แนวทางการดำเนินการ สำหรับเคเบิลทีวี ที่ไม่มีใบอนุญาต

รศ.สุธรรม อยู่ในธรรม คณะนิติศาสตร์ จุฬาลงกรณ์มหาวิทยาลัย  กรุงเทพธุรกิจ  วันที่ 12 ธันวาคม พ.ศ. 2546

คณะอนุกรรมการกำหนดหลักเกณฑ์ ว่าด้วยการทดลองเรียนรู้ เกี่ยวกับการดำเนินกิจการ เคเบิลทีวีและวิทยุชุมชน เพื่อถ่ายโอนภารกิจ ให้คณะกรรมการกระจายเสียง และกิจการโทรทัศน์แห่งชาติ ได้เสนอแนวทางแก้ปัญหาเคเบิลทีวีที่ไม่มีใบอนุญาต 3 แนวทาง คือ

ดำเนินการตามกฎหมายอย่างเคร่งครัด, การให้หน่วยที่ได้รับการยกเว้นไม่ต้องขออนุญาตดำเนินการและ การขอให้ใบอนุญาตร่วมกับผู้ได้รับอนุญาตเดิมในจังหวัดเดียวกัน

อย่างไรก็ตาม รศ.สุธรรม ได้เสนอทางออกที่ต่างออกไปโดยยึดตามรัฐธรรมนูญแห่งราชอาณาจักรไทย และทำหนังสือถึงประธานคณะอนุกรรมการฯ "กรุงเทพธุรกิจ" เห็นว่า เป็นข้อเสนอที่มีประโยชน์อย่างยิ่ง ต่อแนวทางการแก้ปัญหา จึงขอนำข้อเสนอดังกล่าวมานำเสนอ ดังนี้

รัฐธรรมนูญแห่งราชอาณาจักรไทย มาตรา 40 กำหนดให้มีการจัดตั้งองค์กรกำกับดูแลเป็นอิสระ เพื่อจัดสรรคลื่นความถี่วิทยุ และกำกับดูแลกิจการโทรคมนาคม วิทยุกระจายเสียง โดยหลังจากรัฐธรรมนูญได้ใช้บังคับแล้ว รัฐสภาก็ได้ตรากฎหมายพระราชบัญญัติองค์กรจัดสรรคลื่นความถี่ และกำกับกิจการวิทยุกระจายเสียง วิทยุโทรทัศน์ และกิจการโทรคมนาคม พ.ศ.2543 และพระราชบัญญัติการประกอบกิจการโทรคมนาคม พ.ศ.2544 ขึ้นเพื่อให้การเป็นไปตามบทบัญญัติในรัฐธรรมนูญ

แต่ปัจจุบัน การจัดตั้ง กสช. กทช. (องค์กรกำกับดูแล) ยังไม่แล้วเสร็จ องคาพยพ และอำนาจที่มีในกฎหมาย จึงยังไม่สามารถใช้ปฏิบัติได้ ตามวัตถุประสงค์แห่งกฎหมาย

ขณะเดียวกัน มาตรา 80 พระราชบัญญัติการประกอบการโทรคมนาคม พ.ศ.2544 ได้กำหนดว่าในช่วงเวลาระหว่างกาล ห้ามมิให้อนุญาตให้มีผู้รับบริการรายใหม่ จนกว่าจะได้จัดตั้งองค์กรกำกับดูแลคือ คณะกรรมการกิจการวิทยุกระจายเสียง และกิจการวิทยุโทรทัศน์แห่งชาติ (กสช.) และคณะกรรมการกิจการโทรคมนาคมแห่งชาติ (กทช.) แล้วเสร็จ ในขณะที่ปัจจุบันมีผู้ให้บริการที่ได้รับอนุญาตอยู่แล้ว ก่อนวันที่กฎหมายมีผลบังคับใช้ ผู้ให้บริการเหล่านั้น จึงไม่สามารถขออนุญาตดำเนินการ ได้ถูกต้องตามกฎหมาย

รัฐธรรมนูญแห่งราชอาณาจักรไทย มาตรา 40 ก็ดี กฎหมายพระราชบัญญัติองค์กรจัดสรรคลื่นความถี่ และกำกับกิจการวิทยุกระจายเสียง วิทยุโทรทัศน์ และกิจการโทรคมนาคม พ.ศ.2543 ก็ดี และพระราชบัญญัติการประกอบกิจการโทรคมนาคม พ.ศ.2544 ก็ดี มีวัตถุประสงค์หลักเพื่อเปิดให้มีการแข่งขัน และลดการผูกขาดในการให้บริการสาธารณะ

