|
รายงานสถานการณ์
และแนวโน้มประเทศไทย
พฤศจิกายน 2546
ปรับ ครม. : สัญญาณศึกใหญ่ทางการเมือง จากมติชนรายวัน วันที่ 16 ธันวาคม 2546 โครงการข่าวสารทิศทางประเทศไทย (TTMP) โดยการสนับสนุนของ สำนักงานกองทุนสนับสนุนการวิจัย (สกว.) สถานการณ์ในประเทศ เหตุการณ์ในประเทศที่เคยโดดเด่นด้วยประเด็นทางเศรษฐกิจ เมื่อถึงเดือนพฤศจิกายนนี้ ประเด็นทางการเมืองกลับกลายเป็นประเด็นร้อนขึ้นมา เนื่องจากการปรับคณะรัฐมนตรีครั้งล่าสุด อย่างไรก็ตาม ความอ่อนไหวในตลาดหลักทรัพย์ฯก็เป็นที่น่าจับตามองอย่างมาก การปรับคณะรัฐมนตรีครั้งล่าสุดของนายกรัฐมนตรีทักษิณ ได้เกิดขึ้นจริงหลังจากที่มีข่าวคราวเป็นระยะ การปรับครั้งนี้มีการวิจารณ์ในประเด็นย่อย ประเด็นใหญ่ และสัญญาณทางการเมืองบางประการ ในส่วนที่วิจารณ์ในประเด็นย่อย ได้แก่ 1) การปรับคณะรัฐมนตรีครั้งนี้แสดงถึงอำนาจที่มากขึ้นของนายกรัฐมนตรี ในการปรับเปลี่ยนโยกย้ายรัฐมนตรีตามความเหมาะสมได้อย่างค่อนข้างราบรื่น 2) การวางตัวรัฐมนตรีว่าการบางตำแหน่งมีเสียงวิจารณ์ว่าอาจจะไม่เหมาะสมนัก เช่น ในตำแหน่งรัฐมนตรีกระทรวงแรงงาน กระทรวงวิทยาศาสตร์และเทคโนโลยี รวมทั้งกระทรวงศึกษาธิการ แต่ก็ไม่ได้มีเสียงคัดค้านไม่เห็นด้วยมากนักจากสาธารณชน แสดงถึงความเชื่อถืออย่างสูงต่อนายกรัฐมนตรี ว่าจะสามารถควบคุมจัดการแก้ไขได้หากเกิดปัญหาขึ้น ในอีกด้านหนึ่งเป็นการย้ำยืนยันความเห็นที่ว่าผู้บริหารประเทศแท้จริงได้แก่นายกฯ 3) ข้อสังเกตฐานะของรัฐบาลในระยะใกล้ จากที่ว่าการปรับคณะรัฐมนตรีแสดงถึงความอ่อนแอของรัฐบาล ยิ่งปรับบ่อยยิ่งอ่อนแอมากจนในที่สุดต้องยุบสภาหรือลาออกไป แต่การปรับคณะรัฐมนตรีในรัฐบาลปัจจุบันดูเหมือนจะกลับเพิ่มความแข็งแกร่งให้แก่การนำ เป็นปรากฏการณ์ใหม่อย่างหนึ่ง ในส่วนที่เป็นการวิจารณ์ประเด็นใหญ่ ได้แก่ การปรับเอาพรรคชาติพัฒนาออกจากการเป็นพรรคร่วมรัฐบาล ซึ่งก่อให้เกิดการกระเพื่อมใหญ่ทางการเมือง ในภาวะที่การเมืองค่อนข้างสงบนิ่ง มีการตั้งประเด็นสำคัญหลายประการได้แก่ 1) อนาคตของพรรคชาติพัฒนารวมทั้งพรรคชาติไทยซึ่งเป็นพรรคขนาดกลางจะมีอนาคตเช่นใด และจะดำเนินการทางการเมืองแบบใด ในเฉพาะหน้าดูเหมือนว่าทุกอย่างจะเป็นไปอย่างเดิม 