|
ความเชื่อมโยงตลาดการค้ากามในญี่ปุ่น
กับการขจัดปัญหาค้ามนุษย์ในไทย
โดย วีระศักดิ์ โควสุรัตน์ ผู้ช่วยรัฐมนตรีกระทรวงวัฒนธรรม มติชนรายวัน วันที่ 18 ธันวาคม พ.ศ. 2546 ปีที่ 26 ฉบับที่ 9414 มีคนไม่มากนักที่รู้ว่าญี่ปุ่น มีขนาดของตลาดธุรกิจ บริการทางเพศภายในประเทศที่ใหญ่โต และหยั่งรากลึกมาก ทั้งทางประวัติศาสตร์ ทางเศรษฐกิจการเมือง ทางวัฒนธรรม จนกลายเป็นแม่เหล็ก ดึงดูดให้ผู้ประกอบอาชีพที่เกี่ยวข้อง กับธุรกิจนี้ในประเทศต่างๆ โดยเฉพาะผู้หญิงมุ่งหน้าไปแสวงโชคในญี่ปุ่น ปีละเป็นจำนวนมาก รวมทั้งจาก ฟิลิปปินส์ จีน มองโกเลีย โคลัมเบีย เกาหลี รัสเซียและไทย ด้วยค่าครองชีพในญี่ปุ่นสูงที่สุดในโลก ทำให้ค่าบริการทางเพศ ที่ลูกค้าต้องจ่ายมีราคาสูงติดอันดับของโลกเช่นกัน พร้อมกันนั้น ชาวญี่ปุ่น ก็อยู่ในภาวะกดดันทั้งในการทำงาน การมีครอบครัว การเอาตัวรอด ภายใต้ความขัดแย้งของตลาดเสรี และความขัดแย้งทางวัฒนธรรม ตั้งแต่หลังสงครามโลกครั้งที่ 2 ทำให้ทั้งชาย และหญิงญี่ปุ่นตกอยู่ในสภาพกดดันทางอารมณ์ การปลดปล่อยทางเพศ เป็นส่วนหนึ่งของวิถีชีวิตอย่างเปิดเผย ทำให้ตลาดธุรกิจทางเพศ มีการพัฒนาไม่หยุดยั้งมาโดยตลอด ญี่ปุ่นมีระบบอุปถัมภ์คู่กับระบบการเมือง มานานหลายร้อยปี วงจรเหล่านี้หยั่งลึกจนเป็นองค์กรใต้ดินขนาดใหญ่มหึมา และเป็นกิจกรรมที่ชาวญี่ปุ่นไม่รู้สึกว่า ต้องกำจัดออกไป แต่มุ่งใช้วิธีควบคุมเป็นหลัก ทำให้ผู้อ่อนแอ กลายเป็นผู้ไม่ได้รับการคุ้มครอง เพราะคนญี่ปุ่นเท่านั้นที่คุ้นเคยกับระบบนี้ และหลีกเลี่ยงการเข้าไปอยู่ในพื้นที่ ที่มีการควบคุมน้อยได้ แต่ผู้หลบหนีเข้าเมืองส่วนมากไม่ทราบ และไม่มีหนทางในการเข้าถึงระบบคุ้มครอง เพราะอยู่อย่างผิดกฎหมาย และก็มีคนอีกไม่น้อยที่จะรู้ว่าญี่ปุ่นยังไม่ได้เข้าเป็นภาคีของอนุสัญญา และพิธีสารระหว่างประเทศฉบับสำคัญต่างๆ ที่เกี่ยวกับการต่อต้านอาชญากรรม ลักษณะองค์กรข้ามชาติ การต่อต้านการค้ามนุษย์ การต่อต้านการค้าหญิงและเด็ก ซึ่งการจะเข้าเป็นภาคีเหล่านี้หรือไม่ ขึ้นอยู่กับฝ่ายการเมืองญี่ปุ่น และขณะนี้กระทรวงการต่างประเทศญี่ปุ่น ค่อนข้างจะเริ่มตื่นตัวกับเรื่องนี้ รัฐสภาสหรัฐจัดลำดับประเทศต่างๆ ในบัญชีรายงานสถานการณ์การค้ามนุษย์ โดยแยกเป็น 3 บัญชี คือ บัญชีที่ 1 รายชื่อประเทศที่มีความจริงใจและมีประสิทธิภาพในการต่อต้านและปราบปรามการค้ามนุษย์ บัญชีที่ 2 รายชื่อประเทศที่มีความจริงใจแต่ยังไม่มีประสิทธิภาพในการต่อต้านและการปราบปรามการค้ามนุษย์ และบัญชีที่ 3 รายชื่อประเทศที่ไม่มีความจริงใจในการต่อต้านและปราบปรามการค้ามนุษย์ โดยรัฐสภาสหรัฐเริ่มดำเนินการจัดลำดับบัญชีรายชื่อประเทศต่างๆ นี้ มาตั้งแต่ ค.ศ.2000 ทั้งไทย, ญี่ปุ่น, ฟิลิปปินส์ อยู่ในบัญชีที่ 2 ซึ่งกรณีนี้ ญี่ปุ่นนี้นับเป็นประเทศเดียวในกลุ่มชาติมหาอำนาจทางเศรษฐกิจ หรือ G-7 ที่อยู่ในบัญชีที่ 2 แม้สหรัฐจะพยายามกดดันญี่ปุ่น และอีกหลายประเทศในการเร่งรัด และร่วมมือการปราบปรามการค้ามนุษย์ แต่รัฐสภาญี่ปุ่นก็ยังค่อนข้างสงบนิ่งต่อความพยายามดังกล่าว ทั้งนี้ เนื่องจากตามกฎหมายในเรื่องนี้ของสหรัฐ สหรัฐสามารถทำได้เพียงการประกาศลดเงินช่วยเหลือ ทางมนุษยธรรม ซึ่งไม่มีผลกระทบใดๆ ต่อญี่ปุ่น และแม้หากสหรัฐจะก้าวไปสู่การนำเรื่องนี้ไปใช้กีดกันการค้า เช่น การนำเข้าสินค้าจากญี่ปุ่นก็จะเป็นเรื่องที่วุ่นวายมาก เพราะนอกจากจะกระทบต่อผลประโยชน์ของสหรัฐเอง ในด้านการนำเข้าการบริโภค แล้วนักลงทุนญี่ปุ่นก็ได้เข้าไปลงทุน และส่งเสริมในสหรัฐมากมาย จนการปิดกั้นการนำเข้าสินค้าจากญี่ปุ่นจะไม่ได้ผลในทางที่สหรัฐต้องการ และกลับจะเกิดความเสียหายต่อการค้าโลกและสหรัฐเองด้วย น่าสังเกตว่าญี่ปุ่นมีโครงการให้เงินช่วยเหลือ เพื่อป้องกันและแก้ไขปัญหาการค้าหญิง และเด็กในหลายประเทศ รวมทั้งในประเทศไทย แต่ญี่ปุ่นกลับไม่มีโครงการใดๆ ที่มีจุดมุ่งหมายชนิดเดียวกันนี้ในประเทศญี่ปุ่นเลยแม้โครงการเดียว ดังนั้น ไม่ว่าประเทศไทยจะมีโครงการต่อต้าน และป้องกันปัญหาการค้าหญิงและเด็กในประเทศที่มีความร่วมมือกัน ระหว่างภาคราชการและองค์กรพัฒนาเอกชนเพียงใด ก็ไม่สามารถสกัดความหวังของหญิงไทยจำนวนมาก ที่ยังมีความปรารถนาจะไปแสวงโชคในญี่ปุ่นได้ เพราะอัตราตอบแทนที่สูงกว่ารายได้ที่จะได้ ในอาชีพชนิดเดียวกัน ในประเทศไทย ในทางกลับกันแม่เหล็กในญี่ปุ่นนี้ ก็อยู่นอกเหนืออำนาจของทั้งรัฐบาลญี่ปุ่น และรัฐบาลประเทศใดๆ ที่จะไปหยุดยั้งให้ดึงดูดได้ เว้นเสียแต่ว่าจะมีความร่วมมือ และมีวิธีคิด วิธีวางแผนที่มีประสิทธิภาพสูงมาก หรือใช้กระบวนการวัฒนธรรม แห่งวิถีชีวิตเศรษฐกิจพอเพียงเท่านั้น จึงจะสกัดแรงดูดทางเศรษฐกิจมหาศาลของตลาดธุรกิจทางเพศนี้ได้ ปริมาณหญิงไทยที่เดินทางไปเข้าตลาดธุรกิจทางเพศในญี่ปุ่น จะลดลงบ้างแล้วในช่วง 2 ปีที่ผ่านมา แต่รูปแบบของการไปของหญิงไทย มีแนวโน้มที่จะมีอายุลดลง และกระจายตัวไปยังกลุ่มผู้มีการศึกษาสูงขึ้น รวมทั้งการถูกล่อลวง หลอกพาไปโดยเหยื่อไม่มีความรู้ว่า จะถูกนำไปเข้าสู่ธุรกิจบริการสถานทางเพศ ก็ยังคงมีอยู่อย่างต่อเนื่อง ส่วนการเดินทางไปของหญิงบริการ ที่มุ่งจะไปทำงานบริการทางเพศ ก็มีรูปแบบที่ซับซ้อนขึ้น บ้างไปแต่งงาน กับชายต่างประเทศก่อนแบบหลอกๆ จนขอแปลงสัญชาติไปเป็นสัญชาติอื่น แล้วเข้าไปในญี่ปุ่น หรือทำ Passport ปลอมหรือเดินทางไปขอวีซ่าเข้าญี่ปุ่น จากประเทศในอเมริกาใต้ หรือลักลอบเข้าญี่ปุ่นทางเรือเร็ว ที่แล่นเข้าจากเกาหลีใต้ ตอนค่ำคืน ปัจจุบันหญิงบริการชาวไทยจำนวนไม่น้อย ที่ผันตัวเองไปเป็นเอเยนต์แทนที่ระบบเก่า ที่ใช้นักค้ามนุษย์เข้าหมู่บ้านโดยตรง เพื่อหาเด็กใหม่ไปป้อนตลาด โดยจะเข้าไปตีสนิทกับผู้ที่คนรู้จักคุ้นเคย พร้อมรับปากต่างๆ นานา ให้ข้อมูลผิดๆ ให้ความหวังที่น่าเชื่อถือ ดังนั้น เครือข่ายนี้จึงมีลักษณะรุกเงียบ ตรงเป้าหมาย หวังผลได้ และยากที่จะตรวจสกัด ผู้เขียนคิดว่าทางออกที่ไทยอาจมีประสิทธิภาพในการดำเนินการ ได้แก่ 1.ร่วมมือกับนานาชาติ โดยเฉพาะในอาเซียน โน้มน้าวญี่ปุ่นเห็นความสำคัญของการปิด หรือหรี่อานุภาพ ของแม่เหล็กขนาดยักษ์ ของธุรกิจทางเพศในญี่ปุ่นลงบ้าง ไม่ว่าจะเป็นการหยิบยกประเด็นหารือระดับสูง ทั้งในทวิภาคี พหุภาคี โดยถือเป็นประเด็นความมั่นคงของมนุษย์ เป็นประเด็นที่เกี่ยวเนื่องกับการค้า เป็นประเด็นที่เกี่ยวข้อง กับการปราบอาชญากรรมข้ามชาติ เป็นประเด็นที่เกี่ยวกับการฟอกเงิน เป็นประเด็นที่เกี่ยวกับกฎหมายระหว่างประเทศ เป็นประเด็นการเมือง 2.