|
ผู้บริหารไฟแนนซ์
แพะของ ธปท.
คอลัมน์ เดินคนละฟาก โดย กมล กมลตระกูล ประชาชาติธุรกิจ หน้า 2 วันที่ 18 ธันวาคม 2546 ปีที่ 27 ฉบับที่ 3541 (2741) ภาวะความร้อนแรงในตลาดหุ้นไทย ที่อยู่ในก้าวแรกของตลาดกระทิง ทำให้เกือบทุกคนลืมนึกถึงวิกฤตเศรษฐกิจ และสาเหตุของวิกฤตเศรษฐกิจเมื่อ 6 ปีที่แล้วไปอย่างสิ้นเชิง แต่เมื่อมีข่าวใหญ่ข่าวหนึ่งในรอบสัปดาห์ที่ผ่านมา คือ ข่าวการจับผู้บริหารไฟแนนซ์ ซึ่งถูกกล่าวหาว่าล้มบนฟูก และทำให้เกิดความเสียหายให้กับสถาบันการเงิน ก็เลยทำให้ต้องทบทวน ถึงสาเหตุวิกฤตเศรษฐกิจครั้งใหญ่ที่สุด ในประวัติศาสตร์ของประเทศขึ้นมา ข่าวการจับกุมนี้ทำให้คนส่วนใหญ่ที่ไม่ได้ติดตามข่าวอย่างใกล้ชิดเกิดความสะใจในระดับหนึ่ง แต่สำหรับผู้ที่ติดตามข่าวตั้งแต่ประเทศไทย เกิดวิกฤตเศรษฐกิจเมื่อปี 2540 ก็อาจเกิดคำถามขึ้นมาหลายคำถาม คำถามแรก คือ ข่าวการจับกุมนี้เกิดขึ้น ในขณะที่ภาพลักษณ์ของตำรวจ กำลังอยู่ในภาวะตกต่ำสุดขีดตั้งแต่เรื่อง "ส่วยอ่าง" ของคุณชูวิทย์ จนกระทั่งเรื่องการ "ฆ่าตัดตอน" ซึ่งพระบาทสมเด็จพระเจ้าอยู่หัวทรงออกปากยกขึ้นมาให้มีการสอบสวน เพื่อความโปร่งใสในสายตาของประชาคมโลก คำถามที่สอง คือ การจับกุมโดยออกข่าวใหญ่ครั้งนี้เป็นการเลือกปฏิบัติหรือไม่ จากการศึกษาของ ศ.ป.ร. หรือคณะกรรมการศึกษา และเสนอแนะมาตรการเพิ่มประสิทธิภาพ การบริหารจัดการระบบการเงินของประเทศ ได้ข้อสรุปออกมาว่า สาเหตุของวิกฤตเศรษฐกิจนั้นเกิดจากความบกพร่อง ของผู้บริหารของธนาคารแห่งประเทศไทยในขณะนั้น ที่ดำเนินนโยบายการ ปล่อยให้เกิดการสะสมตัวจนภาวะฟองสบู่แตก โดยไม่มีการควบคุมธนาคาร สถาบันการเงิน และบริษัทเอกชน ในการกู้เงินตราต่างประเทศมาปล่อยกู้ หรือลงทุนโดยขาดหลักประกัน และตัดสินใจผิดพลาด ในการนำเงินสำรองของประเทศ ไปสู้ค่าเงินปกป้องเงินบาทจนสูญเสียเงินไปเกือบหมดคลัง ในขณะเดียวกัน ก็ดำเนินการตามข้อเสนอแนะ ของไอเอ็มเอฟในการสั่งปิดบริษัทไฟแนนซ์ 16 แห่ง เมื่อวันที่ 27 มิถุนายน 2540 และต่อมาเมื่อวันที่ 5 สิงหาคม 2540 ก็สั่งปิดบริษัทไฟแนนซ์อีก 42 แห่ง จุดนี้เองที่เป็นจุดเริ่ม ของวิกฤตเศรษฐกิจครั้งร้ายแรงที่สุดในประวัติศาสตร์ของประเทศไทย โดยเกิดหนี้ที่ไม่ก่อรายได้ หรือเอ็นพีแอลในธนาคารต่างๆ ทุกแห่ง เพราะวงจรเงินในระบบเกิดสะดุด เพราะการปิดบริษัทไฟแนนซ์เหล่านี้ ธุรกิจต่างๆ ทั้งรายใหญ่ และรายย่อยที่ต้องพึ่งเงินหมุนเวียนของบริษัทไฟแนนซ์ หรือมีเงินฝากอยู่ในสถาบันเหล่านี้ ต่างต้องล้มละลายกันเป็นแถว สาเหตุข้างต้นจึงก่อให้เกิดหนี้เอ็นพีแอล จำนวนหลายแสนล้านบาทขึ้นมา รัฐบาลเป็นผู้แบกรับในเวลาต่อมา ภายใต้กองทุนเพื่อการฟื้นฟู และพัฒนาระบบสถาบันการเงิน ส่วนทรัพย์สิน และหนี้ของบริษัทไฟแนนซ์ และที่จำนองอยู่กับธนาคาร ก็ถูกบริษัทที่ปรึกษาต่างชาติตีราคาถูกๆ และเป็นผู้รับซื้อไปเอง แล้วนำมาขายต่อเอากำไร อีกเท่าตัวอีกทีกับลูกหนี้ไทยคนเดิมนั่นเอง พฤติกรรมที่ผิดทั้งศีลธรรม และจริยธรรมของการประกอบการ ของบริษัทมืออาชีพของบริษัทที่ปรึกษาต่างชาติ ที่ประเทศไทยจ่ายเงินตราต่างประเทศ จ้างเข้ามาเป็นที่ปรึกษา แต่กลับถูกหักหลังอย่างเจ็บปวดที่สุดนี้ จึงควรจะเป็นบทเรียนสำหรับคนไทยต่อๆ ไปในการคิดว่าจ้างมืออาชีพชาวต่างชาติ หรือประกอบธุรกิจกับชาวต่างชาติ ว่าต้องระวังตัว และอย่าเชื่อใจหรือวางใจอย่างเด็ดขาด อันที่จริงหนี้ของกองทุนเพื่อการฟื้นฟู และพัฒนาระบบสถาบันการเงิน ซึ่งเอาเงินภาษีอากรของประชาชนมาจ่าย จะไม่มียอดหนี้สูงมากขนาดนี้ ถ้าไม่ถูกฝรั่งคดโกงหักหลังด้วยวิธีการข้างต้นที่กล่าวมานี้ ความเสียหายของเศรษฐกิจโดยรวม และที่เป็นตัวเงินหลายล้านล้านบาท ถูกโยนความผิดทั้งหมดมาที่บริษัทไฟแนนซ์ ซึ่งกลายเป็นแพะตัวใหญ่ไป ทั้งๆ ที่ในความเป็นจริง เป็นเพียงผู้ร่วมกระทำความผิดรายย่อยๆ เท่านั้น เมื่อเทียบกับรายใหญ่ๆ และการดำเนินนโยบายที่ผิดพลาด ของธนาคารแห่งประเทศไทย ตามข้อสรุปของ ศ.ป.ร.ที่กล่าวมาแล้วข้างต้น ถ้าเปรียบเป็นจำเลยแล้วจำเลยที่ 1 น่าจะเป็นธนาคารแห่งประเทศไทย แต่ผู้บริหาร กลับได้รับโบนัสก้อนโต เมื่อเกษียณอายุ และผู้บริหารบางคน ก็กลับเข้ามาเป็นที่ปรึกษาของรัฐบาลชุดนี้ จำเลยที่ 2 น่าจะเป็นกระทรวงการคลัง ซึ่งเป็นผู้ดูแลธนาคารแห่งประเทศไทย และเป็นผู้ลงนามรับเงื่อนไขกับไอเอ็มเอฟ และสั่งลดค่าเงิน จำเลยที่ 3 น่าจะเป็นบรรดานายธนาคารทั้งหลาย ที่กู้เงินนอกมาปล่อยกู้จนเกิดเอ็นพีแอล แล้วโยนภาระให้กับรัฐบาล นำเงินภาษีอากรของประชาชนมาอุ้ม ส่วนจำเลยที่ 4 คือ บรรดาผู้บริหารบริษัทไฟแนนซ์ แต่ขณะนี้จำเลยที่ 1, 2 และ 3 ซึ่งได้ก่อให้เกิดความเสียหายต่อสังคม และสถาบันการเงินกลับรอดตัวกันไปหมด นอกจากนี้ผู้บริหารบริษัทไฟแนนซ์ ที่มีเส้นใหญ่หรือมีนามสกุลดังหลายราย ก็รอดตัว ถูกยกฟ้องไปแล้วในข้อหาที่คล้ายๆ กันกับที่กล่าวหาผู้บริหารไฟแนนซ์ที่ถูกจับไปแล้ว 2-3 ราย และที่กำลังถูกล่าตัวอยู่ เพราะไม่มีเส้นสาย ในกรณีของบริษัทซิทก้านั้นก็แปลก ที่คดีที่กล่าวหานั้นเกิดขึ้นเมื่อปี 