2) พรรคประชาธิปัตย์อันเป็นพรรคฝ่ายค้านที่ใหญ่และเก่าแก่ที่สุด จะสามารถเป็นแกนในการจับขั้วเพื่อต่อสู้กับพรรคไทยรักไทยได้หรือไม่ หากสามารถทำได้จะทำได้ด้วยกลยุทธ์อะไร อาศัยใคร และจะจัดการความขัดแย้งภายในที่มีข่าวเป็นระยะได้อย่างไร 3) มีการพูดถึงพรรคทางเลือกที่สามอยู่บ้าง แต่ความเป็นไปได้มีอยู่น้อย สัญญาณทางการเมืองบางประการ นอกจากประเด็นวิจารณ์ดังกล่าว ที่น่าจับตา ได้แก่ การปรับคณะรัฐมนตรีครั้งนี้ดูเหมือนว่าจะเป็นสัญญาณของศึกใหญ่ทางการเมือง นี่น่าจะร้อนระอุขึ้นจนกระทั่งถึงการเลือกตั้งทั่วไปครั้งหน้า เหตุปัจจัยของศึกใหญ่ทางการเมืองนี้ สืบเนื่องจากการปฏิบัติการเชิงรุกของพรรคไทยรักไทย ที่ต้องการเสียงข้างมากเด็ดขาดถึง 400 เสียงจากการเลือกตั้งทั่วไปครั้งหน้า การตั้งเป้าเช่นนี้ ทำให้ 1) พรรคไทยรักไทยด้านหนึ่งต้องทั้งปรับขบวนตนเองและพันธมิตร ซึ่งการปรับคณะรัฐมนตรีครั้งล่าสุด นับว่าเป็นการปรับขบวนใหญ่ครั้งหนึ่ง อีกด้านหนึ่งรุกคืบหน้าไปในพื้นที่ของผู้อื่นมากขึ้นทุกทีในทุกด้าน 2) กลุ่มที่ถูกรุกพื้นที่ ซึ่งมีหมายกลุ่มและหลายวงการ ตั้งแต่พรรคการเมือง ไปจนถึงผู้มีอิทธิพลท้องถิ่น จากวงการราชการไปจนถึงองค์กรทางธุรกิจ มีทางเลือกไม่มากนัก โดยบางส่วนหันเข้ามาร่วมมือด้วย บางส่วนรวมกลุ่มกันต่อต้าน และบางส่วนวิ่งไปมาระหว่างสองขั้วนี้ อย่างไรก็ตาม เป็นที่สังเกตว่าการรวมศูนย์อำนาจใหม่ใดๆ มักถูกต่อต้านจากศูนย์อำนาจเดิมในระดับที่แน่นอน อีกประการหนึ่ง เป็นไปได้ยากที่ศูนย์อำนาจใหม่จะสามารถสร้างพันธมิตรได้กว้างขวางครอบคลุมทั่วทั้งสังคม ดังนั้น จึงคาดหมายได้ว่าจะมีการรวมตัวกันเพื่อต้านทานหรือคานการรวมศูนย์อำนาจใหม่เกิดขึ้นอย่างที่เห็นได้ การต่อสู้ทางการเมืองครั้งสำคัญนี้น่าจะมีลักษณะหลากมิติ หลายกลุ่มองค์กร และมีรูปแบบวิธีการต่างๆ ทั้งบนดินและใต้ดิน มีตั้งแต่ด้านปรัชญา อุดมการณ์ นโยบาย ไปจนถึงเรื่องผลประโยชน์และฐานะอำนาจส่วนตัวล้วนๆ แต่การจับกลุ่มรวมตัวอาจแบ่งเป็น 2 ขั้วง่ายๆ ได้แก่ ขั้วที่เป็นพรรคไทยรักไทย และขั้วที่ไม่ใช่ ศึกใหญ่ทางการเมืองครั้งนี้คาดว่าจะเปิดฉากใน 3 ด้านสำคัญ ได้แก่ 1) การชิงพื้นที่อำนาจในหมู่ชนชั้นนำของไทยด้วยกัน ซึ่งเป็นด้านที่สำคัญที่สุด