โดยกำหนดมีองค์กรกำกับดูแลทำหน้าที่ตามกฎหมาย เพื่อเสริมสร้างการแข่งขัน พัฒนาอุตสาหกรรม และส่งเสริมผู้ประกอบการ และรักษาคุ้มครองผู้บริโภค การแข่งขันที่เหมาะสม ย่อมต้องมีการกำกับดูแลเนื่องจากโครงสร้างของระบบเครือข่ายจะเอนเอียงให้ผู้ประกอบการที่มีอำนาจเหนือตลาด ดังนั้นควรสนับสนุนผู้ประกอบการในปัจจุบัน โดยการพัฒนาส่งเสริมให้เขามีความสามารถในการแข่งขันในอนาคต โดยเฉพาะในช่วงระยะเวลาที่ไม่สามารถบังคับให้เป็นไปตามกฎหมายได้

อย่างไรก็ดี การประกอบกิจการเคเบิลทีวี และวิทยุชุมชนโดยมิได้รับอนุญาต ก็ยังเป็นการกระทำที่ผิดกฎหมายลายลักษณ์อักษร  รัฐบาลจึงควรมีมาตรการ ทั้งด้านการบังคับกฎหมาย (enforcement) ในขณะเดียวกันไม่ควรละเลยหน้าที่หลักในการพัฒนาส่งเสริมความสามารถในการแข่งขัน และส่งมอบงานดังกล่าวแก่องค์กรกำกับดูแลที่จะเกิดขึ้นในอนาคต

กรมประชาสัมพันธ์ โดยสถานีวิทยุโทรทัศน์แห่งประเทศไทย ช่อง 11 และ อ.ส.ม.ท. ซึ่งเป็นหน่วยงานของรัฐที่ได้รับการยกเว้นไม่ต้องขออนุญาตดำเนินการบริการ รับเป็นหน่วยงานหลักแล้วนำผู้ประกอบการเคเบิลทีวีทั้งประเภทที่มีใบอนุญาตและไม่มีใบอนุญาตเข้าร่วมเป็นเครือข่าย (Network) ตามความสมัครใจ ทั้งนี้กรมประชาสัมพันธ์จะเป็นผู้กำหนดหลักเกณฑ์ในการกำกับดูแลเนื้อหารายการ อัตราค่าสมาชิก ค่าธรรมเนียมการกำกับดูแล (Regulatory Fees) สมาชิกเครือข่ายของกรมประชาสัมพันธ์หรือ อ.ส.ม.ท. เพื่อให้เกิดความเป็นธรรมและไม่สร้างความเดือดร้อน ทั้งกับผู้ประกอบการที่มีใบอนุญาตแล้ว และที่ยังไม่มีใบอนุญาต

ภาครัฐมีกิจกรรมได้หลายกิจกรรม ซึ่งจะต้องกระทำกิจกรรมต่างๆ โดยสมดุล ส่วนหนึ่งก็คือการบังคับให้การเป็นไปตามกฎหมาย แต่ส่วนหนึ่งก็คือการลดความเสี่ยงจากการเลี่ยงกฎหมายเพราะความไม่สมดุลและไม่ยุติธรรม กรณีอาจเปรียบได้กับกรณีปัญหานักเรียนยกพวกตีกัน รัฐบาลในฐานะผู้บังคับใช้กฎหมาย มิควรใช้วิธีการลงโทษ จับ ปรับ เพราะเขาทำผิดกฎหมายบ้านเมืองแต่เพียงประการเดียวในการแก้ปัญหา

ตรงกันข้ามมาตรการที่สำคัญที่สุด คือ รัฐบาลต้องมีวิธีการด้านอื่นในการส่งเสริมให้นักเรียนดังกล่าวเป็นพลเมืองที่ดีของสังคมในอนาคต อบรมดูแล สั่งสอนและสร้างให้เป็นเงื่อนไขของการพัฒนาอย่างยั่งยืน ฉันใดก็ฉันนั้น ปัญหาเกี่ยวกับการจัดการกับกิจการเคเบิลทีวีและวิทยุชุมชนที่ผู้ประกอบการทำผิด เพราะรัฐบาลไม่สามารถออกใบอนุญาตให้เขาได้ รัฐบาลพึงตระหนักว่าการใช้บังคับกฎหมายอย่างเคร่งครัดคือการสร้างอำนาจผูกขาดที่กฎหมายเองต้องการลด

รัฐบาลจึงมิได้มีเพียงหน้าที่การจับกุม แต่ยังมีหน้าที่ส่งเสริมให้ผู้ประกอบการเหล่านั้นมีความสามารถแข่งขันได้ในเมื่อมีการเปิดตลาดเสรี ไม่ทำลายความสามารถในการแข่งขันในอนาคต เพราะผู้ประกอบการเหล่านั้นเองคือผู้รับประโยชน์อันสำคัญยิ่งจากการมีกฎหมายดังกล่าว

 

กลับหน้าแรก