|
อุตสาหกรรม :
จุดเข้ารุกในข้อตกลง FTA
มองมุมใหม่ : วศินี คันฉ่อง กรุงเทพธุรกิจ วันที่ 12 ธันวาคม พ.ศ. 2546 การจัดตั้งเขตการค้าเสรี (Free Trade Agreement: FTA) มีทั้งกระทำในระดับทวิภาคี และพหุภาคี โดยการเปิดเสรีในรูปแบบ FTA จะเปิดเสรีในประเด็นหลักๆ 3 ประเด็น ได้แก่ การค้าสินค้า การค้าบริการ และการลงทุน แต่รายละเอียดในเงื่อนไขต่างๆ จะขึ้นอยู่กับข้อตกลงระหว่างประเทศคู่สัญญากัน การค้าระหว่างประเทศปัจจุบันนี้ การเปิดเสรีในรูปแบบ FTA ระดับทวิภาคีเป็นยุทธศาสตร์ใหม่ สำหรับรักษาระดับ หรือเพิ่มขีดความสามารถ ในการแข่งขันในตลาดโลก ประเทศเราจึงไม่อาจเมินเฉยหรือไม่ยอมรับในแนวทางของ FTA เพราะการกระทำเช่นนี้ เสมือนถูกกีดกันโดยนัย ทางการค้าระหว่างประเทศ เนื่องจากเงื่อนไขของการได้มา ซึ่งความได้เปรียบเสียเปรียบบนเวทีการค้าระหว่างประเทศ เปลี่ยนแปลงไปตามยุทธศาสตร์ทางการค้าที่เกิดขึ้น ในการประชุม APEC 2003 ครั้งนี้ เราได้เห็นความกระตือรือร้นและการให้ความสำคัญในประเด็น FTA ของประเทศไทย ซึ่งสังเกตง่ายๆ จากนายกฯ ทักษิณ ชินวัตร เปิดหารือทวิภาคีกับประเทศต่างๆ ได้แก่ นิวซีแลนด์ เม็กซิโก รัสเซีย แคนาดา ออสเตรเลีย จีน และอเมริกา ซึ่งเราก็ได้เห็นภาพประธานาธิบดีจอร์จ ดับเบิลยู บุช นั่งหารือ FTA กับนายกฯ เราอย่างใกล้ชิด อาจเป็นผลมาจากการประชุม APEC ครั้งนี้ ซึ่งนายกฯ ทักษิณ ชินวัตร เป็นประธานในการประชุมได้เปิดกว้าง ให้สามารถยืดหยุ่นหารือ ถึงประเด็นที่อาจจะส่งผลกระทบต่อการค้า ทำให้อเมริกาสามารถถือโอกาสนำนโยบาย ต่อต้านการก่อการร้าย เข้ามาเป็นส่วนหนึ่งในปฏิญญากรุงเทพฯ ส่งผลให้การประชุม APEC ถูกครหาว่า ไม่ทำตามธรรมเนียมปฏิบัติเดิม ที่จะทำการหารือกันสำหรับความร่วมมือกันทางเศรษฐกิจเท่านั้น หลังจบประชุม APEC มีการวิจารณ์จากฝ่ายต่างๆ อาทิ นักวิชาการ สื่อมวลชน ถึงจุดเสียเปรียบในการเจรจา FTA ของไทยอย่างกว้างขวาง เช่น เราจะมีพลังในการต่อรองน้อย อเมริกาต้องการลงทุนในภาคบริการ มากกว่าลงทุนในภาคเศรษฐกิจจริง เป็นต้น ถ้าเรามาพิจารณาด้านผลดี ภาคอุตสาหกรรมโดยรวมจะได้ประโยชน์มากที่สุด เพราะเราสามารถนำข้อตกลง FTA มาจูงใจให้บรรษัทข้ามชาติมาลงทุน โดยการที่บรรษัทข้ามชาติสามารถได้ประโยชน์จากการส่งออกสินค้า ในนามการผลิตในประเทศไทย ไปขายในประเทศที่ทำสัญญา FTA กับไทย ซึ่งสามารถเพิ่มกำไรจากการลดต้นทุน เนื่องจากข้อตกลง FTA ทำให้ไม่ต้องจ่ายภาษีนำเข้า หรือจ่ายในสัดส่วนที่น้อยลง อีกทั้งในการนำเข้าวัตถุดิบจะลดต้นทุน ที่เกิดจากภาษีนำเข้าของประเทศไทยได้เช่นกัน เมื่อพิจารณาด้านภูมิศาสตร์ เศรษฐกิจของประเทศเพื่อนบ้าน อาทิ ลาว กัมพูชา เวียดนาม ขยายตัวมากขึ้น ทำให้ความต้องการสินค้าเทคโนโลยี เช่น รถจักรยานยนต์ วิทยุ จะเพิ่มขึ้นตามไปด้วย ถ้าประเทศไทยมีข้อตกลง FTA ในการจูงใจการลงทุนแทนการเน้นจูงใจด้วยแรงงานราคาถูกแต่ทักษะต่ำ เราควรฉวยจังหวะนี้เร่งยกระดับพัฒนาทักษะแรงงาน โดยพัฒนาต่อเนื่องไปสู่การเพิ่มค่าแรงให้แรงงานมีความเป็นอยู่ดีขึ้นได้ และเป็นโอกาสในการเปลี่ยนรูปแบบการลงทุนจากการผลิตที่ใช้เทคโนโลยีต่ำมาเป็นเทคโนโลยีที่สูงขึ้น เพื่อให้สามารถผลิตสินค้าเทคโนโลยีสูง ทันต่อการรองรับการเติบโตของตลาดในประเทศเพื่อนบ้าน รวมไปถึงในการเปิดเสรีด้านการลงทุน เราอาจกำหนดเงื่อนไขหนึ่ง ที่ขอเป็นหุ้นส่วนด้านอิเล็กทรอนิกส์ และขอการสนับสนุนนวัตกรรมด้านวิทยาสาสตร์ และเทคโนโลยีระหว่างกัน ตามที่ระบุในเรื่องการขอความร่วมมือกัน ในปฏิญญากรุงเทพฯ อย่างไรก็ตามการที่ประเทศไทยจะได้ผลประโยชน์อย่างน่าพอใจจาก FTA นั้น รัฐบาลควรเปิดให้เราทั้งหมด ไม่ว่าจะเป็นส่วนราชการ เอกชน เกษตรกร นักอุตสาหกรรม ได้เข้ามาร่วมกันรวบรวมข้อมูลลงรายละเอียด และหารือวิเคราะห์ถึงข้อตกลงต่างๆ ในการเจรจาอย่างเท่าเทียมกันทุกฝ่าย อีกทั้งในการตัดสินใจของรัฐบาล ควรกระทำอย่างโปร่งใสเพื่อให้ทุกๆ ฝ่ายในประเทศมีความพร้อมในการปรับตัว และตั้งรับถึงความเปลี่ยนแปลงที่จะเกิดขึ้นในอนาคต
|
| กลับหน้าแรก |