ก่อให้เกิดการสั่นไหวความตึงเครียด หรือประเด็นร้อนเป็นระยะๆ พร้อมกับมีการปรับตัว การเปลี่ยนแปลงยุทธวิธีและการปฏิบัติทางการเมืองอย่างสม่ำเสมอ การเมืองในช่วงรอยต่อระหว่างอำนาจใหม่กับอำนาจเก่านี้จะถือว่าเป็นช่วยที่มีสีสัน น่าติดตามวิเคราะห์วิจารณ์มากช่วงหนึ่งของไทย อย่างไรก็ตาม ศึกชิงพื้นที่/อำนาจในหมู่ชนชั้นนำของไทยนี้ น่าจะมีทั้งด้านแข่งขันและด้านที่ประนีประนอม ดังนั้น เหตุการณ์บางครั้งมีการปะทะดุเดือดเป็นเหตุการณ์รุนแรง บางครั้งก็กลับสงบราบเรียบ ทั้งนี้ เพราะชนชั้นนำไทยจำต้องหันหน้าเข้าหากันในระดับหนึ่ง ท่ามกลางความไม่แน่นอนของสถานการณ์โลก 2) การช่วงชิงมวลชนหรือประชาชน เป็นเป้าสำคัญของการต่อสู้ เพื่อให้ได้ฐานเสียงและคะแนนเสียงในการเลือกตั้งทั่วไป การช่วงชิงมวลชนหรือประชาชนนั้นได้ปฏิบัติกันมานานแล้ว แต่ในครั้งก่อนๆ นั้น มักมีความสัมพันธ์เชิงอุปถัมภ์ โดยผ่านโครงการต่างๆ และความสัมพันธ์ส่วนบุคคล พรรคไทยรักไทยได้เปิดมิติใหม่ในการช่วงชิงมวลชน โดยผ่านนโยบายและการปฏิบัติทางการเมืองอย่างต่อเนื่อง ใน 3 ทางใหญ่ๆ ได้แก่ ก) การเข้าถึงเงินทุน เช่นกองทุนหมู่บ้าน ข) การเข้าถึงสวัสดิการ เช่นโครงการ 30 บาทรักษาทุกโรค ค) การเข้าถึงสวัสดิภาพ เช่นการปราบปรามยาเสพติดและผู้มีอิทธิพล และยังมีนโยบายที่จะขจัดความยากจนใน 6 ปีข้างหน้า การช่วงชิงนโยบายนี้ แม้ว่าจะถูกโจมตีว่าเป็นนโยบายประชานิยม แต่ก็เป็นที่ต้อนรับของสาธารณชนอย่างกว้างขวาง อนึ่ง นโยบายที่กล่าวกันว่าเป็นประชานิยมนี้ยังมีลักษณะเฉพาะอีกประการหนึ่ง ได้แก่ ความพยายามในการสร้างผู้ประกอบการจำนวนมากขึ้นในระดับประชาชนรากหญ้า ท้ายสุดการช่วงชิงมวลชนของพรรคไทยรักไทย ยังกระทำโดยใช้ความสามารถในการบริหารเพื่อแก้ไขปัญหาต่างๆ ที่สำคัญ ได้แก่ การฟื้นฟูเศรษฐกิจให้ประจักษ์เห็น ทำให้พรรคนี้ค่อนข้างอยู่หน้ากว่าพรรคและกลุ่มพวกอื่น แต่คาดหมายว่าพรรคและกลุ่มพวกอื่นคงจะได้ปรับขบวนของตนใหม่ รวมทั้งการสร้างภาพต่างๆ ขึ้นเพื่อการช่วงชิง ที่จะต้องคิดตามต่อไป 3) การช่วงชิงการเป็นพันธมิตรกับต่างประเทศ โดยเฉพาะประเทศมหาอำนาจ ซึ่งมีความสำคัญค่อนข้างสูงในการเมืองไทย เนื่องจากเศรษฐกิจไทยมีลักษณะพึ่งพาตลาดโลก โดยเฉพาะประเทศมหาอำนาจสูง