ตลาดสินค้าเกษตรล่วงหน้า

โดย รวิ ลงกานี คณะบริหารธุรกิจ มหาวิทยาลัยเชียงใหม่ มติชนรายวัน วันที่ 17 ธันวาคม พ.ศ. 2546 ปีที่ 17 ฉบับที่ 9413

ผู้อ่านหลายๆ ท่านที่ติดตามข่าวด้านการเกษตรในขณะนี้คงพอทราบว่า ประเทศไทยกำลังจะเปิดให้มีการซื้อขายสินค้าเกษตรล่วงหน้าขึ้นในอนาคตอันใกล้นี้ ซึ่งการซื้อขายในตลาดล่วงหน้านั้นเป็นเรื่องที่ใหม่และน่าสนใจอย่างมาก จึงนำมาเล่าให้ฟังในวันนี้

ตลาดล่วงหน้า หรือ Future Market ที่มีชื่อเสียงและเป็นที่รู้จักกันดีของโลกคือ ตลาด Chicago Board of Trade หรือที่เรียกว่า CBOT ซึ่งอยู่ที่เมืองชิคาโก สหรัฐอเมริกา นอกเหนือจากนี้ยังมีตลาดล่วงหน้าที่กระจายกันอยู่ตามที่ต่างๆ อีกมาก เช่น Chicago Mercantile Exchange หรือ CME ตลาด London International Finances Future and Option Exchange หรือ LIFFE ใกล้ๆ กับบ้านเราก็มีของประเทศมาเลเซีย ที่มีตลาด Kuala Lumpur Commodity Exchange (KLCE)

Future market ใหญ่ๆ มีตราสารให้ซื้อขายกันหลายประเภท ที่นิยมกันก็ได้แก่ น้ำมัน ทองคำ เงินสกุลต่างๆ เช่น ดอลลาร์ ปอนด์ ยูโร หรือเยน อัตราดอกเบี้ย ดัชนีหุ้นที่สำคัญๆ และสินค้าโภคภัณฑ์ เช่น ข้าวสาลี ถั่วเหลือง น้ำตาล ฯลฯ

การซื้อขายล่วงหน้าหมายถึงการทำสัญญาซื้อขายที่ทั้งผู้ซื้อและผู้ขายมาตกลงกันในวันที่ทำสัญญากันว่า ในอนาคตจะซื้อหรือขายสินค้าในราคาเท่าไร นั่นหมายถึงว่าในวันที่ตกลงกันจะยังไม่มีการชำระราคาหรือส่งมอบสินค้ากัน แต่จะมีการชำระราคากันและส่งมอบสิ่งที่ซื้อขายในอนาคตตามข้อตกลงที่ทำไว้ก่อนหน้า

สัญญาล่วงหน้าเป็นหลักทรัพย์ที่อยู่ในกลุ่มตราสาร Derivatives หรืออนุพันธ์ทางการเงิน ซึ่งเป็นที่รู้กันว่ามีความเสี่ยงสูงและมีความซับซ้อนในการคำนวณราคา Intrinsic Value

แต่สัญญาล่วงหน้าก็มีความสำคัญอย่างมาก เพราะเป็นเครื่องมือสำคัญในการบริหารความเสี่ยงของธุรกิจใหญ่ๆ และสถาบันการเงินต่างๆ การป้องกันความเสี่ยงโดยใช้สัญญาล่วงหน้าคือการ Hedging ซึ่งหมายถึงการลดความผันผวนโดยการลงทุนในสัญญาที่ให้ Pay off ตรงกันข้ามกับความเสี่ยงที่เผชิญอยู่

เช่น ถ้าราคาข้าวต่ำลง ชาวนาที่ขาดทุนในตลาด Spot Market จะทำกำไรจากการขายล่วงหน้าใน Future Market เมื่อรวม Pay off จากธุรกรรมทั้งสองนี้เข้าด้วยกันจึงทำให้ราคาขายข้าวของชาวนาไม่ผันผวนหรือผันผวนน้อยลง

ในตลาดสินค้าเกษตรมีการ Hedging กันมานานแล้ว Hedging ที่คนไทยรู้จักดีก็คือ การตกเขียวนั้นเอง การตกเขียวนั้น แท้จริงก็คือการซื้อขายล่วงหน้าอย่างหนึ่ง ซึ่งทำให้ผู้ซื้อ หรือผู้ขาย สามารถลดความผันผวนของราคาซื้อ และราคาขายในอนาคตได้

