ผลประโยชน์ทับซ้อน

คอลัมน์ ดุลยภาพดุลยพินิจ  โดย นวพร เรืองสกุล  มติชนรายวัน วันที่ 17 ธันวาคม พ.ศ. 2546 ปีที่ 17 ฉบับที่ 9413

และแล้วรัฐบาลที่มี พ.ต.อ.ทักษิณ ชินวัตร เป็นหัวหน้าคณะก็เดินทางมาใกล้ครบรอบปีที่ 3 บทบาทของไทย ในสายตาต่างชาติกลับเป็นประเทศกำลังพัฒนาที่น่าจับตามองอีกครั้ง หลังจากที่ตกอันดับไปหลายปี

ในประเทศเอง นโยบายใหม่ๆ โครงการใหม่ๆ มีออกมาไม่ขาดสาย ประกอบกับการประชาสัมพันธ์ในเชิงรุก ที่ถึงตัวประชาชนทำให้เกิดลักษณาการที่ว่าผู้ที่คิดจะท้วงติงบางนโยบาย บางโครงการจับทางไม่ถูก ติติงไม่ทัน และไม่มีข้อมูลพอเพียงที่จะวิเคราะห์วิจารณ์อีกด้วย

อีกกระแสหนึ่งที่มาแรงเป็นข่าวรายสัปดาห์เช่นกันก็คือ เรื่องธุรกิจของกลุ่มชิน ที่ในปีนี้มีข่าวออกมาค่อนข้างถี่ จนกระทั่งทำให้นักวิเคราะห์หลักทรัพย์ตั้งตัวไม่ทัน

แบบเดียวกับนักวิเคราะห์การเมือง ที่หัวหมุนกับข่าวการเมืองและนโยบายระดับชาติ

ธุรกิจกลุ่มชิน

ไม่กี่ปีก่อนหน้านี้เราจะได้ยินว่า กลุ่มชินทำธุรกิจด้านสื่อสาร มีดาวเทียม มีมือถือ มีคอมพิวเตอร์ เป็นหลัก และกำลังเริ่มสร้างมหาวิทยาลัยแห่งหนึ่ง ที่เน้นการสอนด้านเทคโนโลยี รวมทั้งเข้าไปถือหุ้นจำนวนหนึ่งในธนาคารทหารไทย

ในช่วงปีนี้ เราได้อ่านข่าวความเคลื่อนไหวที่น่าสนใจของบริษัทในกลุ่มชินหลายอย่าง ไม่นับธุรกิจที่เนื่องด้วยโทรคมนาคมที่เป็นธุรกิจหลักแต่เดิม เช่น

บริษัทในเครือเข้าเป็นบริษัทจดทะเบียน ที่เด่นที่สุดคือ บริษัทอสังหาริมทรัพย์ที่อยู่ถูกกลุ่มและถูกเวลา ทำให้ผู้ที่ได้หุ้นจองยิ้มแย้มกันทั่วหน้า

บริษัทในเครือหรือบริษัทข้างเคียงกำลังรุกเข้าธุรกิจโรงพยาบาล สอดคล้องกับนโยบาย ด้านจะเป็นศูนย์กลางการแพทย์

บริษัทแม่ไปร่วมทุนทำสายการบินต้นทุนต่ำ เพื่อบินทั่วภูมิภาคนี้ และเริ่มเที่ยวบินเข้าประเทศไทยที่ภูเก็ต แข่งขันกับการบินไทย และบริษัทเอกชนอื่นๆ และยังแข่งกับการบินไทยเพื่อร่วมทุนกับสายการบินอื่นต่อไป

กำลังเริ่มเข้าธุรกิจสินเชื่อรายย่อย และธุรกิจบันเทิง และคงมีธุรกิจอะไรต่อมิอะไรตามมาอีก

บรรษัทภิบาล

ในจำนวนบริษัทที่จดทะเบียนอยู่ในตลาดหลักทรัพย์นั้น บริษัท เอไอเอส ที่ขายบริการโทรศัพท์มือถือ เป็นบริษัทที่ได้รับการกล่าวถึง โดยบริษัทวิเคราะห์ของต่างประเทศว่าเป็นบริษัทที่มีบรรษัทภิบาลดี เมื่อรัฐบาลต้องการทำนโยบายด้านบรรษัทภิบาลให้เป็นนโยบายระดับชาติ จึงดูค่อนข้างจะน่าเชื่อได้ เพราะบริษัทที่ครอบครัวท่านนายกฯถือหุ้น นับว่าเป็นบริษัทที่มีสถานะด้านบรรษัทภิบาลดีอยู่

