|
บทเรียนจากเกาหลีใต้
บทนำ : กรุงเทพธุรกิจ วันที่ 20 ธันวาคม พ.ศ. 2546 นักเศรษฐศาสตร์หลายสำนัก กำลังจับตาวิกฤตการณ์ บัตรเครดิตในเกาหลีใต้อย่างใกล้ชิด เพราะกลัวว่าผลกระทบจากเรื่องนี้ จะลุกลามออกไปจนชะลอการใช้จ่าย ของผู้บริโภคในประเทศที่มีเศรษฐกิจใหญ่ เป็นอันดับ 4 ของเอเชีย ที่เพิ่งฟื้นตัวจากภาวะถดถอย หลังจากแอลจี การ์ด เครือข่ายของแอลจี กรุ๊ป กลุ่มการค้าขนาดใหญ่เป็นอันดับ 2 ซึ่งมีลูกค้าบัตรเครดิตประมาณ 14 ล้านคน หรือเกือบ 1 ใน 3 ของจำนวนประชากรแดนโสม ประสบปัญหาขาดสภาพคล่องขั้นรุนแรงเมื่อเร็วๆ นี้ เมื่อต้องแบกรับภาระสินหนี้ 22,700 ล้านดอลลาร์ ในจำนวนนี้ 10% เป็นหนี้เกินกำหนดชำระไปแล้ว ถึงขั้นต้องขอความช่วยเหลือจากธนาคารเจ้าหนี้ภายใต้แผนปรับโครงสร้างบริษัท โดย แอลจี กรุ๊ป อยู่ระหว่างพิจารณาให้บริษัทลูกเข้าซื้อหุ้นกู้ของแอลจี การ์ด มูลค่า 800,000 ล้านวอน ซึ่งเรื่องนี้ได้ส่งผลกระทบต่อราคาหุ้นของบริษัทเครือแอลจีด้วย ผลพวงจากปัญหาขาดสภาพคล่อง ทำให้ แอลจี การ์ด บริษัทบัตรเครดิตการ์ดอันดับ 2 ของเกาหลีใต้ ต้องเลิกทำธุรกิจบัตรเครดิตการ์ดและธุรกิจหลักทรัพย์ ในความพยายามเพื่อช่วยบริษัทแม่ลดความเสียหายทางการเงิน และต้องปรับลดต้นทุนครั้งใหญ่ ผ่านทางการลอยแพพนักงาน 2,100 คน ในปลายปีนี้ หรือ 25% ของจำนวนพนักงานทั้งหมด 8,400 คน นอกจากนั้น ยังต้องลดต้นทุนด้านการตลาดลงมากกว่า 30% ในปีหน้า ตามแผนลดต้นทุน และเน้นสร้างผลกำไรเป็นอันดับแรก ซึ่งการประกาศปรับโครงสร้างดังกล่าวเกิดขึ้นเพียงวันเดียวหลังจากธนาคารเจ้าหนี้ 8 แห่ง ตกลงขยายเงินกู้ให้แอลจี การ์ด อีก 1,700 ล้านดอลลาร์ภายใต้แผนฟื้นฟูที่มีเป้าหมายเพื่อผลักดันให้แอลจี การ์ด รอดพ้นจากภาวะล้มละลาย การขายหุ้นในแอลจี การ์ด และแอลจี อินเวสต์เมนต์ แอนด์ ซิเคียวริตีส์ บริษัทหลักทรัพย์ให้แก่กลุ่มเจ้าหนี้ของแอลจี กรุ๊ป เท่ากับเป็นการถอนตัวออกจากธุรกิจบัตรเครดิตและธุรกิจหลักทรัพย์ อาจช่วยให้กลุ่มบริษัทรายใหญ่อันดับ 2 ของเกาหลีใต้ จำกัดปริมาณขาดทุนในอนาคตที่เกิดขึ้นจากแอลจี การ์ดได้ นอกจากนั้น ยังเป็นการสร้างหลักประกันของกลุ่มผู้บริหารแอลจี กรุ๊ป ชุดปัจจุบันว่าจะรักษาฐานอำนาจการบริหารบริษัทในรูปแบบครอบครัวไว้ได้ต่อไป อย่างไรก็ดี ประเด็นนี้ได้จุดชนวนความกลัวเรื่องพฤติกรรมของกลุ่มธุรกิจที่อยู่ภายใต้การควบคุมของตระกูลใหญ่ หรือที่เรียกว่ากลุ่มแชโบล ซึ่งเคยครอบงำเศรษฐกิจเกาหลีใต้มานาน และถูกโจมตีว่าเป็นสาเหตุให้เกิดวิกฤตการณ์การเงินเมื่อปี 2540-2541 ขณะนี้ อุตสาหกรรมบัตรเครดิตการ์ดของเกาหลีใต้กำลังดิ้นรนต่อสู้กับผลพวงจากภาวะสินเชื่อเฟื่องฟูสุดขีดเมื่อ 2-3 ปีก่อน ซึ่งในช่วงดังกล่าว ผู้บริโภคแดนโสมขาวใช้บัตรเครดิตจับจ่ายใช้สอยสินค้าชนิดไม่ลืมหูลืมตา จนชาวเกาหลีใต้ 1 คนทุกๆ 10 คน ประสบปัญหาผิดนัดชำระหนี้บัตรเครดิต ทำให้หนี้บัตรเครดิตโดยรวมเมื่อสิ้นสุดเดือน ส.ค.ที่ผ่านมา มีมูลค่า 78.34 ล้านล้านวอน หรือ 14% ของตัวเลขผลิตภัณฑ์มวลรวมภายในประเทศ (จีดีพี) ในแต่ละปี ขณะที่ยอดค้างชำระหนี้อยู่ที่ประมาณ 11% ของยอดหนี้ ซึ่งปัญหาขาดสภาพคล่องของบริษัทบัตรเครดิต มาถึงจุดเดือดเมื่อเดือน มี.ค.หลังจากเกิดคดีปรับแต่งบัญชีในกลุ่มการค้ารายหนึ่ง ส่งผลให้นักลงทุนเทขายหุ้นที่มีคุณภาพต่ำ ซึ่งส่วนใหญ่เป็นบริษัทบัตรเครดิตที่มีภาระหนี้สูง จนบริษัทเหล่านี้ไม่สามารถเพิ่มทุนมาชำระหนี้เงินกู้ได้ การดำเนินนโยบายทางการคลังเพื่อกระตุ้นเศรษฐกิจของรัฐบาลเกาหลีใต้ ผ่านทางการยกเว้นภาษีประเภทต่างๆ เพื่อเร่งบูมการบริโภคเพียงประการเดียวโดยแทบไม่สนใจที่จะให้ความรู้ด้านการรักษาวินัยทางการเงิน หรือการใช้เงินอย่างฉลาด ส่งผลให้รัฐบาลถูกวิพากษ์วิจารณ์อย่างหนักว่าเป็นตัวการก่อให้เกิดภาวะฟองสบู่ในตลาดสินเชื่อบัตรเครดิต ซึ่งความรุนแรงของวิกฤตการณ์นี้ สะท้อนได้เป็นอย่างดีจากคำพูดของนายปาร์ก เซอุง ผู้ว่าการธนาคารกลาง ที่ออกมาแสดงความวิตกถึงอุตสาหกรรมบัตรเครดิตเมื่อเร็วๆ นี้ โดยกล่าวว่า วิกฤติบัตรเครดิต มีความรุนแรงกว่าที่ได้มีการเผยแพร่ออกมา หากมีการนำสัดส่วนเงินกู้ที่นำไปอัดฉีดเพื่อพยุงสถานะทางการเงินเข้ามารวมไว้ด้วย
|
| กลับหน้าแรก |