การตีความ "ทักษิโณมิก"ของนักเศรษฐศาสตร์ไทย

บทความพิเศษ   แก้วสรร อติโพธิ  มติชนสุดสัปดาห์ หน้า 34  วันที่ 12 ธันวาคม พ.ศ. 2546 ปีที่ 24 ฉบับที่ 1217

นับแต่เกิดวิกฤตเศรษฐกิจในบ้านเราเป็นต้นมา คนธรรมดาสามัญอย่างผมก็ไม่เคยเชื่อมั่นตัวเลขจีดีพี หรือแนวทางพัฒนาเศรษฐกิจที่ขาดคำอธิบาย หรือคำรับรองลอยๆ ของนักเศรษฐศาสตร์ไทยหน้าไหนอีกต่อไป

บทความต่อไปนี้เป็นการตีความ "ทักษิโณมิก" โดยนักเศรษฐศาสตร์ไทย ที่น่าสนใจยิ่ง ปรากฏตัวครั้งแรกในบทวิเคราะห์ภาคภาษาอังกฤษ ของท่าน ดร.ชวนชัย อัชนันท์ อดีตที่ปรึกษารัฐบาลท่านนายกฯ ชาติชาย ชุณหะวัณ และอาจารย์ประจำคณะเศรษฐศาสตร์ จุฬาลงกรณ์มหาวิทยาลัย ตีพิมพ์ในหนังสือพิมพ์บางกอกโพสต์ ฉบับวันที่ 26 พฤศจิกายน 2546 นี้นี่เอง

ความรู้สึกแรกของผมหลังจากที่ได้อ่านบทความนี้ก็คือ "ตายล่ะวา..มันเป็นอย่างนี้จริงๆ หรือ ?"

อย่างไรก็ตาม เนื่องจากท่านผู้เขียนชี้แจงว่าท่านเขียนเป็นไทย สื่อถึงคนไทยทุกวันนี้ไม่ถนัดเท่าใดนัก ผมจึงตัดสินใจขออนุญาตท่านถอดความเป็นไทย นำมาเผยแพร่ในหนังสือพิมพ์ไทย ด้วยตัวเองจนได้ จะถูกผิดคลาดเคลื่อนอย่างไรก็ให้เป็นความรับผิดชอบของผมเอง

หวังเป็นอย่างยิ่งว่าบทถอดความนี้จะช่วยเป็น "ตัวตั้ง" ให้ผู้รู้ได้กระตือรือร้น ช่วยกันวิพากษ์วิจารณ์เสริมต่อหรือท้วงติงให้เป็นคุณทางความคิดแก่บ้านเมืองตามสมควรต่อไป ดังที่ผมจะขอถอดความนำเสนอโดยลำดับดังนี้

- - - - - - - - - - - - - - - - -

ทักษิโณมิก : การปรับแต่งของเก่ามาแสดงในแกลลอรี่ใหม่

 

 

คำว่า "คิดใหม่ ทำใหม่" นั้น แม้จะฟังดึงดูดใจสักเพียงใด ก็ยังเป็นเพียงคำขวัญที่แปรให้เป็นความจริงทางเศรษฐกิจไปไม่ได้

โดย ชวนชัย อัชนันท์

แก้วสรร อติโพธิ ถอดความ

ข้อถกเถียงไต่ถามถึงมาตรการทางเศรษฐกิจนานาประการของรัฐบาลท่านนายกฯ ทักษิณ ในทุกวันนี้ดูจะเป็นเรื่องซับซ้อนพิสดารขึ้นทุกวัน เหตุทั้งนี้ทั้งนั้นก็เป็นเพราะเราท่านทั้งหลายได้หลงลืม ที่จะสังเคราะห์ให้ลึกซึ้งไปถึงทฤษฎีเศรษฐกิจ ที่สะท้อนอยู่ในความคิดของท่านนายกฯ เป็นสำคัญ

สำหรับคนธรรมดาสามัญนั้น งานสังเคราะห์ความคิดจากโจทย์ของจริงเช่นนี้นับเป็นเรื่องที่ยากและเข้าใจกันได้ แต่ที่น่าแปลกใจก็คือ ทำไมจึงเป็นเรื่องยากสำหรับวิชาการทางเศรษฐศาสตร์ไปด้วย