เปิดมิติความสัมพันธ์ ในด้านความร่วมมือในการต่อต้านและขจัดปัญหาการค้ามนุษย์แบบทั้งภาคีไทยญี่ปุ่น อย่างสร้างสรรค์ให้มีลักษณะของความเป็นหุ้นส่วนระหว่างกัน 3.ใช้การถอดบทเรียนจากกระบวนการขึ้นทะเบียนแรงงานต่างด้าวหลบหนีเข้าเมืองที่ไทย ได้ทำอย่างมีรูปแบบมาใช้ปรับเปรียบ กับการผลักดันให้มีการอภัยโทษคนไทยที่ over stay ในญี่ปุ่นอย่างมีเหตุผลมีความยืดหยุ่น เพื่อให้ข้อมูลและตัวเลข ตลอดจนสภาพปัญหาของความจริงของความทุกข์ยาก ของคนไทยในญี่ปุ่นได้มีโอกาสรวมตัวแสดงออก ก่อนนำไปสู่การสร้างโครงการร่วมระหว่างไทย-ญี่ปุ่นในการส่งคนไทยเหล่านี้ กลับประเทศอย่างปลอดภัย มีทิศทาง มีขั้นตอน ที่คาดหวังโอกาสที่ดีขึ้นได้ และที่สำคัญเพื่อจะได้กลับมาเป็นแนวร่วมของพลังในการพัฒนา ประเทศ พัฒนาชนบทต่อไป ซึ่งแนวทางนี้เป็นแนวทางที่ สอท.ไทย ณ โตเกียวกำลังจะดำเนินการอยู่ 4.ใช้ฐานข้อมูลที่มีอยู่ในการสกัดกั้นจับกุม ทำลายล้างขบวนการของผู้มีอิทธิพล ในการบังคับค้าประเวณี ค้าหญิงและเด็ก ทั้งในประเทศและระหว่างประเทศอย่างมี ประสิทธิภาพ โดยร่วมกับระบบ Interpol, FBI, CIA เป็นต้น (CIA คือหน่วยงานของสหรัฐที่เป็นผู้ผลักดัน ให้มีกฎหมายภายในประเทศสหรัฐในการต่อต้านการค้ามนุษย์) 5.ผลักดันให้เกิดความเข้าใจทั้งในสังคมไทยและในสังคมญี่ปุ่นว่า ความยินยอมของหญิง และเด็ก ไม่เป็นข้ออ้างที่จะทำให้พฤติกรรมต่างๆ ไม่เป็นการค้ามนุษย์ รวมทั้งทำให้สังคมตระหนักว่า พอใจยินยอม กับจำยอมทางเศรษฐกิจนั้น เป็นคนละเรื่องกัน ไม่มีใครประสงค์จะถูกร่วมประเวณีโดยพอใจยินยอม นอกจากมีฐานของความรักความเข้าใจเป็นพื้น แต่ส่วนมากมักเป็นความจำยอมทางเศรษฐกิจ 6.ผลักดันให้ผู้บริหารสายการบินเข้าออกระหว่างไทย-ญี่ปุ่น ตระหนักถึงการวางมาตรการป้องกัน และสอดส่องให้เห็นผู้เดินทาง ที่อาจเป็นเหยื่อของขบวนการค้ามนุษย์ จากการเดินทางไปติดตามข้อมูลในญี่ปุ่น ในช่วงเดือนพฤศจิกายน 2546 นี้ ปัญหาของหญิงไทยในญี่ปุ่นปัจจุบัน ได้แก่ -ปัญหาการสมรสกับชายชาวญี่ปุ่น โดยเฉพาะชาวญี่ปุ่นที่ไม่สามารถหาหญิงญี่ปุ่นมาเป็นคู่สมรสได้ แต่ต้องการมีภรรยาไว้ทำหน้าที่รับใช้ ในทุกเรื่องเหมือนวิถีชีวิตในอดีตกาล นำมาซึ่งปัญหาครอบครัวที่แก้ไขได้ยาก -ปัญหาการตั้งครรภ์ โดยไม่มีความรู้ความเข้าใจของหญิงไทยในสถานะทางกฎหมายของเด็กที่เกิดในญี่ปุ่น ทำให้มองว่าเป็นภาระและมีการทอดทิ้งเด็กไทยในรูปแบบต่างๆ มากขึ้นจนเห็นได้ชัด -ปัญหาความไม่เข้าใจภาษา ไม่เข้าใจวัฒนธรรม ไม่เข้าใจกฎหมายพื้นฐาน ทำให้หญิงไทยเด็กไทย ตกอยู่ในสภาวะสับสน จำยอมและกดดัน เช่น เคยมีความรักที่ดีกับสามีญี่ปุ่น แต่สามีญี่ปุ่นไม่เข้าใจว่า ทำไมภรรยาชาวไทย ต้องส่งเงินกลับเมืองไทย ไปให้บิดามารดาในครอบครัวตนเองอีก ทำให้แม่บ้านไทยจำนวนหนึ่ง ต้องแอบส่งเงินกลับบ้านในเมืองไทย และมีเงินไม่พอใช้จ่ายในการเลี้ยงดูลูก และดูแลกิจการในบ้านญี่ปุ่น หลายรายตัดสินใจออกมาค้าประเวณี เพื่อหาเงินโดยปิดบังสามีญี่ปุ่น หรือไปเป็นหนี้สินจากวงพนัน หรือยากูซ่า ที่ให้ยืมเงินดอกเบี้ยสูง ในขณะเดียวกันความช่วยเหลือรูปแบบต่างๆ ที่รัฐบาลไทยอาจร่วมกับ NGO ทำได้ ได้แก่ -พัฒนากิจกรรมการรวมกลุ่ม เพื่อให้เกิดการเรียนรู้ที่จะธำรงความมั่นคงของครอบครัวได้ในหมู่แม่บ้านไทยในญี่ปุ่น -ส่งนักพัฒนาเด็ก นักจิตวิทยาสังคม ไปให้คำแนะนำ คำปรึกษาแก่กลุ่มแม่บ้าน และผู้ประกอบอาชีพไม่เปิดเผยเป็นระยะๆ เพื่อค่อยๆ ปรับทัศนคติและปลูกฝังค่านิยมในการกลับคืนสู่ชีวิตที่มีความหวังได้ในประเทศไทยต่อไป -ออกบัตรหรือสลากออมสินเพื่อการออมทรัพย์ให้โอกาสแก่คนไทยในต่างแดน ไม่ว่าจะมีสถานะ ที่ชอบด้วยกฎหมาย คนเข้าเมืองในประเทศเหล่านั้น หรือไม่ได้เครื่องมือการออมทรัพย์ ซึ่งจะช่วยทำให้คนเหล่านี้ มีโอกาสนำทุนที่สะสมไว้นั้น กลับประเทศไทยอย่างมีระบบ และมีเป้าหมายชัดเจน ที่จะเปลี่ยนอาชีพใหม่ได้ในอนาคต มิฉะนั้น ก็จะกลายเป็นสภาพจากผู้ค้าบริการทางเพศ เป็นนายหน้าหาเด็กใหม่ในที่สุด ข้อสำคัญก็คือ เราต้องมองให้เห็นว่าคนไทยเหล่านี้ หนีไปแสวงโชคในต่างแดน มิได้มาจากความรังเกียจ เดียดฉันท์ความเป็นไทย แต่คนเหล่านี้ ซึ่งก็เหมือนคนทั่วไป ที่พยายามค้นหาโอกาสที่ดีกว่าในชีวิต จึงจำเป็นต้องเห็นคนเหล่านี้ยังเป็นคน เป็นคนไทย เป็นผู้ผิดพลาดทางเทคนิคที่สมควรได้รับโอกาส จากสังคม และกฎหมายให้กลับมาร่วมสงครามขจัดความยากจนด้วยกัน หน้า 6
|
| กลับหน้าแรก |