เมื่อเวลาผ่านไป บริษัทนั้นก็ยังคงรักษาคุณภาพไว้ได้ แต่ในภาพรวมเริ่มเป็นที่น่าสงสัยว่า คำว่าบรรษัทภิบาลหรือว่าธรรมาภิบาลนี้ ได้รับการปฏิบัติอย่างสม่ำเสมอในทุกบริษัท หรือทุนกิจกรรมหรือไม่

คำว่าบรรษัทภิบาลเป็นคำในความหมายที่กว้างมาก และมีการตีความไปต่างๆ กัน ในที่นี่จะยกมาเพียงประเด็นเดียวคือ ผู้ถือหุ้น กรรมการ ผู้บริหาร และผู้เกี่ยวข้องต่างๆ ทำงานโดยมีผลประโยชน์ที่ทับซ้อนกันหรือไม่

ผลประโยชน์ที่ทับซ้อนอาจจะต้องมีการตีความกันบ้าง เมืองฝรั่งกับเมืองไทยคงไม่เหมือนกัน เช่น เมื่อนักธุรกิจในสหรัฐอเมริกาคิดเล่นการเมือง ผลประโยชน์ทางธุรกิจที่เป็นเงินลงทุนในตลาดทุน อาจจะโอนเข้าทรัสต์ที่ตนไม่รู้ จะได้มีความเป็นกลางในการดำเนินนโยบาย เพราะไม่รู้ว่าสิ่งที่ทำจะไปกระทบกับเงินลงทุนของตนในทางบวกหรือลบ แต่ในเมืองไทยทำไม่ได้ เพราะมีหรือที่จะไม่รู้ว่าเงินลงอยู่ที่ไหน เมืองไทยแคบนิดเดียว คนทุกคนก็เห็นหน้าและรู้จักกันอยู่ เป็นญาติ เป็นดองผ่านเขยผ่านสะใภ้ เป็นเพื่อนร่วมโรงเรียน เพื่อนร่วมรุ่น เพื่อนร่วมงาน เพื่อนของเพื่อน ญาติของเพื่อน ฯลฯ และอีกประการหนึ่งกฎหมายด้านนี้ของเราไม่เข้มแข็งพอ ตัวเลือกก็มีน้อย ใครจะกล้าไว้ใจคนอื่น

แต่ในอีกบางประเด็น แนวคิดก็นำมาใช้ได้ เช่นบางประเด็นต่อไปนี้

ต้องมีความระมัดระวังเป็นพิเศษด้วยวิธีการใดวิธีการหนึ่ง เพื่อไม่ให้เกิดการเอื้อประโยชน์กลุ่มธุรกิจของตนอย่างผิดปกติของธุรกิจ

การทำงานจะต้องไม่ทำให้ผู้ถือหุ้นเสียหายหรือเสียประโยชน์อย่างไม่ควร โดยเฉพาะอย่างยิ่งผู้ถือหุ้นรายย่อยเสียประโยชน์โดยที่ผู้ถือหุ้นรายใหญ่ได้ประโยชน์ทางตรงหรือทางอ้อม

ไม่มีการนำข้อมูลภายในของบริษํทหนึ่งไปใช้เพื่อประโยชน์ส่วนตนหรือประโยชน์ของบริษัทอื่น

ตัวอย่างคำถามของกรรมการตรวจสอบ และนักลงทุนรายย่อย

คำถามทั่วๆ ไปเรื่องหนึ่ง ที่นักลงทุนควรจะต้องสอดส่องดูถ้าสนใจเรื่องผลประโยชน์ทับซ้อนที่อาจจะทำให้ตนเสียประโยชน์คือ เรื่องการโอนราคาระหว่างกัน

ถ้าบริษัทหลายแห่งเข้าจดทะเบียนด้วยกันหมด และขายบริการข้ามกันไปมา การโอนราคาทำอย่างไร

