|
เมื่อ 25
ชาติยุโรปจะมี รมต.ต่างประเทศกับกลาโหมคนเดียวกัน...
กาแฟดำ : กรุงเทพธุรกิจ วันที่ 19 ธันวาคม 2546 ซัดกันหนักเรื่อง "รัฐธรรมนูญร่วม" ของสหภาพยุโรป เพราะเขาคิดว่า 15 บวก อีก 10 ประเทศ (ที่จะมาร่วมวันที่ 1 พฤษภาคม ปีหน้า) ในยุโรปน่าจะมีกติกาสูงสุดฉบับเดียวร่วมกัน เป็นความหวังและความฝัน ของยุโรปมาช้านานว่า เมื่อเลิกเก็บภาษีกันและกัน ใช้วีซ่าร่วมกันและล่าสุดก็ใช้เงินสกุลยูโรแบบเดียวกันหมดแล้ว ก็น่าจะมีนโยบายต่างประเทศ และความมั่นคงเหมือนกันเสียด้วย ถึงขั้นจะมีรัฐมนตรีต่างประเทศคนเดียวกันเลย ฟังดูแล้วน่าตื่นตาตื่นใจ ที่เคยปรามาสกันไว้ว่าผลประโยชน์ขัดแย้งกันมากมาย ระดับการพัฒนาของประเทศต่างๆ ก็แตกต่างกันอย่างนี้ จะมาร่วมมือกันทำอะไรเป็นอันหนึ่งอันเดียวกันได้หรือ? (เหมือนกับที่สบประมาทอาเซียนกันวันนี้ และถ้าแอบดูแถลงการณ์ร่วมประชุมสุดยอดญี่ปุ่น กับอาเซียน ที่เพิ่งออกมาปลายอาทิตย์ก่อน ก็จะเห็นคำว่า East Asian Community หรือประชาคมเอเชียตะวันออก ซึ่งก็คือรูปแบบของ European Community หรือ European Commission วันนี้นั่นแหละ) ประชุมสุดยอดของยุโรป เมื่อสุดสัปดาห์ที่ผ่านมาก็เห็นภาพของความขัดแย้งอย่างชัดแจ้ง เพราะการจะมีอะไรๆ ทั้งหมดเป็นอันหนึ่งอันเดียวภายใต้รัฐธรรมนูญยุโรปใหม่นี้เป็นเรื่องยากเย็นแสนเข็ญ แต่เขาก็พยายามจะเข็นออกมาให้ได้ เพราะเขามองว่าน่าจะมีผลดีมากกว่าผลเสีย แม้จะต้องฟาดฟันกันเรื่องประโยชน์กันอย่างดุเดือดก็ต้องทำ เยอรมนี กับฝรั่งเศส ยืนอยู่ข้างหนึ่งส่วนสเปน กับโปแลนด์ อยู่อีกข้างหนึ่งตกลงกันไม่ได้เรื่อง "สิทธิการออกเสียง" หรือ voting rights รัฐธรรมนูญของอียูนี้น่าสนใจมาก เพราะเป็นความพยายามจะทำในสิ่งที่หลายคนคิดว่าเป็นไปไม่ได้เลย เพราะเขาจะให้สามเรื่องใหญ่ของประเทศสมาชิกทั้งหมด 25 ชาติมาอยู่ภายใต้การนำของแกนกลางหมด คือ 1. นโยบายความมั่นคง 2. นโยบายต่างประเทศ 3. นโยบายตรวจคนเข้าเมือง ปัญหาใหญ่ที่ถกกันหน้าดำหน้าแดง และยังหาทางตกลงกันไม่ได้คือ ใครมีสิทธิออกเสียงมากน้อยแค่ไหน ร่างกันมาหนึ่งปีแล้ว คำถามใหญ่ก็คือ ว่าประเทศใหญ่ที่สุดสี่ประเทศ และเป็นผู้ก่อตั้งอียูด้วยคือ เยอรมนี ฝรั่งเศส อังกฤษ และอิตาลี จะมีสิทธิออกเสียงมากน้อยแค่ไหน และประเทศสมาชิกอื่นๆ จะยอมแค่ไหน สเปน กับโปแลนด์ (ใหญ่อันดับห้ากับหกของอียู) ยืนยันว่าสิทธิของสองประเทศของเขา จะต้องไม่น้อยกว่าของอีกสี่ประเทศยักษ์ในกลไกของอียูทั้งหลายทั้งปวงที่จะตั้งขึ้นมาเพื่อตัดสินเรื่องใหญ่ๆ ที่มีผลบังคับใช้กับทุกคน แต่เยอรมนี กับฝรั่งเศส รวมหัวกันรณรงค์ให้อำนาจของสี่ประเทศใหญ่นี้มีเสียงมากกว่าคนอื่น เพราะเขาถือว่าเขาเสียสละมากกว่า และเป็นคนที่ทุ่มเททำงานให้หนักหน่วงกว่า พูดอย่างนี้ก็ต้องมีเรื่องต้องแจกแจงและจูนคลื่นความคิดกันมากหน่อย การประชุมสุดยอดเรื่องนี้ที่กรุงบรัสเซลส์ (ซึ่งเป็นที่ตั้งของสำนักงานใหญ่ของอียู) จึงต้องสะดุดหยดลงเพราะต่างฝ่ายต่างไม่ยอมอ่อนข้อต่อกัน อังกฤษนั้นเล่าก็มี "สงคราม" ของตัวเองที่จะต้องทำ เพราะไม่ต้องการให้สำนักงานกลางของอียู ที่กรุงบรัสเซลส์นั้นมี "เสียงสุดท้าย" ว่าด้วยนโยบายต่างประเทศและการเก็บภาษีซึ่งแน่นอนว่าเป็นเรื่องใหญ่และละเอียดอ่อน มีผลต่อฐานะทางการเมืองของรัฐบาลไม่ว่าใครจะมาเป็นรัฐบาลก็ตามที แต่เมื่อแลกหมัดกันเรื่องนี้จนเกิดการตะลุมบอน และต้องแยกมวยกันก่อน ผู้นำชุดเดียวกันนี้ก็หันไปตกลงในเรื่องที่เห็นตรงกัน และสามารถเห็นพ้องกันได้ง่ายกว่า นั่นคือการตั้งหน่วยงานกลางสำหรับการบริหารวิกฤติว่าด้วยความมั่นคง ซึ่งฟังดูคล้ายการปฏิบัติการทหารร่วมกัน และทำให้อเมริกาสงสัยคลางแคลงว่าจะมาทดแทน NATO ที่มะกันเป็นพระเอกหรือเปล่า พอเจอกับเสียงประท้วงเงียบๆ จากวอชิงตันอย่างนี้ สามยักษ์ยุโรปที่มีความเก่งกาจทางด้านทหารอย่างอังกฤษ, ฝรั่งเศส และเยอรมนี ก็ต้องเอาร่างไปเขียนใหม่จนเป็นกรอบที่พอจะเห็นพ้องต้องกันได้ จนถึงขั้นที่ยุโรปจะมีรัฐมนตรีกลาโหมคนเดียวกันหรือไม่ เป็นเรื่องร้อนๆ ที่ต้องถกแถลงกันอย่างดุเด็ดเผ็ดมันต่อไป
|
| กลับหน้าแรก |