ข้อแตกต่างการตกเขียวกับการซื้อขายในตลาดล่วงหน้าก็คือ การตกเขียวเป็นการตกลงกันเองระหว่างผู้ซื้อและผู้ขาย ซึ่งถ้าทั้งสองฝ่ายไม่ซื่อสัตย์ที่จะซื้อขายกันตามที่ได้ตกลงกันไว้แต่แรก ก็มักจะเปลี่ยนใจไม่อยากซื้อหรือขาย หรือถ้าหากผู้ซื้อผู้ขายอยากจะขายสัญญานี้ให้กับผู้อื่นก็ไม่สามารถจะทำได้อีกเช่นกัน การซื้อขายล่วงหน้าแบบเดิมๆ จึงมีปัญหามากมาย

แต่ในตลาดล่วงหน้านั้น มีการดำเนินการของตลาดที่ทำหน้าที่เหมือนคนกลางในการจัดการซื้อขาย ผู้ซื้อและผู้ขาย จึงไม่มีความเสี่ยงเรื่องการบิดพลิ้วสัญญาจากฝ่ายตรงข้าม ตลาดล่วงหน้าจึงมี Liquidity มากกว่าการตกเขียว

ประโยชน์อีกประการหนึ่งของการซื้อขายล่วงหน้าก็คือ ทำให้เกิด Price Discovery ซึ่งหมายถึงการรับทราบ ถึงการเปลี่ยนแปลงราคาสินค้าตามข้อมูลใหม่ๆ ที่เกิดขึ้น Price Discovery จึงเป็นเหมือน Benchmark ของราคาที่ผู้ซื้อขายใช้ในการเจรจาต่อรองโดยไม่ให้เกิดการเสียเปรียบด้านข้อมูลข่าวสาร

Future Market ที่กำลังจะเกิดขึ้นมานี้จัดตั้งขึ้นมาตาม พ.ร.บ.ตลาดสินค้าเกษตรล่วงหน้าแห่งประเทศไทย พ.ศ.2542 ซึ่งมีสาระสำคัญคือให้จัดตั้งสำนักงานคณะกรรมการกำกับการซื้อขายสินค้าเกษตรล่วงหน้าขึ้น และให้มีการตั้งองค์กรที่เป็นนิติบุคคลคือ ตลาดสินค้าเกษตรล่วงหน้าแห่งประเทศไทย(ต.ส.ล.) หรือ Agricultural Future Exchange of Thailand (AFET)

สินค้าเกษตรที่จะซื้อขายล่วงหน้าได้เป็นชนิดแรกก็คือ ข้าวขาวชนิด 5% ภายหลังจากนี้จะได้นำเอาสินค้าอื่น เช่น ยางแผ่นรมควันชั้น 3 กุ้งกุลาดำ มันสำปะหลังและน้ำตาลทราย เข้ามาซื้อขายกันต่อๆ ไป

ผู้ลงทุนใน Future Market นั้นไม่จำเป็นต้องเป็นเกษตรกร หรือผู้ทำธุรกิจเกี่ยวกับการเกษตรใดๆ เพราะในความเป็นจริงผู้ลงทุนสามารถล้างสัญญาได้ทุกเมื่อ ทำให้ภาระในการส่งมอบสินค้าหมดไป และสิ่งที่ผู้ลงทุนจะได้รับก็คือผลต่างของราคาซื้อล่วงหน้ากับราคาขายล่วงหน้า

เมื่อไม่ต้องมีการส่งมอบสินค้าเกษตรจริงๆ ทำให้ผู้ซื้อที่เป็นนักลงทุนทั่วไป หรือนักเก็งกำไร (Speculators) หันมาซื้อขายในตลาดแห่งนี้กันมาก ยิ่งในภาวะดอกเบี้ยต่ำ ราคาหุ้นสูง การเก็งกำไรยิ่งเป็นสิ่งเย้ายวนใจมากขึ้น

นอกจากการเก็งกำไรแล้ว ปัญหาหนักอีกอย่างของตลาดสินค้าเกษตรล่วงหน้าก็คือการทำให้ผู้คนทั่วไปที่เกี่ยวข้อง ไม่ว่าจะเป็นเกษตรกร ผู้แปรรูปสินค้า หรือพ่อค้าคนกลางที่ซื้อขายสินค้าเกษตร ได้เข้าใจและเข้ามาซื้อขายในตลาดนี้

Future Market จึงเปรียบเสมือนกับรถด่วนไฟฟ้าที่มีประโยชน์มากในการพาคนไปถึงที่หมายได้รวดเร็ว ส่วนความพร้อมของระบบและของผู้ใช้จึงเป็นเหมือนกับรางรถที่ทำให้ขบวนรถวิ่งไปได้ด้วยความนิ่มนวล

คำถามสำคัญสำหรับ Future Market บ้านเราในขณะนี้ก็คือ รางของรถด่วนนั้นสร้างเสร็จแล้วหรือยัง

หน้า 6

 

กลับหน้าแรก