยบายที่เปิดช่องทางการกู้ยืมนั้นจะเป็นการเพิ่มภาระหนี้สินของประชาชนหรือไม่ เพื่อเป็นการสะท้อนภาพเศรษฐกิจของชาวกรุงเทพมหานคร ซึ่งถือได้ว่าเป็นศูนย์กลางความเจริญ ของประเทศว่าประชาชนในเมืองหลวงแห่งนี้ มีสภาพความเป็นอยู่โดยเฉพาะในด้านหนี้สินเป็นอย่างไร ผู้เขียนจึงใคร่นำผลสำรวจของสำนักวิจัยเอแบคโพล มหาวิทยาลัยอัสสัมชัญ ที่ทำการสำรวจตัวอย่างคนอายุ 18 ปีขึ้นไปจำนวน 1,198 ราย เมื่อวันที่ 15 - 25 พฤศจิกายน 2546 มาวิเคราะห์นำเสนอในประเด็นสำคัญดังต่อไปนี้ คนทำธุรกิจ "รายได้ไม่พอกับรายจ่าย" จากข้อมูลเปรียบเทียบความแตกต่างระหว่างรายได้กับรายจ่ายของตัวอย่างคน กทม. พบว่าร้อยละ 32.6 มีรายได้มากกว่ารายจ่าย ร้อยละ 34.8 รายได้น้อยกว่ารายจ่าย และร้อยละ 32.6 รายได้เท่ากับรายจ่าย จึงกล่าวได้ว่าเกือบ 1 ใน 3 ของชาว กทม. กำลังประสบปัญหาความไม่เพียงพอของรายได้ ซึ่งจากการสอบถามพบว่าคนเหล่านี้แก้ปัญหาการชดเชยรายจ่ายที่ติดลบด้วยวิธีการต่างๆ เช่น ขอจากคนในครอบครัว หรือญาติพี่น้อง หางานทำเพิ่มเติม กู้ยืมเงินทั้งในและนอกระบบ นำทรัพย์สินออกขายหรือจำนำ เป็นต้น และที่น่าเป็นห่วงก็คือกลุ่มอาชีพ "ค้าขาย/ทำธุรกิจ" เป็นกลุ่มอาชีพที่มีปัญหารายได้ไม่พอกับรายจ่ายมากที่สุด รองลงมาคือกลุ่มรับจ้างทั่วไป (ดูภาพที่ 1 ประกอบ) หนี้สินถ้วนหน้าคนละ 1.9 แสนบาท ในด้านของสภาพหนี้สิน พบว่าตัวอย่างคน กทม. ร้อยละ 48.3 มีหนี้สิน (ร้อยละ 51.7 ไม่มีหนี้สิน) เมื่อพิจารณาเฉพาะในกลุ่มคนที่มีหนี้สินพบว่า ร้อยละ 17.9 มีหนี้สินไม่เกิน 10,000 บาท ร้อยละ 23.8 มีหนี้สิน 10,001-50,000 บาท ร้อยละ 14.8 มีหนี้สิน 50,001-100,000 บาท ร้อยละ 20.8 มีหนี้สิน 100,001-500,000 บาท และ ร้อยละ 22.7 มีหนี้สินมากกว่า 500,000 บาท เมื่อคิดค่าเฉลี่ยจำนวนเงินหนี้สินพบว่าตัวอย่างคน กทม. มีหนี้สินเฉลี่ยคนละ 188,211 บาท และถ้าคิดค่าเฉลี่ยเฉพาะในกลุ่มคนที่มีหนี้สิน (ร้อยละ 48.3 ของตัวอย่างทั้งหมด) จะมีหนี้สินเฉลี่ยคนละ 389,671 40% มีหนี้มากกว่าปีที่แล้ว เปรียบเทียบหนี้สินในปีปัจจุบันกับหนี้สินในปีที่ผ่านมา พบว่า ร้อยละ 39.9 มีหนี้สินเพิ่มมากกว่าปีที่แล้ว ร้อยละ 30.2 มีหนี้สินน้อยกว่าปีที่แล้ว และร้อยละ 29.9 มีหนี้สินเท่ากับปีที่แล้ว ดังนั้น เมื่อพิจารณาโดยภาพรวมแล้ว กล่าวได้ว่าคน กทม. มีหนี้สิน "สูงมากกว่าปีที่แล้ว" กลุ่มคนที่มีหนี้สินเพิ่มมากกว่าปีที่แล้วระบุอัตราหนี้สินที่เพิ่มขึ้นเฉลี่ยร้อยละ 41.2 ของจำนวนหนี้ที่เคยมี ขรก.เป็นหนี้มากที่สุด เมื่อวิเคราะห์อัตราการเป็นหนี้จำแนกตามกลุ่มอาชีพ (ดูภาพที่ 3 ประกอบ) พบว่าอัตราการเป็นหนี้ของกลุ่มข้าราชการ/ รัฐวิสาหกิจ สูงที่สุด โดยมีคนที่เป็นหนี้ร้อยละ 63.5 (ที่เหลือคือคนที่ไม่มีหนี้สิน) รองลงมาคือกลุ่มค้าขาย/ทำธุรกิจ มีหนี้สินร้อยละ 55.6 หนี้ส่วนใหญ่ "ไม่สร้างรายได้" เมื่อให้ตัวอย่างระบุจำนวนเงินที่เป็นหนี้ แจกแจงตามประเภทของหนี้สิน พบว่า