ยุทธศาสตร์ล่าสุด "ตีทะเบียนคนจน" "วางมัดจำ"เลือกตั้ง ก.พ.48

บทความพิเศษ  มติชนสุดสัปดาห์  วันที่ 12 ธันวาคม พ.ศ. 2546 ปีที่ 24 ฉบับที่ 1217

แม้ว่า พ.ต.ท.ทักษิณ ชินวัตร นายกรัฐมนตรี จะยืนยันการประกาศนโยบายขจัดปัญหาความยากจนให้หมดไป จากประเทศไทยภายใน 6 ปี ว่าไม่ใช่เพียง "ลมปาก" ที่พูดเพื่อต้องการหาเสียงกลับมาเป็นรัฐบาล และตัวเองจะได้เป็นนายกรัฐมนตรีสมัยที่ 2

แต่เป็นการพูดด้วยสมองและหัวใจที่ต้องการฉุดดึงคนไทยทั้งประเทศให้พ้นจากความยากจน

อย่างที่ อับราฮัม ลินคอล์น กล่าวไว้ภายหลังการเลิกทาสให้ชาวอเมริกาว่า

"ถ้าเราปีนบันไดขึ้นไปถึงยอดเขา เราต้องไม่เก็บบันไดหนี ตรงกันข้าม เราต้องเอื้อมมือไปประคองคนที่อยู่ข้างหลังให้ขึ้นมาพ้นจากขอบเหวด้วย"

หรือกระทั่งการอ้างหลักธรรมคำกล่าวของท่านอาจารย์พุทธทาสภิกขุ

"เพื่อนมนุษย์ทั้งหมดคือเพื่อนร่วมการเกิด แก่ เจ็บ ตาย ดังนั้น ต้องมีความเมตตาธรรม และรักเพื่อนร่วมเกิด แก่ เจ็บ ตาย"

แต่ถึงกระนั้นในสายตาของนักวิชาการส่วนหนึ่ง ที่ พ.ต.ท.ทักษิณ ยกย่องเป็น "ขาประจำ" และฝ่ายค้านนำโดยพรรคประชาธิปัตย์ ก็ยังดูแคลนว่ารัฐบาลกำลังทำในสิ่งที่แทบจะเป็นไปไม่ได้

แท้จริงแล้วน่าจะเป็นเพียงหาเสียงในลักษณะการโฆษณาชวนเชื่อ และเคลือบแฝงด้วยเจตนาหวังกอบโกยผลประโยชน์ในทางการเมือง โดยใช้ "คนจน" เป็นเครื่องมือปูทางสืบทอดอำนาจการบริหารประเทศ

เหตุผลคือปี 2547 คือปีสุดท้ายตามวาระ 4 ปีในการบริหารประเทศของรัฐบาล เป็นปีแห่งการชี้เป็นชี้ตายก่อนการเลือกตั้งจะมาถึงประมาณเดือนกุมภาพันธ์ 2548

นโยบายการแก้ปัญหาสังคมและความยากจนเชิงบูรณาการนี้ จึงถูกกำหนดให้เป็นยุทธศาสตร์สำคัญ ที่รัฐบาลพรรคไทยรักไทยจะนำมาใช้สัประยุทธ์ในสนามเลือกตั้งเพื่อกรุยทางไปสู่ชัยชนะ

และนำไปสู่เป้าหมายการขจัดปัญหาความยากจนให้หมดไปภายใน 6 ปี

นโยบายดังกล่าวเริ่มต้นด้วยการจัดตั้งศูนย์ปฏิบัติการต่อสู้เพื่อเอาชนะความยากจน หรือ ศตจ. มี พล.อ.ชวลิต ยงใจยุทธ รองนายกรัฐมนตรี เป็นประธาน ก่อนจะแตกแขนงไปเป็น ศตจ.กรมการปกครอง และ ศตจ.ระดับจังหวัดและอำเภอ

พร้อมตีกรอบครอบคลุมปัญหา 7 ประการ ตามลำดับ

1.ปัญหาที่ดินทำกิน 
2.ปัญหาคนเร่ร่อน 
3.ปัญหาผู้ประกอบอาชีพผิดกฎหมาย 
4.ปัญหากลุ่มนักเรียนนักศึกษาที่ประกอบอาชีพไม่เหมาะสม 
5.ปัญหากลุ่มคนที่ถูกหลอกลวง 
6.ปัญหาหนี้สินภาคประชาชน 
และ 7.ปัญหาที่อยู่อาศัยของคนจน

จากนั้นจึงมาถึงขั้นตอนการ "จดทะเบียนคนจน"