นักวิจารณ์ขาประจำทุกวันนี้พากันมุ่งวิพากษ์ไปที่ "ความสุ่มเสี่ยง" ในมาตรการนานาประการของพรรคไทยรักไทยเป็นสำคัญ ไม่ว่าจะเป็นโครงการสามสิบบาทรักษาทุกโรค, โครงการพักหนี้เกษตรกร, โครงการกองทุนหมู่บ้านฯ ทุกโครงการล้วนแต่ถูกทุ่มเทวิพากษ์วิจารณ์เป็นเวลากว่าสองปี ไปที่ความสุ่มเสี่ยงของโครงการทั้งหลายทั้งสิ้น

เพื่อให้ขาประจำเหล่านี้สับสนหนักขึ้น ท่านนายกฯ ก็ยิ่งริเริ่มโครงการใหม่ๆ ให้มากขึ้นไปอีก ทำให้งานวิเคราะห์วิจารณ์มาตรการของรัฐบาลกลายเป็นงานที่ดูใหญ่มหึมา หนักหนาเป็นยิ่งนัก จนแม้กระทั่งฝ่ายค้านทุกวันนี้ก็ดูเหมือนจะหมดแรงและยอมจำนนในการยึดครองเกมของรัฐบาลไปเสียแล้ว

อันที่จริงแล้ว "เศรษฐกิจทักษิณ" นั้นหาได้มีอยู่จริงในโลกนี้แต่อย่างใดเลย ท่านนายกฯ เองก็หาใช่อัจฉริยะทางเศรษฐศาสตร์ไม่ ท่านเพียงแต่หยิบยืมแนวคิดมาจาก อดีตประธานาธิบดี Franklin D.Roosevelt ของสหรัฐอเมริกาเท่านั้นเอง

คงจะจำกันได้ว่า ในช่วงเศรษฐกิจอเมริกันได้ตกต่ำอย่างหนักเมื่อปี ค.ศ.1924 จนส่งผลเกิดเป็นความตกต่ำไปทั่วโลกนั้น ประธานาธิบดี Roosvelt ท่านก็ได้ผลักดันให้เกิดการจ้างงานไปทั่วประเทศด้วยมาตรการต่างๆ ตามโครงการ New Deal (คิดใหม่ ทำใหม่ ?) โดยมุ่งหวังว่าจะส่งผลฟื้นฟูเศรษฐกิจของประเทศขึ้นมาให้จงได้

ซึ่งต่อมาภายหลังแนวความคิดนี้ก็ได้ตกผลึกเป็นทฤษฎีของ John Maynard Keynes ในหนังสือชื่อ "The General Theory of Employment, Interest and Money" เมื่อปี ค.ศ.1936 ในที่สุด

หลายปีนับแต่นั้นเป็นต้นมา รัฐบาลหลายประเทศในโลก ต่างก็ถือเอาแนวทางนี้เป็นเยี่ยงอย่าง พากันกำหนดนโยบายทางการเงินการคลังมุ่งนำพาเศรษฐกิจประเทศของตนให้พ้นจากความตกต่ำทางเศรษฐกิจ กันอย่างกระตือรือร้นแทบทุกครั้งไป

จนในต้นปี ค.ศ.1990 แนวทางกู้เศรษฐกิจเช่นนี้ก็ได้พบกับขีดจำกัดของความเป็นจริง เมื่อได้นำพารัฐบาลทั้งหลาย เข้าสู่ภาวะหนี้สินอันหนักหน่วง เช่น กรณีของเศรษฐกิจญี่ปุ่นที่ต้องโงหัวไม่ขึ้นมากว่าสิบปี เหตุเพราะรัฐบาลหมดปัญญาที่จะอัดฉีดเศรษฐกิจอีกต่อไปแล้วนั่นเอง

ความจริงของข้อจำกัดดังกล่าวนี้ได้ถูกชี้บ่งไว้แล้วในปี ค.ศ.1939 เมื่อ Paul Anthony Samuelson นักเศรษฐศาสตร์ รางวัลโนเบลคนแรกของโลก ได้ชี้บ่งไว้ในบทความทางวิชาการของเขาว่า ลำพังแต่ "ตัวคูณ" นั้นไม่อาจเป็นตัวกำหนดความเติบโตของเศรษฐกิจได้เลย Samuelson ได้อ้างอิงถึงแนวคิดของ Alvin Hansen ว่ากุญแจของการฟื้นฟูเศรษฐกิจจะต้องอยู่ที่การผนึกกำลังทั้งของ "ตัวคูณ" และ "ตัวเร่ง" เข้าด้วยกันให้จงได้เป็นสำคัญ

"ตัวคูณ" ที่ว่านี้ในทางเศรษฐศาสตร์ก็หมายถึงมาตรการที่เน้นไปยังการบริโภคจับจ่ายใช้สอยของชาวบ้านนั่นเอง

