ทีดีอาร์ไอชี้จุดอ่อนเอฟทีเอ "ไทย-สหรัฐ" ศึกษาบทเรียน"สิงคโปร์-ชิลี" เปิดเสรีเกษตร-การเงินต้องไม่งั้นพัง

รายงาน  มติชนรายวัน  วันที่ 15 ธันวาคม 2546    ปีที่ 26 ฉบับที่ 9411

เป็นที่แน่ชัดแล้วว่า นโยบายการค้าระหว่างประเทศของรัฐบาลพ.ต.ท.ทักษิณ ชินวัตร นั้น จะใช้แนวทางการทำความตกลงแบบภูมิภาคและทวิภาคีเป็นยุทธศาสตร์สำคัญ โดยยุทธศาสตร์กระทรวงพาณิชย์ตั้งเป้าหมายที่จะทำข้อตกลงทวิภาคีรวม 15 ประเทศ

ซึ่งสหรัฐอเมริกา เป็นหนึ่งในประเทศเป้าหมายที่ไทยจะทำข้อตกลงแบบทวิภาคีด้วย

สภานักธุรกิจไทยสหรัฐ (Thai-US Business Council) และหอการค้าสหรัฐ (American Chamber of Commerce) ได้ว่าจ้างสถาบันวิจัยเพื่อการพัฒนาประเทศไทย (ทีดีอาร์ไอ) ศึกษาผลกระทบจากการทำความตกลงการค้าเสรีไทย-สหรัฐ โดยการศึกษาครั้งนี้ใช้กรอบข้อตกลงที่สหรัฐทำไว้กับสิงคโปร์ และสหรัฐกับชิลีในกรณีของสินค้าเกษตร เป็นต้นแบบ

"มติชน"เห็นว่า รายงานฉบับนี้จะเป็นประโยชน์ต่อหลายฝ่าย ที่จะใช้ข้อมูลนี้ทำการวิเคราะห์เพิ่มเติมหรือแสดงความเห็น เพื่อให้ได้ข้อตกลงที่ไทยได้ประโยชน์มากที่สุด หรืออย่างน้อยเสียประโยชน์น้อยที่สุด

- สินค้าเกษตร

สหรัฐฯเป็นคู่ค้าที่สำคัญของไทย โดยไทยมีการส่งออกสินค้าเกษตรไปสหรัฐมากเป็นอันดับ 2 รองจากญี่ปุ่น ขณะที่ไทยนำเข้าสินค้าเกษตรจากสหรัฐมากกว่าประเทศอื่น ๆ เช่นกัน ซึ่งในการเจรจา รัฐบาลไทยควรให้ความสนใจกับการต่อรองเพื่อรักษาผลประโยชน์จากการส่งออกสินค้าสำคัญของไทย ในเรื่องโควต้าน้ำตาล การตรวจสินค้าตามมาตรการด้านสุขอนามัย และการลดมาตรการกีดกันด้านอื่น ๆ ขณะเดียวกัน รัฐบาลไทยควรมุ่งลดผลกระทบด้านลบต่อเกษตรกรไทย เช่น การชะลอการลดอัตราภาษี การแก้ปัญหาการอุดหนุนการส่งออก ตลอดจนปรับปรุงมาตรการคุ้มครองการค้า (safeguards) ต่าง ๆ ให้มีประสิทธิผล

- อุตสาหกรรมรถยนต์

พบว่าความตกลงการค้าเสรีน่าจะมีผลในการเพิ่มปริมาณการค้าระหว่างไทยกับสหรัฐ โดยเฉพาะอุตสาหกรรมชิ้นส่วนรถยนต์และมอเตอร์ไซค์ ส่วนอุตสาหกรรมประกอบรถยนต์ โครงสร้างการผลิตทั้ง 2 ประเทศมีลักษณะแข่งขันกันบ้าง แต่มีรายละเอียดสินค้าที่แตกต่างกัน จึงเป็นไปได้ที่ไทยจะมีโอกาสในการส่งออกรถปิคอัพไปสหรัฐ ขณะที่สหรัฐจะสามารถส่งออกรถยนต์นั่งส่วนบุคคลมาไทย

- การค้าบริการ

ข้อตกลงว่าด้วยการค้าบริการในความตกลงการค้าเสรี มีสาระสำคัญคล้ายกับ Treaty of Amity and Economic Relations ระหว่างไทย-สหรัฐ เมื่อปี 2509 ซึ่งให้สิทธิผู้ประกอบการสหรัฐเท่าผู้ประกอบการไทย นอกจากนี้ยังมีข้อกำหนดที่ไม่ปรากฎใน Treaty of Amity and Economic Relations อีก 3 ประเด็นคือ 1.การกำกับดูแลในประเทศที่ต้องโปร่งใสและเป็นธรรม 2.ห้ามรัฐวิสาหกิจที่แปรสภาพเป็นบริษัทจำกัดแล้วยังได้รับสิทธิพิเศษจากรัฐ และการให้นักลงทุนสหรัฐมีสิทธิเท่าเทียมกับนักลงทุนไทยในการซื้อหุ้นรัฐวิสาหกิจ 3.การโอนเงินข้ามประเทศ ที่ห้ามไม่ให้รัฐมีมาตรการที่ขัดขวางผู้ประกอบการโอนเงินออกนอกประเทศ