2538 ก่อนเกิดวิกฤตเศรษฐกิจ 2 ปี แต่กลับมาฟ้องร้อง และตามจับกันภายหลังเกิดวิกฤตเศรษฐกิจ ปี 2540 ทำให้ตีความไปได้ว่า ถ้าไม่เกิดวิกฤตเศรษฐกิจ ข้อกล่าวหา หรือความผิดอาจจะไม่มี ซึ่งสะท้อนถึงความเป็นแพะที่ค่อนข้างชัดเจน ไหนๆ ก็มีการรื้อฟื้นคดีเศรษฐกิจขึ้นมาใหม่แล้ว ก็ควรจะไม่มีการเลือกปฏิบัติ และไม่ควรหาแพะมารับบาป แต่ควรจะนำเอาผลการศึกษาของ ศ.ป.ร.1 และ 2 มาเป็นแนว แล้วจับตัวผู้กระทำความผิด หรือผู้ที่ต้องรับผิดชอบ ต่อความเสียหายของประเทศ ซึ่งคิดเป็นเงินหลายล้านล้านบาท มาลงโทษให้หมด คือ จำเลยที่ 1, จำเลยที่ 2 และจำเลยที่ 3 ในคราเดียวกันนี้ การใช้เทคนิคและเครื่องมือทางการเงินในยุคฟองสบู่นั้น ทุกสถาบันการเงินอาจจะทำกัน จนเป็นเรื่องปกติ แต่คำถาม คือ ต้องมีการจำแนกว่า ผู้บริหารรายใดที่ล้มบนฟูกจริง หรือตรอมใจจนล้มบนเสื่อ แบบกรณีของ คุณวีระนนท์ ว่องไพฑูรย์ ผู้บริหาร บง.เอฟซีไอ ป.ป.ง.น่าจะตอบคำถามได้ว่า รายใดนำเงินออกมาเข้ากระเป๋าจริง หรือเพียงแต่เป็นการตกแต่งบัญชี ย้ายตัวเลข ถ้าเป็นกรณีหลังความผิด และข้อหาก็น่าจะแตกต่างกันกับการยักยอกเงิน ในกรณีของการยักยอกเงินออกมาจริง ก็น่าจะมีการติดตามยึดคืนมาเข้ากองทุนเพื่อการฟื้นฟู และพัฒนาระบบสถาบันการเงิน ซึ่งมีหนี้สินจากการเข้าอุ้ม สถาบันการเงินต่างๆ จนกระทั่งมีหนี้ ณ สิ้นเดือนกันยายน 2546 มียอดหนี้สูงถึง 427,363 ล้านบาท ส่วนกรณีหลบหนีตามข่าวนั้น เห็นหลายคนที่ตกเป็นจำเลยก็ได้ใช้ชีวิต และออกงานในสังคมตามปกติ แต่ข่าวที่ออกมากลับกลายเป็นว่ามีการหลบหนี ข่าวที่ออกมานี้ทำให้จำเลยตัวจริงถูกมองข้าม ซึ่งเป็นประเด็นหลักที่ผู้เขียนคำนึงถึง มาตรา 30 ของรัฐธรรมนูญ ตราไว้ว่า บุคคลย่อมเสมอกันในกฎหมาย การเลือกปฏิบัติโดยไม่เป็นธรรมต่อบุคคล กระทำมิได้ การโยนความผิดทั้งหมด ซึ่งเป็นผลของนโยบายที่ผิดพลาด ของหน่วยงานของรัฐ มาที่บริษัทไฟแนนซ์ทั้งหมด อย่างไม่มีการจำแนก และเพียงเพราะตำรวจต้องการแสดงผลงาน ในภาวะที่ภาพลักษณ์ กำลังตกต่ำสุดขีดจากกรณีฆ่าตัดตอน และกรณีรับส่วยอ่าง จึงเป็นการสร้างมาตรฐาน 2 หน้าขึ้นในสังคม ซึ่งเป็นเรื่องที่ไม่ถูกต้องอย่างยิ่ง สังคมควรจะได้รับข้อเท็จจริง และศึกษาบทเรียนของสาเหตุที่แท้จริง และจำเลยที่แท้จริงของวิกฤตเศรษฐกิจเมื่อปี 2540 เพื่อที่จะได้สร้างมาตรการขึ้นมาป้องกันไม่ให้เกิดขึ้นอีก มิใช่หาแพะมาเชือดสัก 10-20 ตัว แล้วก็สะใจลืมๆ กันไป ประชาชาติธุรกิจ หน้า 2
|
| กลับหน้าแรก |