สำหรับแบบฟอร์มการลงทะเบียน หรือ สย.1-สย.7 ซึ่งตัวย่อ สย. นี้มาจากคำเต็มคือ "การแก้ปัญหาสังคม และความยากจนเชิงบูรณาการ" แบบฟอร์มนี้ผู้มาลงทะเบียนจะต้องกรอกข้อมูลรายละเอียด ที่ลงลึกลงไปในปัญหา แต่ละด้านของตัวเองตามความเป็นจริง เพราะหากแจ้งข้อมูลเท็จ อาจเป็นผลกระทบทำให้ผู้ยื่นคำร้อง ถูกตัดสิทธิในการพิจารณา ให้ความช่วยเหลือ

เบื้องต้นรัฐบาลกำหนดเขตพื้นที่นำร่อง 8 จังหวัด คือ เชียงใหม่ พิษณุโลก สงขลา สุราษฎร์ธานี นครราชสีมา อุดรธานี นครปฐม ชลบุรี

เนื่องจาก 8 จังหวัดดังกล่าวมีประชากรรวมกันมากถึงร้อยละ 20 ของประเทศ โดยเปิดให้มีการลงทะเบียนไปเมื่อวันที่ 6 ธันวาคมที่ผ่านมา และจะหมดเขตสิ้นสุดวันที่ 28 กุมภาพันธ์ 2547

สำหรับ 56 จังหวัดที่เหลือ กำหนดให้เปิดลงทะเบียนตั้งแต่วันที่ 5 มกราคม 2547 ไปจนถึงวันที่ 31 มีนาคม ในปีเดียวกัน จากนั้นในช่วงระหว่างวันที่ 1 เมษายน ถึงวันที่ 30 มิถุนายน เป็นช่วงการวิเคราะห์ข้อมูลปัญหาที่รวบรวมมาได้ เพื่อกำหนดเป็นมาตรการช่วยเหลือ

ก่อนจะเริ่มเดินเครื่องแก้ปัญหาตั้งแต่วันที่ 1 กรกฎาคม เป็นต้นไป

ทั้งนี้ ในส่วนของ 8 จังหวัดนำร่อง เพียงแค่ 3 วันหลังการเปิดลงทะเบียน กรมการปกครองรายงานผลต่อคณะรัฐมนตรี เมื่อวันที่ 9 ธันวาคมที่ผ่านมาว่า มีผู้มาลงทะเบียนแล้วทั้งสิ้น 85,698 คน จำนวน 129,415 ปัญหา

มากที่สุดคือปัญหาที่ดินทำกิน 50,701 ราย ปัญหาหนี้สิน 47,721 ราย ปัญหาที่อยู่อาศัย 28,580 ราย ปัญหาการถูกหลอกลวง 1,515 ราย ส่วนปัญหาที่เหลือมีจำนวนแค่หลักพัน ลดหลั่นลงไปจนถึงหลักร้อย หลักสิบ

ทั้งยังมีปัญหาอื่นๆ ที่ไม่อยู่ในปัญหา 7 ประการข้างต้นอีก 6,096 ราย

ถึงวันนี้จะยังเป็นแค่โครงการนำร่อง แต่ก็ถือว่ารัฐบาล พ.ต.ท.ทักษิณได้เริ่มนับหนึ่งในการแก้ปัญหาสังคม และความยากจนไปแล้ว โดยมีระยะเวลาสิ้นสุดโครงการในอีก 6 ปีข้างหน้า

ซึ่งการตั้งเป้าหมายเช่นนี้ถูกมองว่าเป็นเสมือน "ดาบสองคม"

ด้านหนึ่ง อาจจะเป็นผลดีเนื่องจากมีการกำหนดจุดมุ่งหมายชัดเจน เป็นแรงผลักดันให้รัฐบาล และข้าราชการที่เกี่ยวข้อง ต้องขับเคลื่อนแก้ปัญหาไปด้วยกัน เพื่อให้บรรลุผลตามที่นายกรัฐมนตรีซีอีโอลั่นปากเอาไว้

ด้านหนึ่ง อาจจะเป็นผลร้าย หากว่ารัฐบาลไม่สามารถทำได้ตามระยะเวลาที่กำหนด ก็จะทำให้ตัวเองหมดความน่าเชื่อถือ เหมือนอย่างที่เคยเกิดขึ้นในกรณีการแก้ไขปัญหาจราจรภายใน 6 เดือนซึ่งหลายคนยังไม่ลืม