ประเด็นที่น่าห่วงคือ การให้สิทธิแก่นักลงทุนสหรัฐเท่าเทียมกับนักลงทุนไทยแต่เพียงชาติเดียว อาจส่งผลให้เกิดการผูกขาดในบางตลาดได้ เพื่อป้องกันปัญหา ไทยจึงควรเร่งบังคับใช้กฎหมายการแข่งขันทางการค้าอย่างจริงจัง รวมทั้งเปิดให้ผู้ประกอบการจากประเทศอื่นเข้ามาทำธุรกิจบริการเพื่อสร้างการแข่งขัน นอกจากนี้ควรตัดข้อห้ามไม่ให้รัฐวิสาหกิจที่แปรสภาพแล้วได้รับสิทธิพิเศษ เพราะรัฐวิสาหกิจไทยส่วนใหญ่มีภารกิจด้านสังคมอยู่ สุดท้ายคือ ควรมีข้อยกเว้นเรื่องการส่งเงินออกนอกประเทศกรณีที่ไทยประสบปัญหาการขาดดุลชำระเงิน ซึ่งเป็นข้อยกเว้นในองค์การการค้าโลก

- โทรคมนาคม

สาระสำคัญของข้อตกลงด้านโทรคมนาคมในความตกลงการค้าเสรี คือ 1.การให้หลักประกันแก่ผู้ประกอบการแต่ละฝ่ายในการเข้าถึงโครงข่ายโทรคมนาคมสาธารณะในประเทศหรือข้ามพรมแดน โดยไม่เลือกปฏิบัติ 2.การให้หลักประกันผู้ประกอบการแต่ละฝ่ายในการเชื่อมต่อกับโครงข่ายโทรคมนาคมหรืออุปกรณ์ของผู้ประกอบการอีกฝ่าย 3.การกำหนดภาระหน้าที่ของผู้ประกอบการรายใหญ่ (major supplier) ในการให้บริการโดยไม่เลือกปฏิบัติภายใต้เงื่อนไขที่สมเหตุสมผล

สำหรับประเทศไทยน่าจะไม่ได้รับประโยชน์จากข้อตกลงดังกล่าว เนื่องจากผู้ประกอบการไทยส่วนใหญ่ไม่มีความพร้อม แต่ไทยน่าจะได้ประโยชน์จากข้อตกลงด้านโทรคมนาคม 2 ด้าน คือ 1.การแข่งขันที่เพิ่มขึ้น 2.มาตรการกำกับดูแลที่สูงขึ้น

แต่ไทยต้องมีการแก้ไขกฎหมายที่เกี่ยวข้องด้วย เช่น กฎหมายการประกอบกิจการโทรคมนาคมให้ได้มาตรฐานตามข้อตกลง เพื่อป้องกันการให้สิทธิแก่ผู้ประกอบการสหรัฐเหนือกว่าผู้ประกอบการไทย และชาติอื่น และปรับปรุงกฎหมายแข่งขันทางการค้าเพื่อป้องกันพฤติกรรมการผูกขาดจากการเข้าสู่ตลาดของสหรัฐ

- พาณิชย์อิเล็กทรอนิกส์

แบ่งเป็น การค้าสินค้าและการค้าบริการ ซึ่งในส่วนการค้าสินค้า ในส่วนสินค้าดิจิตัลที่ส่งทางเครือข่ายอิเล็กทรอนิกส์นั้นจะได้รับยกเว้นภาษีศุลกากร ซึ่งจะทำให้ไทยสูญเสียรายได้ภาษี แต่น้อยมากเพียง 0.03% ของรายได้ศุลกากร ส่วนการค้าบริการ ที่ให้ 2 ฝ่ายคุ้มครองการให้บริการผ่านเครือข่ายอิเล็กทรอนิกส์ข้ามพรมแดน จะช่วยให้ผู้บริโภคในไทยมีทางเลือกรับบริการมากขึ้น แต่อาจเกิดความเสี่ยงต่อระบบเศรษฐกิจจากการไหลเวียนทางการเงินที่ไม่สามารถกำกับดูแลได้ง่าย ไทยจึงไม่ควรยอมรับข้อตกลงดังกล่าวทันที

- ผลกระทบต่อบริการการเงิน

ข้อตกลงด้านนี้ ประกอบด้วยการให้ผู้ประกอบการแต่ละฝ่ายเข้าประกอบการในตลาดการเงินของกันและกันในสาขาธนาคาร ประกันภัยและบริการเกี่ยวกับประกันภัย และบริการการเงินอื่น ๆ

โดยหลักการข้อตกลงดังกล่าว ในทางปฏิบัติ ผู้ประกอบการไทยอาจได้ประโยชน์น้อยมากในการเข้าสู่ตลาดสหรัฐ เนื่องจากสถาบันการเงินไทยส่วนใหญ่ไม่สามารถแข่งขันในต่างประเทศ นอกจากนี้การทำธุรกรรมข้ามพรมแดนอาจส่งผลกระทบต่อความเสี่ยงของระบบการเงินไทย

