"ความยากจน" กับตัวชี้วัดความสำเร็จที่เหมาะสม

มองมุมใหม่ : จักรกริช ธรรมศิริ  กรุงเทพธุรกิจ  วันที่ 19  ธันวาคม 2546

ที่ยังไม่แน่ใจในความสำเร็จที่แท้จริงของรัฐบาลว่า สามารถเอาชนะยาเสพติดได้ตามที่ประกาศชัยชนะไปเมื่อ 3 ธ.ค.ที่ผ่านมา ที่ไม่แน่ใจ เพราะไม่ชัดเจนในกระบวนการประเมินผล รวมทั้งระเบียบวิธีที่ใช้ ไม่แน่ใจ เพราะผู้ประเมินคือ หน่วยราชการอันเป็นเครื่องมือในการทำงานตามนโยบายของรัฐบาล หรือถึงแม้รัฐบาลจะไปจ้างสถาบันการศึกษา หรือบริษัทที่ปรึกษาเอกชนก็ตาม ก็ยังคงความไม่แน่ใจไว้อยู่ดี

เพราะในความเป็นจริงหน่วยงานที่ประเมินผลยังคงต้องนำผลการประเมินเสนอให้รัฐบาลพิจารณาก่อนนำไปเผยแพร่ รวมทั้งยังต้องอาศัยงบประมาณของรัฐบาลในฐานะผู้จ้าง ดังนั้นหากรัฐบาลใจไม่กว้างจริง ก็ยากที่ประชาชนจะรับทราบผลการประเมินที่แท้จริง

แต่ถึงจะไม่แน่ใจแค่ไหน ก็ยังดีใจที่รัฐบาลนี้ได้แสดงอาการ "ทำงานจริง" ให้เห็น หากจะประเมินกันเพียงเรื่องของความพยายาม ก็ต้องนับได้ว่า สอบผ่าน แต่ก็อย่างที่บอกครับว่า ในเชิงการบริหารแล้ว เราพิจารณากันไปไกลถึงระดับผลกระทบ มิใช่พิจารณาเพียงความพยายาม หรือเพียงผลผลิตที่เกิดขึ้นจากนโยบายหรือโครงการ

นอกจากการได้แสดงความพยายามในการแก้ปัญหายาเสพติด จนสามารถทำให้ประชาชนโดยทั่วไปเกิดความรู้สึกที่ดีแล้ว ขณะนี้รัฐบาลกำลังพยายามทำงานใหญ่อีกชิ้นหนึ่ง คือ การแก้ไขปัญหาความยากจน ซึ่งจัดได้ว่าเป็นงานใหญ่ที่มีความยากลำบาก "ระดับมหาหินอมตะนิรันดร์กาล"

ถ้านายกฯ ทักษิณแก้ปัญหาความยากจนให้กับประชาชนคนไทยได้อย่าง "แท้จริง" มิใช่แก้ปัญหาความยากจนได้ ในทัศนะของรัฐบาล หรือในทัศนะของนายกฯ เอง ผมคิดว่านายกฯ จะได้รับเกียรติในการเป็น "รัฐบุรุษ" ของไทยอย่างมิต้องสงสัย

19 พ.ย. ที่ผ่านมา ท่านนายกฯ ได้ลงนามในคำสั่งสำนักนายกฯ ที่ 271/2546 เรื่องการดำเนินการต่อสู้เพื่อเอาชนะความยากจน โดยได้มีการกำหนดยุทธศาสตร์และวิธีการปฏิบัติเรื่องนี้เป็นครั้งแรกในประวัติศาสตร์การเมืองไทย ซึ่งสะท้อนให้เห็นว่า เป็นนายกฯ ที่ให้ความใส่ใจกับความยากจนมากที่สุดคนหนึ่ง โดยสามารถพิจารณาได้จากการจัดสรรงบประมาณ เพื่อดำเนินการตามยุทธศาสตร์ การแก้ไขปัญหาความยากจนกว่าสี่หมื่นล้านบาท