เช่น บริษัทที่ทำธุรกิจอสังหาริมทรัพย์เป็นเจ้าของทรัพย์สินที่ให้บริษัทในเครือเช่า ราคาค่าเช่าเป็นธรรมหรือไม่(คือเป็นราคาตลาดหรือไม่) หรือว่ามีการโอนกำไรระหว่างกันเพื่อให้งบหนึ่งดูสวยกว่าที่ควรเป็น เช่น ให้เช่าในราคาต่ำ เพื่อให้บริษัทผู้จ่ายค่าเช่ามีกำไรดีขึ้น โดยบริษัทอสังหาริมทรัพย์ขาดทุนกำไร

หรือว่าในทางกลับบ้าน ให้เช่าพื้นที่ในราคาแพงกว่าท้องตลาด เพื่อดึงกำไรจากบริษัทผู้เช่า (และกำไรจากผู้ถือหุ้นในบริษัทนั้น) มายังบริษัทอสังหาริมทรัพย์ผู้ให้เช่า ทำให้บริษัทอสังหาริมทรัพย์มีกำไรดีกว่าจริง

แต่คำถามเช่นนี้มักไม่ถูกถามเวลาที่บริษัทกำไรดีๆ และหุ้นกำลังขึ้น

ตัวอย่างผลประโยชน์ทับซ้อน

กรณีการดำรงตำแหน่งสาธารณะ

ผลประโยชน์ที่ได้มาโดยอำนาจหน้าที่ เป็นเรื่องที่ในบางวงการถือว่าเป็นเรื่องไม่เหมาะสม ถ้าทำก็ต้องรายงาน เช่น บางธนาคารกำหนดว่าถ้าเจ้าหน้าที่สินเชื่อ รับของขวัญราคาแพง จากลูกค้าที่ตนกำลังพิจารณาสินเชื่อ ต้องรายงานไว้ เป็นต้น

นี่พูดถึงบริษัทที่เข้มงวด(และไม่ได้ปากว่าตาขยิบ) นัยเดียวกันอาจจะนำประเด็นนี้ มาดูในเรื่องที่เกี่ยวกับ การเป็นบุคคลสาธารณะ เช่น คนที่เป็นรัฐมนตรี บินไปต่างประเทศเจรจาความเมืองแล้วได้สัมปทานการค้า สัมปทานธุรกิจติดมือกลับมา หรือไปเปิดตลาดการค้าได้โควตากลับมา สัมปทานนั้นหรือโควตานั้นควรเป็นของใคร

ถ้าเป็นของกลางของประเทศ ก็ควรจะมีการเปิดให้มีการแข่งขันหรือการคัดตัวผู้แทนที่จะได้รับสัมปทานนั้นๆ ไป แต่ถ้าไม่มีตัว ก็อาจจะตกเป็นของบริษัทที่รัฐมนตรีเป็นผู้ไปเจรจามาเอง

ถ้าได้มาแล้วถือว่าเป็นของส่วนตัว เพราะว่าแรงจูงใจเบื้องต้นที่ไปเจรจาในเรื่องนี้ก็เพราะตนเองอยู่ในธุรกิจนั้น และฝ่ายที่ให้มาก็ให้เพราะ "เกรงใจ" เรื่องแบบนี้ควรทำหรือไม่ ยังไม่นับการวางนโยบายหลักของอุตสาหกรรมของประเทศที่บังเอิญไปสอดคล้องกับธุรกิจหลักของผู้ร่วมคณะรัฐบาล เกิดเป็นข้อกังขาว่า เป็นการใช้ตำแหน่งหน้าที่ของรัฐ ใช้งบประมาณของรัฐ และนโยบายของรัฐบาลสนับสนุนธุรกิจส่วนตัวหรือไม่ และยังเป็นเรื่องที่ตอบได้ยากว่า แค่ไหนจึงจะเหมาะสม ขึ้นอยู่กับจรรยาบรรณหรือจริยธรรมที่กำหนดขึ้นในแต่ละสังคม หรือแต่ละรัฐบาล

ซึ่งสังคมแบบเราๆ ก็ไม่ได้ตั้งคำถามตรงๆ ว่าการกระทำเช่นนั้นเป็นเรื่องที่สังคมพอใจและยอมรับได้ว่าเป็นเรื่องปกติหรือไม่

