|
การเปิดเสรี
กับตลาดแรงงาน (1)
มองมุมใหม่ : ดร. อนุสรณ์ ธรรมใจ anusorntamjai@yahoo.com กรุงเทพธุรกิจ วันที่ 17 ธันวาคม 2546 ผมไปนั่งสำรวจดูบทความทางวิชาการที่พูดถึง ผลกระทบของการเปิดเสรีต่อตลาดแรงงาน ตั้งใจศึกษาเรื่องนี้ เพราะเชื่อว่าเวลามีการเจรจาต่อรอง เพื่อเปิดเสรีทางการค้า การลงทุน หรือภาคบริการก็ตาม บรรดานักธุรกิจ นักอุตสาหกรรมทั้งหลายมีส่วนในการผลักดัน และเสนอความคิดเห็น ผลประโยชน์ของภาคธุรกิจ และภาคอุตสาหกรรม จึงได้รับการดูแลและได้รับการพิจารณาเมื่อมีการเปิดประตูทางการค้า การลงทุนเต็มที่ ส่วนภาคแรงงานหรือกลุ่มผู้ใช้แรงงานนั้นมีช่องทาง มีผู้แทนรวมทั้งมีโอกาสน้อยมากในการกำหนดความเป็นไปของนโยบายการเปิดเสรีของประเทศ ผลกระทบเป็นอย่างไรก็คงต้องยอมรับสภาพ และเวลามีปัญหาจะเรียกร้องความเห็นใจใดๆ ก็ดูเหมือนว่ารัฐบาลก็อาจจะมิได้ให้ความสำคัญเท่าที่ควร ขบวนการแรงงานอ่อนแอ และมีอำนาจต่อรองทางการเมืองน้อยลงทุกวัน ครับ เมื่อเป็นอย่างนี้ ผมเลยต้องให้ความสำคัญเป็นพิเศษในการพิจารณาผลของการเปิดเสรีต่อกลุ่มผู้ใช้แรงงาน หนังสือ Economic Liberalization and Labor Markets โดย มี Parviz Dabir-Alai และ Mehmet Odekon เป็นบรรณาธิการ มีบทความที่น่าสนใจในประเด็นที่ผมอยากค้นหามากทีเดียว เขียนโดยนักเศรษฐศาสตร์ที่มีชื่อเสียงหลายท่าน บทความมีความหลากหลายจากประสบการณ์ของหลายประเทศ อย่างบทความชื่อ Political Economy, Liberalization and Labor's Absorption เสนอแนะ ให้มีนโยบายเศรษฐกิจมหภาค ที่สมดุล เพื่อป้องกันผลกระทบต่อตลาดแรงงาน และบอกว่าควรจะจัดตั้งหน่วยงานเหนือชาติ หรือระดับนานาชาติขึ้นมาดูแลปัญหากลุ่มคนงาน ที่ได้รับผลกระทบจากการเปิดเสรี ด้วยการฝึกอบรมความรู้ความชำนาญใหม่ การฝึกอบรมจะทำให้ตลาดแรงงานมีความยืดหยุ่น และเคลื่อนย้ายระหว่างประเทศ ระหว่างภูมิภาคได้ดีขึ้น แน่นอนที่สุดว่า การเปิดเสรีจะขยายผลสถานะย่ำแย่ของแรงงาน ที่อยู่ในอุตสาหกรรมที่มีความสามารถในการแข่งขันต่ำ ให้หนักหน่วงขึ้น อย่างน้อยในระยะสั้นก่อนที่จะมีการปรับตัวได้ ขณะที่การเปิดเสรีจะช่วยส่งเสริมฐานะ อันแข็งแกร่ง ของแรงงานในอุตสาหกรรม ที่มีความสามารถในการแข่งขันให้มากขึ้นอีก และค่าจ้างแรงงานในธุรกิจอุตสาหกรรมเหล่านี้ จะปรับขึ้นถ้าไม่มีการเปิดเสรีตลาดแรงงาน อุตสาหกรรมหรือภาคธุรกิจไหนที่ไทยมีความได้เปรียบ โดยเปรียบเทียบ และความสามารถในการแข่งขันสูงกว่าประเทศอื่นๆ อย่างชัดเจน การเปิดเสรีจะเกิดผลกระทบในทางบวกต่อตลาดแรงงาน และเพิ่มอำนาจต่อรองให้กับผู้ใช้แรงงาน ในทางตรงข้ามอุตสาหกรรมไหนที่เราอ่อนแอพอเปิดเสรีมากขึ้น สินค้านำเข้าก็จะทะลักเข้ามา อำนาจการต่อรองของแรงงานในอุตสาหกรรมนั้นจะลดลงทันที ในบางอุตสาหกรรมที่ไม่สามารถแข่งขันได้เลย อาจจะมีการปลดคนงาน ลดขนาดกิจการและลดคนงาน ภาวะแบบนี้อาจไม่เกิดขึ้นในช่วงเวลาที่เศรษฐกิจขยายตัวสูง อย่างบทความชื่อ Global Integration, Capital and Labor: A North-South comparative perspective มีการวิเคราะห์ทั้งทางทฤษฎีและเชิงประจักษ์ (Empirical Perspective) และพบว่าการเปิดเสรีและกระแสโลกาภิวัตน์ มิได้ทำให้เกิดการเติบโตทางเศรษฐกิจที่จะไปลดความไม่เท่าเทียมทางสังคม ในทางตรงกันข้ามกลับทำให้เกิดช่องว่าง ระหว่างเจ้าของแรงงานและเจ้าของปัจจัยทุนมากขึ้น เกิดความแตกต่างในฐานะมากขึ้นระหว่างแรงงานที่มีภูมิหลัง และทักษะฝีมือที่แตกต่างกัน ในประเทศกำลังพัฒนา บทบาทของรัฐมีความจำเป็น ต่อภารกิจในการกระจายความมั่งคั่งอันเกิดจากการเปิดเสรีและรักษาไว้ ซึ่งความสามารถในการแข่งขันระหว่างประเทศ รัฐต้องเข้ามากระตุ้นให้เกิดการพัฒนาของนวัตกรรม การพัฒนาความรู้และทักษะด้านการจัดการชั้นสูง พัฒนาเครือข่ายอุตสาหกรรม ร่วมทุนเพื่อให้เกิดการถ่ายโอนเทคโนโลยี และแน่นอนที่สุด ต้องพัฒนาทรัพยากรมนุษย์อย่างต่อเนื่อง หลายภารกิจ รัฐบาลทักษิณก็ได้ทำอยู่ คงต้องติดตามว่า ผลจะออกมาเช่นใด เรายากที่จะปฏิเสธกระแสการเปิดเสรีได้ มีการผลิตซ้ำ นำเสนอและตอกย้ำความรับรู้ถึงผลดี ของกระแสโลกาภิวัตน์อย่างต่อเนื่อง ด้วยความก้าวหน้าของเทคโนโลยีสื่อสาร ทั้งที่ผลกระทบอันไม่พึงประสงค์ ก็มีไม่น้อย ไม่เชื่อลองไปถาม ลูกจ้างบริษัทค้าปลีกไทย ลูกจ้างร้านโชวห่วย คนงานในอุตสาหกรรมสิ่งทอ แล้วจะได้คำตอบ อย่างไรก็ตาม สิทธิในการมีงานทำและความมั่นคงในชีวิต ควรได้รับการคุ้มครองระดับหนึ่ง แม้จะไม่สามารถประกันได้ทั้งหมดก็ตาม
|
| กลับหน้าแรก |