ส่วน "ตัวเร่ง" ก็หมายถึงการเน้นไปยังการลงทุนใหม่ๆ ของภาคเอกชน ถ้าทั้งสองตัวนี้เดินไปด้วยกันได้เมื่อใด Samuelson ก็สามารถพิสูจน์ให้เห็นได้ด้วยตารางและแบบการคำนวณเพียงสองชุดเท่านั้นว่า จะเกิดความจำเริญทางเศรษฐกิจได้ยิ่งกว่าการพึ่งพาการบริโภคของผู้คนแต่เพียงอย่างเดียวเท่านั้น

แนวคิดทางเศรษฐศาสตร์เหล่านี้มาเกี่ยวโยงกับ "ทักษิโณมิก" ที่ตรงไหน ? ปัญหานี้ก็หาได้ยากต่อการสืบสาวแต่อย่างใดไม่

ในเบื้องแรกก็เป็นที่เข้าใจได้ว่า ท่านนายกฯ ได้วางแผนจะกระตุ้นเศรษฐกิจด้วยมาตรการทางด้านการบริโภคก่อน จากนั้นก็คิดไว้ว่าจะกระตุ้นการลงทุนของภาคเอกชนซ้ำลงไปอีกระลอกหนึ่ง

การกระตุ้นซึ่งการบริโภคของผู้คนนั้น ก็เป็นที่เข้าใจได้ดีอีกเช่นกันว่า เงินก้อนเดียวกันนั้นถ้าให้เลือกว่าจะให้แก่คนจนหรือคนรวยแล้ว คนจนน่าจะนำไปจับจ่ายใช้สอยเป็นคุณแก่เศรษฐกิจได้ดีกว่าคนรวย ตรงจุดนี้นี่เองคือที่มาของโครงการอัดฉีดเงินไปสู่ "รากหญ้า" ทั้งหลาย

โครงการเหล่านี้นอกจากจะกำหนดโดยแนวคิดทางเศรษฐกิจแล้ว ในทางการเมืองก็ยังให้ประโยชน์เกิดเป็นความนิยมได้มากมายยิ่ง รัฐบาลสามารถยืดได้เต็มภาคภูมิว่าได้ให้ความสำคัญสูงสุดแก่คนยากคนจน

ฝ่ายค้านหรือเอ็นจีโอโผล่มาวิพากษ์เมื่อใด ก็ต้องงันไปทั้งสิ้นเมื่อถูกถามว่าเคยเห็นรัฐบาลไหนรักคนยากจนเช่นนี้บ้างไหม ?

ยกที่หนึ่ง...ยกนี้เป็นของพรรคไทยรักไทย

ครั้นเมื่อหันมากระตุ้นการลงทุนในยกที่สอง รัฐบาลก็ต้องพบกับปัญหาหนักอกยิ่งนัก "ตัวเร่ง" เศรษฐกิจตัวนี้ไม่ทำงานมาหลายปีแล้ว เพราะไม่มีการลงทุนใหม่ๆ ปรากฏขึ้นเลย ดังสำนักงานเศรษฐกิจอุตสาหกรรมเอง ก็ได้รายงานไว้ว่า ทุกวันนี้ภาคอุตสาหกรรมยังทำงานได้ไม่เต็มศักยภาพที่มี คือทำได้เพียงร้อยละหกสิบเท่านั้น

สาเหตุสำคัญของการนี้ ก็อยู่ที่ความจมปลักของภาคอุตสาหกรรมในปัญหาหนี้สินจากวิกฤตเศรษฐกิจนั่นเอง และตลอดเวลาที่ผ่านมา ก็ยังไม่สามารถปลดเปลื้องกิจการเหล่านี้ ให้หลุดพ้นจากกระบวนการล้มละลาย หรือฟื้นฟูกิจการได้เช่นที่ควรเลย นี่คือปัญหาที่ยังคาราคาซังอยู่ในทุกตารางนิ้วของภาคอุตสาหกรรมไทยทั้งประเทศ

ทางตันเช่นนี้นี่เองที่ทำให้ธนาคารพาณิชย์ทั้งหลายถูกกฎหมายบุริมสิทธิ์ของไทย ห้ามโดยปริยายมิให้ปล่อยสินเชื่อก้อนใหม่แก่ผู้ประกอบการ เว้นเสียแต่ว่าจะยอมสูญหนี้เป็นรอบที่สองเท่านั้น คู่ค้ารายใหญ่และธนาคารพาณิชย์จึงถูกตัดขาดจากกันจนทุกวันนี้ ดอกเบี้ยเงินฝากจึงต่ำลง ต่ำลง จนติดดิน ท่ามกลางสภาพคล่องที่ล้นเหลือของธนาคาร