ความเมืองระหว่างประเทศเรื่องธุรกิจ

มีข่าวในหน้าหนังสือพิมพ์ว่า หลังจากที่ประเทศอินเดียคิดดังๆ ว่าจะไม่เช่าช่องสัญญาณดาวเทียมนายกรัฐมนตรีของไทยบินไปอินเดียติดๆ กัน ข่าวตามมาในภายหลังว่าไปในเรื่องราชการสำคัญที่เปิดเผยไม่ได้

ต่อมาก็มีการนำเครื่องบินพิเศษไปรับแขกต่างประเทศ เป็นข้อวิจารณ์อีกเรื่องหนึ่ง แต่ก็มีการอธิบายว่า ไม่น่าเสียหายอะไร ถ้าเราได้ธุรกิจ

สุดท้ายมีผู้เขียนข่าวในทำนองว่า ในการเดินทางไปเยือนจีน สามารถสรุปเรื่องเทคนิคที่เกี่ยวกับวงโคจร และการส่งสัญญาณของดาวเทียมได้ ดาวเทียมที่จะส่งขึ้นไปเป็นของบริษัทกลุ่มชิน

หลายคนขัดข้องใจว่ามีการใช้ตำแหน่งหน้าที่เพื่อธุรกิจส่วนตัว แต่บังเอิญว่าในกรณีนี้ บริษัทที่มีดาวเทียมของไทยมีเพียงบริษัทเดียว ไม่เจรจาให้รายนี้จะเจรจาให้รายไหน เจรจาแล้วประเทศไทยก็ได้ประโยชน์ด้วยไม่น่าจะเสียหายอะไร

คำถามจึงมีต่อไปว่า เลือกประเด็นการเจรจาอย่างไร เพราะยังมีเรื่องการเจรจาระหว่างประเทศอีกหลายอย่าง ที่เป็นประโยชน์ยิ่ง สำหรับอุตสาหกรรมหลายอุตสาหกรรมในบ้านเรา ที่ยังรอการเจรจาในทำนองเดียวกันนี้อยู่

การโปรยประโยชน์

รัฐบาลที่มีผู้รับเหมาดำรงตำแหน่งสำคัญ ก็ถูกเพ่งเล็งเรื่องงบประมาณก่อสร้าง รัฐบาลที่มีนักธุรกิจจำนวนมาก ก็ถูกเพ่งเล็งเหมือนกัน แต่ถ้าธุรกิจกว้างขวางมากก็ยากที่จะดึงประเด็นขึ้นมาได้ โดยเฉพาะอย่างยิ่งผู้ที่ทำธุรกิจประสบความสำเร็จเป็นผู้นำอยู่ในภาคธุรกิจนั้นๆ แล้วก้าวข้ามมามีอำนาจรัฐตอบไม่ได้ว่าอะไรมาก่อนกัน ระหว่างธุรกิจมาสนับสนุนประเทศหรือนโยบายของรัฐเข้าไปสนับสนุนธุรกิจ

ในเชิงทฤษฎี ในวงการธุรกิจมีการเอื้อประโยชน์ได้หลายแบบด้วยกัน การทับซ้อนของผลประโยชน์จะซับซ้อนจนมองไม่ถนัด ผู้ที่ทำงานด้านจัดซื้อในทุกวงการ ทั้งภาครัฐและเอกชนรู้ดีว่า การเอื้อประโยชน์นั้นทำได้ง่ายมากถ้าคิดจะทำ ผ่านการให้ธุรกิจซึ่งกันและกัน เป็นการแลกผลประโยชน์ เช่น งบฯประชาสัมพันธ์ หรือการเป็นที่ปรึกษาธุรกิจ ซึ่งเป็นเรื่องรสนิยม การใช้จ่ายงบฯที่เกิดขึ้นได้หลายรูปแบบ มองไม่เห็นชัดเจน และวัดผลได้ยาก ไม่เหมือนงบฯก่อสร้างที่มีถนนเป็นตัวเป็นตนให้พิสูจน์ราคาและผลงาน