อย่างไรก็ตาม ในสถานการณ์โลกปัจจุบันที่มีความไม่แน่นอนสูง มีผู้เล่นบนเวทีการเมืองโลกหลายกลุ่มพวก และทั้งหมดอยู่ในกระบวนของการสร้างพันธมิตรและปรับขบวนของตน ไม่เว้นแม้แต่ประเทศอภิมหาอำนาจอย่างเช่นสหรัฐ ดังนั้น การต่อสู้ทางนโยบายและการปฏิบัติด้านต่างประเทศ จึงกลายเป็นประเด็นร้อนขึ้นได้เสมอ ศึกใหญ่ทางการเมืองดังกล่าว แม้ว่าจะมีการช่วงชิงมวลชนในมิติใหม่ ซึ่งมีแนวโน้มที่จะเข้มข้นขึ้น และน่าจะทำให้ประชาชนฐานรากมีความสำคัญขึ้น แต่ในอีกด้านหนึ่งการช่วงชิงมวลชนในโครงสร้างอำนาจปัจจุบัน มักทำให้ประชาชนกลายเป็นผู้ถูกกระทำหรือเป็นเพียงผู้บริโภคนโยบายชุดต่างๆ ส่งผลให้การเมืองภาคประชาชนที่ซบเซาอยู่แล้วอ่อนแอลงอีก ซึ่งไม่เป็นไปตามเจตนารมณ์ของรัฐธรรมนูญปัจจุบันที่ต้องการปฏิรูปการเมืองให้การเมืองภาคประชาชนมีความแข็งแกร่งและมีส่วนร่วม ไม่ว่าฝ่ายใดจะเป็นผู้ชนะ การเมืองของนักการเมืองยังคงมีลักษณะครอบงำการเมืองของประชาชนต่อไป การปฏิรูปทางการเมืองน่าจะต้องใช้เวลาที่ยาวนานขึ้น เรื่องเด่นอีกประการหนึ่งเริ่มต้นดูเหมือนเป็นประเด็นทางเศรษฐกิจ ได้แก่ การ "ปั่นหุ้น" และการแก้ปัญหาของทางการที่ดูเหมือนว่าจะดำเนินการอย่างเฉียบพลัน แต่ปรากฏว่ามีความสับสนและขัดแย้งกันภายใน จนกระทั่งกล่าวกันว่ามีการเมืองเข้ามาแทรกหรือมีการเล่นการเมืองใต้ดิน ส่งผลให้ดัชนีตลาดหลักทรัพย์ทรุดลงอย่างรวดเร็ว ไม่ต่างกับความพยายามในการขจัดการปั่นหุ้นในอดีตมากนัก ดังนั้น จึงน่าจะลงเอยด้วยการรอมชอมมากกว่า อย่างไรก็ตาม ควรถือว่าการปั่นหุ้นเป็นเรื่องใหญ่ กระทั่งเป็นอาชญกรรมร้ายแรง เพราะว่าขณะที่การลงทุนของเอกชนยังไม่ฟื้นตัวดีนักอัตราดอกเบี้ยต่ำมาก และมูลค่าของตลาดหลักทรัพย์ไทยที่เพิ่มขึ้น ได้กลายเป็นแหล่งดึงดูดเงินทุนของผู้คนจำนวนมากโดยเฉพาะชนชั้นกลางที่พอมีเงินออมอยู่บ้าง และก็มีข้อเท็จจริงว่าภายในตลาดหลักทรัพย์มี "การไม่ได้สมมาตรทางข่าวสาร" โดยกลุ่มผู้มีอำนาจและเงินทุนมักมีข่าวสารมากกว่าและมีคุณภาพกว่าคนทั่วไป ใช้ความได้เปรียบนี้ทำให้ตลาดหลักทรัพย์ฯกลายเป็นเครื่องมือในการริบทรัพย์ที่เก็บออมด้วยความยากลำบากของชนชั้นกลางของไทยไป และที่ส่งผลกระทบสูงกว่านั้นคือเปิดช่องให้ทุนต่างชาติริบทรัพย์จากประเทศไทย