จุดนี้อีกเช่นกันที่เป็นคำอธิบายว่าเหตุใด รัฐบาลจึงหันไปทุ่มเทส่งเสริมวิสาหกิจขนาดกลางและขนาดย่อม ราวกับว่าเป็นแชมเปี้ยนที่กู้ชาติได้ ทั้งๆ ที่ผลผลิตโดยรวมของบริษัทเหล่านี้มีเพียงไม่เกินร้อยละสิบของมวลรวมเท่านั้น จึงไม่อาจยังผลกระตุ้นความเจริญโดยรวมอย่างมีนัยสำคัญได้

จุดอับเช่นนี้นี่เองที่เป็นกำเนิดของบรรดาโครงการ "เอื้ออาทร" ทั้งหลาย ทั้งบ้านเอื้ออาทร และแท็กซี่เอื้ออาทร ซึ่งล้วนแต่โชคไม่ดีที่บรรดาธนาคารพาณิชย์ทั้งหลาย ไม่ยอมเข้าร่วมรับความเสี่ยงนี้ จนภาระต้องตกแก่ธนาคารขาประจำคือธนาคารกรุงไทย ทำให้โครงการไม่ไหลลื่นไปได้ดังหวัง

ยกที่สอง....ทั้งนักวิพากษ์ขาประจำและพรรคไทยรักไทย ได้คะแนนเสมอกัน

ในโลกความเป็นจริงนั้น การกระตุ้นการบริโภคเพื่อกระตุ้นเศรษฐกิจย่อมมีขีดจำกัดอยู่อย่างแน่นอน ซึ่งท่านนายกฯ ก็ดูจะตระหนักในข้อนี้ดี แม้ท่านจะพยากรณ์ไว้อย่างทระนงองอาจว่าเศรษฐกิจไทยจะโตร้อยละ 6 ในปีนี้, ร้อยละ 8 ในปีหน้า และร้อยละ 10 ในปีถัดไปก็ตาม แต่ท่านก็หลีกเลี่ยงไม่พูดถึงสิ่งที่ยากลำบากคือการกระตุ้นการลงทุนของภาคเอกชนเลย กุญแจที่ทำให้ท่านกล้าพยากรณ์เช่นนั้น แท้ที่จริงก็คือการลงทุนของภาครัฐนั่นเอง

ด้วยเหตุดังกล่าว ในระยะหลังนี้ เราท่านทั้งหลายถึงได้เริ่มคุ้นเคยกับคำประกาศของรัฐบาลที่ว่า ประเทศชาติจะเจริญได้ก็ด้วยการทุ่มเทพัฒนาโครงสร้างพื้นฐานทั้งหลายให้ดียิ่งขึ้นไปอีก โดยในสี่ปีข้างหน้ารัฐบาลจะอัดฉีดเงินลงทุนในโครงการเหล่านี้รวมแล้วกว่าสี่แสนล้านบาท เมื่อได้ยินคำประกาศนี้ บรรดานักวิจารณ์ขาประจำทั้งหลายต่างก็พร่ำวิจารณ์กันในระยะยาวว่า เศรษฐกิจของชาติจะไปได้อย่างไรในเมื่อมีแต่รัฐเข้ามาเป็นนักลงทุนอย่างนี้ การลงทุนใหม่ๆ ของภาคเอกชนทั้งไทยและเทศอยู่ที่ไหน ใจคอจะไม่ให้มีที่ยืนเลยหรืออย่างไร

คำถามเหล่านี้แม้รัฐบาลจะคิดตามและเริ่มรู้สึกสนุก ว่ากำลังถูกอำเข้าแล้วก็ตาม แต่เมื่อเป็นที่ชัดเจนแล้วว่า จีดีพีในปีนี้น่าจะโตได้จริงถึงร้อยละหกอย่างแน่นอน กรณีก็น่าจะยุติเป็นชัยชนะได้แล้ว ปีหน้า หรือปีโน้นจะโตได้ดังเป้าหรือไม่ ก็ยังไม่น่าจะวิเคราะห์วิจารณ์กันไปให้เกินกว่าเหตุ เพราะยังมีความไม่แน่นอนอยู่อีกหลายปัจจัย ปีนี้ได้ตามที่คาดไว้ก็น่าจะถือเป็นความสำเร็จแล้ว