การกระทำดังกล่าว ทำด้วยความจริงใจ หรือจะด้วยความเป็นห่วงว่า คนรวย และคนจนต้องพึ่งพากัน ด้วยนัยของการผลิต และการบริโภค ก็ช่างเถอะ เพราะถือว่าเป็นสถานการณ์ ที่ทำให้ทุกฝ่ายได้ประโยชน์ จากการตรวจสอบยุทธศาสตร์ เพื่อเอาชนะความยากจนแล้ว เข้าใจว่า ตัวแบบในการทำงานของยุทธศาสตร์นี้ จะมีความใกล้ชิดกับตัวแบบ (Model) ในการแก้ไขปัญหายาเสพติดอยู่พอสมควร

และผมขอทำนายล่วงหน้าว่า รัฐบาลจะใช้ตัวเลขรายได้ที่เป็นตัวเงินของประชาชนที่เพิ่มขึ้น ภายหลังการดำเนินงาน ตามยุทธศาสตร์นี้ ไปเปรียบเทียบกับตัวเลขรายได้ของประชาชนตามเส้นแบ่งความยากจน เพื่อบอกว่า เมื่อดำเนินการตามยุทธศาสตร์นี้แล้ว ประชาชนมีรายได้ต่อปีสูงกว่าเส้นความยากจนกี่ราย

แล้วก็หวนกลับไปเปรียบเทียบ กับตัวเลขจำนวนประชาชนผู้ที่มีรายได้ อยู่เหนือเส้นความยากจนก่อนการดำเนินกิจกรรม / โครงการ เชื่อว่า การวัดความสำเร็จของยุทธศาสตร์นี้ จะมีท่วงทำนองเดียวกันกับการใช้วิธีนับจำนวนผู้เสพ หรือผู้ค้า ที่ลดลงในกรณีของแผนปฏิบัติการเพื่อเอาชนะยาเสพติด ซึ่งในทัศนะของผมคิดว่า เป็นการวัดความสำเร็จที่ฉาบฉวย และไม่สะท้อนสภาพข้อเท็จจริงเท่าที่ควร

ผมอยากให้ พล.อ.ชวลิต ซึ่งรับผิดชอบยุทธศาสตร์ นี้ลองไปปรึกษาเรื่องดัชนีชี้วัดคุณภาพชีวิต (Quality of Life Index) ซึ่งมีความซับซ้อนกว่า การวัดตามเกณฑ์เส้นแบ่งความยากจนอยู่มาก จากสภาพัฒน์ที่เข้าใจว่ามีคนรู้เรื่องนี้อยู่บ้าง หรือไม่ก็ให้ลองศึกษางานวิจัยของ ผศ.ดร.สุมาลี สันติพลวุฒิ อาจารย์คณะเศรษฐศาสตร์ ม.เกษตรศาสตร์ ที่ศึกษาเรื่องนี้มายาวนานพอสมควร ก็น่าจะเป็นประโยชน์สำหรับการกำหนดดัชนีชี้วัดความสำเร็จของยุทธศาสตร์ เพื่อเอาชนะปัญหาความยากจน ที่สะท้อนสภาพความสำเร็จที่แท้จริงได้เป็นอย่างดี

นอกจากเรื่องดัชนีชี้วัดของยุทธศาสตร์นี้ที่ผมค่อนข้างเป็นห่วงแล้ว เรื่องหน่วยงานที่ทำการประเมินผลยุทธศาสตร์นี้ ก็เป็นอีกเรื่องหนึ่งที่ผมค่อนข้างเป็นห่วง เนื่องจากไทยยังไม่มีองค์กรใดที่มีความเป็นกลางในเรื่องการประเมินผลอย่างแท้จริง