อย่างไรก็ตาม แม้จะถูกมองว่าเป็นหนึ่งในหลายๆ นโยบาย "ประชานิยม" ของรัฐบาลชุดนี้ แต่ก็ต้องยอมรับว่าเนื้อแท้ของปัญหาสังคม และความยากจนเป็นสิ่งที่ต้องริเริ่มและเร่งเยียวยาแก้ไข

แต่ปัญหาคือในทางปฏิบัติ รัฐบาลจะทำอย่างไรให้นโยบาย หรือมาตรการทุกอย่างดำเนินไปด้วยความโปร่งใส และเที่ยงธรรม ไม่เอื้อประโยชน์แต่เฉพาะพวกพ้อง หรือปล่อยให้ผู้มีอิทธิผลแอบอ้างสวมสิทธิคนจนเพื่อเข้ามากอบโกยผลประโยชน์

ทำอย่างไรถึงจะได้ข้อมูลปัญหาที่เป็นข้อเท็จจริง เพื่อใช้เป็นฐานในการกำหนดความช่วยเหลือ ให้ตกไปถึงมือคนจนตัวจริงอย่างเต็มเม็ดเต็มหน่วย ไม่ต้องเสียเบี้ยบ้ายรายทางให้กับข้าราชการ ที่ทำตัวเป็นนายหน้าค้าความจนทั้งหลาย

อย่าว่าแต่รัฐบาลกำลังถูกจับตาอย่างเข้มงวดว่ากำลังใช้คนจนซึ่งเป็นคนส่วนใหญ่ของประเทศ เป็นเงื่อนไขในการสืบทอดอำนาจต่อไปหรือไม่

ปัญหาสารพัดของชนชั้นระดับรากหญ้าที่ถูกระบุไว้ในแบบฟอร์ม สย.1-7 ชนิดลงลึกไปในรายละเอียดของแต่ละบุคคล คือข้อได้เปรียบอย่างสูงของรัฐบาลที่สามารถเกาะกุมข้อมูลนี้ไว้ในมือ

รัฐบาลสามารถนำข้อมูลเหล่านี้ไปใช้ประโยชน์ในทางการเมือง ทำให้การวางแผนหาเสียง สามารถเจาะลึกลงไปถึงกลุ่มเป้าหมายแต่ละกลุ่ม ในแต่ละพื้นที่ได้มากยิ่งขึ้น

การกำหนดนโยบายและมาตรการช่วยเหลือคนจนในช่วงระยะเวลาปีสุดท้ายของรัฐบาล และการประกาศหลักประกันความสำเร็จล่วงหน้าถึง 6 ปี

ยังเป็นเสมือนการ "วางมัดจำ"

สร้างเงื่อนไขให้ประชาชนที่ขึ้นทะเบียนเป็นคนจนที่คาดว่าจะมีจำนวนหลายล้านคน ต้องลงคะแนนเลือกรัฐบาลกลับเข้ามาเป็นรัฐบาลอีกสมัย เพื่อเข้ามาต่อแขนต่อขานโยบายช่วยเหลือที่เริ่มเอาไว้

อย่างไรก็ตาม ลักษณะนโยบายเหล่านี้ถือเป็นธรรมชาติของรัฐบาลในระบอบประชาธิปไตย ที่จำเป็นจะต้องดำเนินนโยบายเพื่อสร้างคะแนนนิยมทางการเมือง

แต่ที่สำคัญคือนโยบายที่ทำอยู่หรือที่กำลังจะทำ ต้องไม่เป็นไปในทำนองของการโฆษณาชวนเชื่อ สร้างความหวังลมๆ แล้งๆ ให้กับประชาชน

หากว่าการประกาศนโยบายขจัดปัญหาความยากจนให้หมดไปภายใน 6 ปี ออกมาจากสมองและหัวใจ ไม่ได้เป็นเพียงลมปากอย่างที่ พ.ต.ท.ทักษิณยืนยันไว้แต่ต้น

ก็ไม่ใช่เรื่องแปลกเลยถ้าจะได้รับความไว้วางใจให้กับเข้ามาบริหารประเทศอีกสมัย

อย่างที่นักวิชาการหนึ่งใน "ขาประจำ" อย่าง นายสมเกียรติ พงษ์ไพบูลย์ กล่าวไว้

"ถ้ารัฐบาลสามารถแก้ปัญหาคนจนให้หมดไปภายใน 6 ปีได้จริงอย่างที่พูด พ.ต.ท.ทักษิณจะไม่ใช่แค่ผู้นำแห่งเอเชีย แต่จะได้รับการยกย่องจากนานาชาติให้เป็นรัฐบุรุษของโลกเลยทีเดียว"

 

หน้า 11

 

กลับหน้าแรก