เหมือนกับครั้งสมัยวิกฤต 2540 ซึ่งบาดแผลยังเยียวยาหายไม่สนิทจนถึงทุกวันนี้ สถานการณ์ต่างประเทศ สงครามอิรัก สถานการณ์รุนแรงขึ้นและยังหาจุดลงเอยไม่พบ พบว่าทางการสหรัฐต้องตกอยู่ในสภาพถูกกดดันอย่างหนักทั้งทางการเมือง การทหาร และการเงิน พยายามเร่งกระบวนการแปรรัฐอิรักเป็นแบบธุรกิจเอกชน หรือการฟื้นฟูและสถาปนาประชาธิปไตยขึ้น เช่น ออกข่าวการเร่งร่างรัฐธรรมนูญ การถ่ายโอนอำนาจปกครองสู่มือชาวอิรักโดยเร็ว แต่ก็มีอุปสรรคอยู่มาก เช่น การเร่งมอบประชาธิปไตยหรือสิทธิในการปกครองตนเองแก่ชาวอิรัก ก็มีความเป็นไปได้สูงที่ชาวอิรักจะเลือกผู้นำทางศาสนาขึ้นมาปกครองประเทศ ไม่ใช่ผู้นำที่จะเปิดเสรีประเทศและบ่อน้ำมันตามที่สหรัฐต้องการ ในด้านฝ่ายต่อต้านการยึดครองของสหรัฐทั้งในอิรักและในประเทศต่างๆ ได้เพิ่มปฏิบัติการตามนโยบายและแนวทางของตน เช่น ในอิรักเพิ่มปฏิบัติการทางทหารและการซุ่มโจมตีขยายออกไปสู่กลุ่มพันธมิตรสหรัฐ การขยายวงที่เป็นข่าวใหญ่ ได้แก่ การก่อวินาศกรรมรุนแรงในตุรกีซึ่งเป็นพันธมิตรสหรัฐและอยู่ในกลุ่มนาโต้ ส่วนขบวนการต่อต้านสงครามในสหรัฐและอังกฤษ เป็นต้น ก็เพิ่มการรณรงค์กดดันให้เร่งถอนทหารกลับ เหตุการณ์ที่คลี่คลายจนถึงปัจจุบันได้ทำให้มีข้อสรุปเบื้องต้น 2 ข้อ ได้แก่ 1) การโจมตีและยึดครอง ไม่ได้ทำให้การก่อการร้ายลดต่ำลง และไม่ได้ทำให้กลุ่ม อัลเคด้า ที่เป็นเป้าล้มล้าง สลายไป ตรงกันข้าม กลับทำให้การก่อการร้ายขยายตัว และทำให้กลุ่มดังกล่าวยิ่งสามารถหาสมาชิกหรือพันธมิตรได้มากขึ้น ขณะที่อิทธิพลและภาพลักษณ์ของสหรัฐตกต่ำลง 2) มีค่าใช้จ่ายซ่อนเร้นจำนวนมากของสหรัฐในการก่อสงคราม ซึ่งจะก่อความสูญเสียยาวไกล ตัวอย่างหนึ่งได้แก่จำนวนทหารที่บาดเจ็บ แม้จำนวนทหารเสียชีวิตจะมีน้อย เนื่องจากสวมชุดทหารที่ให้การป้องกันสูง และการบาดเจ็บถึงขั้นทุพพลภาพมีมาก อัตราส่วนผู้บาดเจ็บต่อผู้เสียชีวิตตก 8 ต่อ 1 (เทียบกับสมัยสงครามโลกครั้งที่สองที่ตก 3 ต่อ 1 และสงครามอ่าว ค.