เรื่องนี้ "วุฒิสภา" น่าจะเป็นองค์กรที่มีความเป็นกลางมากที่สุด (เท่าที่มีอยู่ในขณะนี้) ในขณะที่เรายังไม่คิดจะมี "คณะกรรมการประเมินผลแห่งชาติ" ที่เป็นองค์กรกลาง ก็ควรจะให้ "วุฒิสภา" จัดตั้งคณะทำงานมาทำหน้าที่ ในการจัดจ้างสถาบันการศึกษา หรือ NGOS หรือบริษัทเอกชน เพื่อทำหน้าที่ประเมินผลยุทธศาสตร์ความยากจน อย่างตรงไปตรงมา และให้ "คณะทำงาน" ชุดดังกล่าว ทำหน้าที่กำกับดูแลการทำงาน ของหน่วยงานที่มาทำหน้าที่ ประเมินผลอย่างเข้มข้น พร้อมทั้งนำเสนอผลการประเมิน กับประชาชนด้วยความโปร่งใส

ผมคิดว่ารัฐบาลชุดนี้ เป็นรัฐบาลที่มีความพยายามแก้ปัญหาต่างๆ ของประชาชนอย่างต่อเนื่อง ส่วนวิธีการทำงานนั้น ดีบ้าง ไม่ดีบ้าง เหมาะบ้าง ไม่เหมาะบ้าง ซึ่งก็เป็นเรื่องธรรมดา แต่สิ่งที่รัฐบาลควรตระหนักในขณะนี้ก็คือ การเปิดโอกาสให้ประชาชน ในภาคส่วนต่างๆ เข้ามามีส่วนร่วมในการคิด เพื่อช่วยกันแก้ไขปัญหานี้เท่าที่โอกาสจะเอื้ออำนวย

เชื่อว่า ประชาชนคนไทยทุกคนมีความยินดีจะให้ความช่วยเหลือ เพราะการที่เมืองไทยอยู่ได้ และพัฒนามาได้จนถึงทุกวันนี้ มิได้เกิดจาก ท่านนายกฯ รัฐบาล หน่วยราชการ หรือคนในไทยรักไทย เท่านั้น แต่เกิดจากความคิด หยาดเหงื่อ และน้ำพักน้ำแรงของคนไทยทุกภาคส่วน

เพียงแต่เวลาพวกท่านทำอะไรกัน ก็มักจะเป็นข่าวไปหมด ลูกเปิดร้าน ก็มีรัฐมนตรีเอากระเช้าไปให้ แต่ลุงมาที่เป็นภารโรง โรงเรียนดงอีเห็นนั้น แกดูแลโรงเรียน ดูแลความปลอดภัยให้นักเรียนมาทั้งชีวิต แต่ไม่เคยเป็นข่าว ก็เท่านั้นเอง

สุดท้าย รัฐบาลจำเป็นต้องตั้งเป้าหมายในการทำงานตามหลักการบริหารจัดการที่ดีโดยทั่วไป แต่ไม่มีความจำเป็นอะไรที่ต้องรีบขีดกรอบการประกาศชัยชนะเหนือปํญหาความยากจนภายใน 6 ปีแต่ประการใด

เพราะปัญหานี้เป็นปัญหาเรื้อรัง โดยเฉพาะกับประเทศที่มีปัญหาการกระจายรายได้รุนแรงเช่นประเทศไทย ปัญหาความยากจน เป็นปัญหาที่ต้องการ "ความเนียน" ในระดับสูงทั้งในแง่ของการวางแผน การดำเนินการ และการวัดผล ด้วยสาเหตุของความจำเพาะเจาะจง (specific)ในระดับสูงมาก

การแก้ปัญหาแบบ "ปูพรม" หรือ "เหมาเข่ง" ก็จะทำให้รัฐบาลได้รับชัยชนะที่ฉาบฉวย ซึ่งอาจเพียงพอที่จะทำให้พรรคไทยรักไทย ชนะการเลือกตั้งครบ 20 ปีตามเป้าหมาย แต่รับรองได้ว่า จะไม่เพียงพอกับการขจัดปัญหาความยากจนออกไปจากสังคมไทย และคนที่จะแพ้ไปอีก 20 ปี ก็คือ ประชาชนคนไทยทุกคน

 

กลับหน้าแรก