การตั้งราคาและการจัดสรรหุ้นออกใหม่จะให้ใครได้กำไรบ้าง ฯลฯ

แข่งขันกับรัฐวิสาหกิจ

ข้อครหาเกิดขึ้นได้ง่าย สำหรับบุคคลที่ดำรงตำแหน่งเป็นผู้บริหารระดับสูงสุดของประเทศ ที่ธุรกิจในเครือสยายปีกจากธุรกิจเดิม ไปหาธุรกิจใหม่ๆ ที่มีผู้อื่นประกอบการอยู่แล้ว เพราะโดยสถานะของหน้าที่การงานในภาครัฐ ข้อมูลต่างๆ ย่อมไหลมาหา ถ้าต้องการ หรือเรียกหา(แม้ไม่เรียกหาข้อมูลจำนวนหนึ่งก็ผ่านตาอยู่แล้ว) ไม่มาหาโดยตรงก็โดยอ้อมผ่านทางผู้ใกล้ชิด

เมื่อรัฐบาลเป็นผู้ดูแลรัฐวิสากิจคือการบินไทย ตัวเลขต้นทุนค่าใช้จ่ายต่างๆ ของการบินไทย และข้อมูลอื่นๆ ที่เกี่ยวกับการโดยสารทางอากาศเป็นเรื่องที่ไม่ลับสำหรับรัฐบาล ถ้ามีการนำข้อมูลเช่นนี้ไปใช้ก็เท่ากับว่าเป็นการใช้ข้อมูลอันเป็นความลับของกิจการหนึ่ง ไปใช้ในอีกกิจการหนึ่งที่เข้ามาเป็นคู่แข่ง ในแง่ธุรกิจเป็นเรื่องผิดจรรยาบรรณ

ในแง่ของตำแหน่งสาธารณะ ถ้ามีการใช้ข้อมูลเช่นนั้น เท่ากับว่าได้ใช้ข้อมูลที่ทำให้ได้เปรียบเหนือคู่แข่งขันที่เป็นเอกชนด้วยกันแต่ไม่มีข้อมูลลักษณะเดียวกันอีกประเด็นหนึ่งด้วย

และบัดนี้ สายการบินราคาถูกกำลังแข่งขันโดยตรงกับการบินไทยในเรื่องการหาหุ้นส่วน และการได้รับอนุญาตให้เปิดเส้นทางการบินเข้ามาในประเทศ เมื่อเป็นช่วงนี้ อนาคตของการบินไทยจะเป็นอย่างไร

ผู้อยู่ในตำแหน่งสาธารณะมีหน้าที่ดูแลกิจการของประเทศ เหตุการณ์ที่เกิดขึ้นไม่ว่าตนจะมีส่วนร่วมในการตัดสินใจหรือไม่ก็ตาม แต่ก็ได้ประโยชน์กับธุรกิจส่วนตัวหรือในกลุ่ม ในขณะเดียวกันก็ดูจะทำให้บริษัทที่เป็นของคนไทยทั้งชาติ ที่รัฐบาลมีหน้าที่ดูแลแทนอ่อนแอลง ถ้าบานปลายไปอาจจะเป็นการทำลายธุรกิจที่ประเทศเป็นเจ้าของได้ด้วย นี่คือความขัดแย้งในบทบาทระหว่างการเป็นผู้ถือหุ้นบริษัทเอกชน กับการเป็นตัวแทนของประชาชนที่รับหน้าที่ดูแลและบริหารรัฐวิสาหกิจ

ปีหน้าจะมีงบฯก่อสร้างจำนวนมหาศาล บริษัทก่อสร้างที่สามารถประมูลงานของรัฐได้ จะเป็นหนึ่งในเป้าหมาย การขยายกิจการใหม่ของนักธุรกิจที่อยู่ในรัฐบาลหรือไม่ น่าสนใจติดตามดูต่อไป

ที่นี่ประเทศไทย เล่นกินแบ่งไม่รวยเท่าเล่นกินรวบ

การนำข้อมูลที่ได้รับในตำแหน่ง หรือที่อาจหาได้โดยตำแหน่ง มาใช้เพื่อการขยายธุรกิจของตนเองเป็นเรื่องผลประโยชน์ทับซ้อนที่ชัดเจนมาก

หน้า 6

 

กลับหน้าแรก