ศ.1991 ตก 4 ต่อ 1) ทำให้โรงพยาบาลทหารใหญ่ วอลเตอร์ รีด ของสหรัฐแออัด กระทรวงกลาโหมสหรัฐต้องเช่าห้องโรงแรมท้องถิ่นนับจำนวนร้อยห้อง เพิ่มขึ้นจากห้องพักเดิมที่มีราว 600 ห้อง สำหรับญาติของทหารที่ได้รับบาดเจ็บ ศูนย์พยาบาลภูมิภาคสหรัฐที่เมืองแลนด์สตุล ในประเทศเยอรมณี (ห่างจากนครแฟรงก์เฟิร์ตราว 100 ไมล์) ได้รายงานว่าจนถึงกลางเดือนพฤศจิกายน ได้รักษาทหารสหรัฐที่ป่วยและได้รับบาดเจ็บจำนวน 7,714 ราย และมีผู้ที่ป่วยและได้รับบาดเจ็บใหม่เพิ่มขึ้นวันละ 30 ราย (ดี อินดีเพนเดนท์ 141103) เศรษฐกิจสหรัฐมีสัญญาณฟื้นตัวชัดเจนขึ้น แต่ก็ยังมีความเปราะบางสูง นั่นคือไม่ยั่งยืน เนื่องจากปัญหาพื้นฐานได้แก่การเสียเปรียบดุลการค้าและดุลงบประมาณตลอดจนภาวะการว่างงานยังคงสูง มีการจ้างงานแรงงานฝีมือเช่นด้านการเงิน กฎหมาย เทคโนโลยีสารสนเทศ ออกนอกประเทศมากขึ้น มีความหวันเกรงว่าจะเกิดลัทธิกีดกันทางการค้า โดยเฉพาะจากสหรัฐ ค่าเงินดอลลาร์สหรัฐลดต่ำเป็นประวัติการณ์เมื่อเทียบกับเงินยูโร ซึ่งเป็นคู่แข่งสำคัญ สหรัฐกำลังสูญเสียบทบาทในการเป็นหัวรถจักรเศรษฐกิจโลก ซึ่งย่อมส่งผลกระทบไปทั่ว การประชุมระดับรัฐมนตรีเขตการค้าเสรีอเมริกา(Free Trade Area of the Americas - FTAA) ที่ไมอามี สหรัฐ ในปลายเดือนพฤศจิกายน เป็นความหวังของทางการสหรัฐในการสร้างเขตการค้าเสรีที่รวมเอา 34 ชาติเข้าด้วยกัน มีประชากรกว่า 800 ล้านคน และมีจีดีพีรวมเกิน 13 ล้านล้านดอลลาร์ แต่ในการประชุมนั้นประเทศใหญ่ เช่นบราซิล ได้ต่อรองเรียกร้องอย่างแข็งขัน ทำให้การประชุมนี้ได้ผลอย่างจำกัดดูจะไม่เป็นที่พอใจของนักธุรกิจสหรัฐอเมริกา และสหรัฐหาทางลัดไปทำข้อตกลงทวิภาคีกับประเทศในภูมิภาคนี้มากขึ้น ที่ภายนอกการประชุม มีการชุมนุมต่อต้านอย่างดุเดือดและทางการได้ใช้มาตรการปราบปรามอย่างเอาจริงเอาจัง ข่าวเงียบที่น่าสนใจได้แก่ การเปิดเส้นทางรถไฟข้ามเอเชีย(Trans-Asia Railway) ทดลองเดินรถไฟระหว่างเอเชียเหนือ-ตะวันออก จากเมืองเทียนลิน ใกล้กรุงปักกิ่ง ไปยังเมืองอูลานบาตอร์ ประเทศมองโกเลีย ประเทศในเอเชียที่สนใจเข้าร่วมโครงการนี้ได้แก่ จีน เกาหลีเหนือ คาซักสถาน มองโกเลีย เกาหลีใต้และรัสเซีย โดยมุ่งหวังที่จะเชื่อมเอเชียเข้ากับสหภาพยุโรปทางรถไฟต่อไป (ยูเนสแคป 071103) ม่านที่กั้นความสัมพันธ์อันดีระหว่างเพื่อนมนุษย์ไม่ใช่ความห่างของระยะทาง แต่มาจากความต้องการที่จะกดขี่เอารัดเปรียบกันต่อไป หน้า 6
|
| กลับหน้าแรก |