- นโยบายแข่งขันทางการค้า

ไทยมีกฎหมายแข่งขันทางการค้ามาตั้งแต่ปี 2542 ซึ่งมีสาระบางประการที่ขัดแย้งกับข้อตกลงการค้าเสรี เช่น คณะกรรมการแข่งขันทางการค้าไม่ได้กำหนดเกณฑ์ส่วนแบ่งตลาดของผู้มีอำนาจเหนือตลาด ซึ่งอาจขัดกับข้อตกลงที่กำหนดให้มีมาตรการป้องกันพฤติกรรมกีดกันการแข่งขัน และการยกเว้นการใช้กฎหมายแข่งขันทางการค้ากับรัฐวิสาหกิจ ซึ่งขัดกับข้อตกลงการค้าเสรี

- การคุ้มครองทรัพย์สินทางปัญญา

จากข้อตกลงที่สหรัฐมีกับสิงคโปร์ และชิลี พบว่า ไทยต้องยกระดับมาตรฐานการคุ้มครองทรัพย์สินทางปัญญาให้สูงขึ้นในระดับทัดเทียมสหรัฐ ซึ่งจะทำให้ไทยจะขาดความยืดหยุ่นในการกำหนดนโยบายทรัพย์สินทางปัญญาต่าง ๆ ที่เกี่ยวข้องกับการศึกษา เช่น การจัดหาตำราเรียน หรือโปรแกรมคอมพิวเตอร์ราคาถูกให้สถาบันการศึกษา นโยบายสาธารณสุข เช่น การจัดหายารักษาโรคราคาถูก ตลอดจนนโยบายเกษตร เช่น การเข้าถึงเมล็ดพันธุ์พืชของเกษตรกร เป็นต้น

ไทยจึงได้ประโยชน์น้อยมาก และต้องแบกรับต้นทุนจำนวนมาก รัฐบาลจึงควรเจรจา 1.ยืดเวลาในการปฏิบัติตามข้อตกลงให้ยาวออกไป เช่น เกินกว่า 10 ปีหลังการลงนามข้อตกลง 2.กำหนดมาตรการป้องกันผลเสียที่จะเกิดจากการผูกขาด โดยปรับปรุงกฎหมายแข่งขันทางการค้า 3.ต่อรองให้ไทยไม่ต้องเป็นสาชิก UPOV Convention 1991 ซึ่งมีมาตรฐานในการคุ้มครองพันธุ์พืชสูงเกินกว่าที่เกษตรกรรายย่อยจะได้ประโยชน์ 4.อนุญาตให้สามารถใช้สิ่งบ่งชี้ทางภูมิศาสตร์โดยสุจริตได้ โดยไม่ขัดกับกฎหมายเครื่องหมายการค้า 5.ไม่ควรขยายเวลาการคุ้มครองของงานที่มีลิขสิทธิ์และสิทธิบัตรให้นานเกินกว่าที่เป็นอยู่ในปัจจุบัน 6.นำหลักการ fair use มาใช้กับการคุ้มครองมาตรการทางเทคนิค และให้การคุ้มครองข้อมูลที่ใช้ในการบริหารสิทธิแทนเงื่อนไขการใช้ที่มีลักษณะจำกัดมากในข้อตกลง 7.ไม่ควรขยายการคุ้มครองสิทธิบัตรให้ครอบคลุมถึงสิ่งมีชีวิตเกินไปกว่าคุ้มครองตามความตกลง TRIPs ขององค์การการค้าโลก 8.ตัดเงื่อนไขที่จำกัดการเข้าสู่ตลาดยาหรือสารเคมีด้านการเกษตรของผู้ประกอบการรายใหม่เช่น การขยายเวลาคุ้มครอง การห้ามประกอบการ หรือห้ามเข้าถึงข้อมูลการทดลองต่าง ๆ

บทสรุป

การเตรียมการในการเจรจาของฝ่ายไทย เป็นสิ่งที่สำคัญมาก เนื่องจากประเด็นที่เกี่ยวข้องกับการเจรจาล้วนมีความซับซ้อนสูงและส่งผลกระทบในวงกว้าง รัฐบาลไทยควรจัดคณะเจรจาที่ประกอบด้วยเจ้าหน้าที่ที่มีความเชี่ยวชาญในแต่ละประเด็น หนุนเสริมด้วยการสนับสนุนทางวิชาการที่เข้มแข็ง และสร้างกระบวนการในการกำหนดท่าทีในการเจรจาที่เปิดส่วนร่วมให้ผู้มีส่วนได้ส่วนเสียต่าง ๆ ในสังคม ทั้งภาคธุรกิจ ผู้ใช้แรงงาน เกษตรกร ผู้บริโภค องค์กรพัฒนาเอกชนและภาคประชาชน สามารถให้ข้อคิดเห็นและข้อเสนอแนะได้อย่างกว้างขวาง

และเน้นประโยชน์ที่ไทยจะได้รับ มากกว่ามุ่งให้เกิดความตกลงเท่านั้น!!!

หน้า 8

 

กลับหน้าแรก