ค่าเฉลี่ยของจำนวนเงินหนี้สินแต่ละประเภท (คิดเฉลี่ยจากกลุ่มตัวอย่างทั้งหมด รวมทั้งคนที่มีหนี้และคนที่ไม่มีหนี้) พบว่าตัวอย่างคน กทม. มีจำนวนเงินหนี้เฉลี่ยด้านการซื้อบ้าน/ที่ดินมากที่สุด 100,796 บาท (ดูภาพที่ 4) รองลงมาคือหนี้จากการซื้อรถ 23,509 บาท หนี้จากการลงทุน 18,785 บาท หนี้ใช้จ่ายเพื่อการศึกษา 7,676 บาท หนี้จากการกู้ยืมเพื่อใช้สอยในชีวิตประจำวัน 7,731 บาท หนี้จากการซื้อหาอุปกรณ์ใช้สอย/สิ่งอำนวยความสะดวก 1,561 บาท และหนี้ประเภทอื่นๆ เช่น ค่ารักษาพยาบาล หนี้จากการกู้เพื่อทดแทนแหล่งเงินกู้อื่น จำนวน 28,152 บาท จากการวิเคราะห์จำนวนหนี้สินแต่ละประเภทจะเห็นได้ว่า หนี้สินของตัวอย่างคน กทม. ส่วนใหญ่เป็นหนี้เพื่อการใช้สอยซึ่งเป็น "หนี้ที่ไม่สร้างรายได้" กลับคืนมา มีเพียง 10% ที่เป็นหนี้เพื่อการลงทุน เมื่อคิดสัดส่วนอัตราตามจำนวนเงินหนี้แต่ละประเภทพบว่า ร้อยละ 53.6 เป็นหนี้จากการซื้อบ้าน/ที่ดิน (ดูภาพที่ 5) รองลงมาคือร้อยละ 12.5 เป็นหนี้จากการซื้อรถ ร้อยละ 10.0 เป็นหนี้จากการลงทุน ร้อยละ 4.1 เป็นหนี้ใช้จ่ายเพื่อการศึกษา ร้อยละ 4.1 เป็นหนี้จากการกู้ยืมเพื่อใช้สอยในชีวิตประจำวัน ร้อยละ 0.8 เป็นหนี้จากการซื้อหาอุปกรณ์ใช้สอย/สิ่งอำนวยความสะดวก และร้อยละ 15.0 เป็นหนี้ประเภทอื่นๆ จะเห็นได้ว่าหนี้ของตัวอย่างคน กทม. ในส่วนที่เป็นหนี้ที่มีโอกาสทำให้เกิดรายได้กลับคืนมา คือหนี้เพื่อการลงทุนมีเพียงร้อยละ 10.0 ของหนี้ทั้งหมดเท่านั้น ระวัง NPL ภาคประชาชน กล่าวได้ว่าวิกฤตปัญหาเศรษฐกิจของประเทศที่ผ่านมาเกิดจากการ "ก่อหนี้ของภาคธุรกิจ" ที่ภาครัฐเปิดโอกาสให้) อย่างปราศจากการจัดการที่ดี มีการกู้เงินต่างประเทศมาใช้ อย่างไม่ก่อให้เกิดรายได้ต่อประเทศ เช่น การนำมาใช้สอย การเก็งกำไรเพื่อตักตวงประโยชน์ จากคนในประเทศเอง ไม่ใช่มุ่งเพื่อการลงทุน และการส่งออกเพื่อหาเงินตราต่างประเทศ มาชดเชยหนี้สินที่กู้ยืมมา ทำให้เกิดปัญหาฟองสบู่แตกของภาคธุรกิจและสถาบันการเงินล้มละลายจนกลายเป็นภาระที่คนทั้งประเทศต้องแบกรับในที่สุด หันกลับมามองสถานการณ์หนี้สินของส่วนบุคคลในปัจจุบัน จะเห็นสภาพที่คล้ายคลึงกัน กับการก่อหนี้ของภาคธุรกิจ ในยุคฟองสบู่อย่างหนึ่งคือ มีการสร้างหนี้สินที่ไม่เกิดรายได้ (เป็นหนี้จากการใช้สอย) ในสัดส่วนที่สูงมากกว่าหนี้สินที่มีโอกาสสร้างรายได้กลับมา (เช่นการลงทุน) ดังนั้น ถ้าหากรัฐสนับสนุนการก่อหนี้ต่อไป โดยไม่ได้มีการปรับโครงสร้างหนี้ที่เป็นอยู่ หรือปรับพฤติกรรมการก่อหนี้ ของประชาชนให้มีวินัยที่ดีพอ รวมทั้งปล่อยให้ผู้กู้รายย่อยลงทุนอย่างขาดทิศทาง หรือขาดการบริหารจัดการที่ดีแล้ว อาจจะนำมาซึ่งปัญหาหนี้สูญ (NPL) หรือการล้มละลายของผู้ก็ยืมรายย่อยได้ ถึงตอนนั้นสังคมไทยคงต้องกลับมาเจ็บปวดกับ "วิกฤตเศรษฐกิจฟองสบู่ในภาคประชาชน" อีกระลอก ซึ่งอาจจะเรื้อรังน่าเป็นห่วงยิ่งเสียกว่าปัญหาฟองสบู่ภาคธุรกิจอย่างที่เคยเกิดขึ้นก็เป็นได้ หน้า 28
|
| กลับหน้าแรก |