จึงควรเชื่อกันได้แล้วว่าอนาคตนั้นต้องสุกใสอีกต่อไปแน่ๆ

ยกที่สาม...คะแนนกลับมาเป็นของพรรคไทยรักไทย

มาถึงสิ้นยกนี้ ถ้าจะมองกันตามจริงแล้ว การที่ท่านนักวิจารณ์คนสำคัญทั้งหลายเริ่มเงียบเสียงลงไปบ้างนั้น แท้ที่จริงก็หาได้เป็นเพราะถูกรัฐบาลปิดปากแต่อย่างใดไม่ หากแต่เป็นเพราะความเหนื่อยอ่อนที่จะต้องพร่ำวิพากษ์วิจารณ์ มาตรการกระตุ้นเศรษฐกิจด้วยการลงทุนของรัฐบาลอย่างจำเจซ้ำซากนั่นเอง ตัวท่านนายกฯ เองนั้นท่านก็ยึดอยู่กับเทคนิคที่ใช้ความเสี่ยงสูงเพื่อได้ผลลัพธ์สูงจากการเน้นที่การบริโภคของผู้คนในบ้านเมืองมาตลอด ลึกๆ แล้วท่านก็ต้องหวังและมองหาสัญญาณที่ดี มีชีวิตชีวาจากภาคเอกชนอยู่ตลอดเวลาเช่นกัน

เป็นไปได้ว่า ตัวท่านเองอาจเชื่อว่า เมื่อเศรษฐกิจไทยขยายตัวมาถึงระดับหนึ่งแล้ว การลงทุนจากภาคเอกชนทั้งไทยและเทศ ก็น่าที่จะฟื้นคืนมาช่วยชาติได้ ซึ่งความโหยหาจากส่วนลึกเช่นนี้ พิเคราะห์แล้วก็นับว่าเปราะบางมาก เนื่องจากเป็นความหวังที่ไม่มีทางจะเป็นจริงขึ้นมาได้โดยฝีมือของภาครัฐแต่เพียงลำพังเลย

ทุกวันนี้ยังมิได้มีเหตุผลใดมาสนับสนุนให้สรุปกันได้เลยว่า ลำพังแต่การเติบโตของจีดีพี จะยังผลกระตุ้นให้เอกชนลงทุนได้ ความเติบโตเช่นที่ป่าวประกาศกันอยู่จึงเป็นเพียงหน้าฉากของเศรษฐกิจไทย ที่ยังต้องตกอยู่ในความอับจนสิ้นหนทางอยู่ตราบจนทุกวันนี้ เท่านั้น

ท้ายนี้หากจะหันไปพิจารณาถึงคำประกาศของรัฐบาลที่ว่า จะขจัดความยากจนภายในหกปีดูบ้าง ก็จะพบได้ว่าแม้ประเทศนี้จะได้พยายามขจัดความยากจน มาเป็นเวลากว่าสี่สิบปี และได้ผลมาในระดับหนึ่งแล้วก็ตาม แต่ความสำเร็จโดยสิ้นเชิงนั้นก็น่าจะมีได้แต่ในโลกแห่งความฝันเท่านั้น จนแม้แต่ในประเทศที่พัฒนาแล้วก็ยังต้องมีคนจนอยู่จำนวนหนึ่งเสมอ

คำกล่าวที่ว่า "สิ่งที่เกินจริงย่อมอยู่ได้ไม่นาน" คงจะได้พิสูจน์ตัวตนที่เย็นชาอีกครั้งหนึ่ง ในอีกไม่ช้าไม่นานเท่าใดนัก

หากคำประกาศซึ่งความรุ่งเรืองของบ้านเมืองของพรรคไทยรักไทย มาถึงจุดอับจนจนไม่อาจทำให้เห็นเป็นจริงได้ต่อไปอีกเมื่อใด เศรษฐกิจไทยก็คงจะต้องดำดิ่งลงไปสู่ความมืดมิดที่มืดดำยิ่งกว่าวิกฤตเศรษฐกิจคราวที่แล้วเป็นแน่แท้

นี่คือปาฏิหาริย์ที่คนไทยต้องเฝ้ารอ.... รอด้วยแข้งขาที่สั่นระริกอยู่ทุกเมื่อเชื่อวันหรืออย่างไร ?

คําทำนาย : ยกสุดท้าย...

นักวิพากษ์ขาประจำจะชนะน็อกเอาต์ไทยรักไทย

 

หน้า 34

 

กลับหน้าแรก