|
มาตรฐานแรงงานสำนักนี้เพื่อใคร?
บัณฑิต แป้นวิเศษ ฝ่ายแรงงานหญิง มูลนิธิเพื่อนหญิง กรุงเทพธุรกิจ วันที่ 11 ธันวาคม 2546 การตั้งสำนักงานพัฒนามาตรฐานแรงงาน สิ่งที่ต้องขบคิด ทบทวน พิจารณาโดยเฉพาะ กระบวนการมีส่วนร่วมขององค์กรแรงงาน สหภาพแรงงาน นักวิชาการ และ NGO มีส่วนร่วมกำหนดสำนักงานแห่งนี้มากน้อยแค่ไหน ประเทศไทยเป็นประเทศหนึ่งที่ผลิตสินค้าเพื่อการส่งออก และถือเป็นแหล่งการลงทุนของบรรษัทข้ามชาติหลายแห่ง รวมทั้งบรรษัทข้ามชาติที่มิได้เข้ามาตั้งในประเทศไทยแต่เอาประเทศไทยเป็นแหล่งการผลิตสินค้าให้ เช่น บริษัทวอลท์ ดิสนีย์ , อาดิดาส - ซาโลมอน , แก็ป , ไนกี้ , รีบอค , โปโลลาฟ , ลีวายส์ เป็นต้น บริษัทเหล่านี้ส่วนมากจะผลิตสินค้าประเภทเสื้อผ้า เครื่องนุ่งห่ม รองเท้า ที่ต้องใช้แรงงานหญิงกว่า 90% ปัจจุบันยุทธศาสตร์การจ้างงานและการผลิตของกลุ่มทุนในชาติและต่างชาติได้หันมาใช้รูปแบบที่สลับซับซ้อน เช่น การจ้างงานแบบเหมาช่วงการผลิต , แบบเหมาค่าแรง , แบบเหมารายชิ้นแบบเหมาโดยผ่านนายหน้าหรือการจ้างงานชั่วคราวระยะสั้นและที่สำคัญคือ การเปิดกิจการแบบลอยตัวในพื้นที่เศรษฐกิจเขต 3 ที่มีค่าแรงต่ำ กฎหมายเข้าไม่ถึง การจัดตั้ง "สำนักพัฒนามาตรฐานแรงงาน" ภายใต้การดูแลของกระทรวงแรงงาน ที่มีแผนการทำงานระยะเวลา 5 ปี (2545 - 2549) มีงบประมาณเป็นจำนวนเงินถึง 301 ล้านบาท กรอบการดำเนินงานของสำนักงานแห่งนี้ ถือเป็นการเตรียมตัวเข้าสู่การแข่งขันในเวทีการค้าเสรี ซึ่งจะเริ่มอย่างจริงจังวันที่ 1 มกราคม 2548 นั้นได้ถูกกำหนดวิสัยทัศน์ว่า "จะเป็นองค์กรหลักในการกำหนดมาตรฐานแรงงาน และบริหารจัดการแรงงานอย่างมีประสิทธิภาพและประสิทธิผลเป็นที่ยอมรับในระดับสากล" จึงเป็นเรื่องที่แน่นอนว่า เงื่อนไขทางการค้าเสรีกับเรื่องมาตรฐานแรงงานและจรรยาบรรณทางการค้า จะเป็นสิ่งที่เกี่ยวข้องและถกเถียงกันในเวทีการค้าโลก โดยเฉพาะอุตสาหกรรมเสื้อผ้าและเครื่องนุ่งห่ม ที่มีองค์กรอุตสาหกรรมเครื่องนุ่งห่มเป็นกลจักรสำคัญในการผลักดันให้รัฐบาลและกระทรวงแรงงาน จัดตั้งสำนักงานพัฒนามาตรฐานแรงงาน ซึ่งมีกิจกรรมโครงการพัฒนามาตรฐานแรงงานเพื่อส่งเสริมการค้าเสรีเป็นตัวขับเคลื่อนภายใต้วัตถุประสงค์ "ที่ต้องสนับสนุนสถานประกอบกิจการจัดระบบการจัดการมาตรฐานแรงงานที่เป็นเงื่อนไขทางการค้า ให้ประสบความสำเร็จกระทั่งเป็นที่ยอมรับของทุกฝ่าย" ฉะนั้น ข้อสังเกตและคำถามที่มีต่อ สำนักงานพัฒนามาตรฐานแรงงานกระทรวงแรงงาน ว่า 1.กระบวนการเกิดสำนักงานพัฒนามาตรฐานแรงงานที่จะเป็นเครื่องมือ การต่อสู้ทางการค้าเสรี มีการรวบรวมเนื้อหาและกระบวนการ มีส่วนร่วมจากหน่วยงานรัฐอื่นๆ ที่เกี่ยวข้องจากนายจ้าง ลูกจ้าง นักวิชาการ องค์กรพัฒนาเอกชน มากน้อยเพียงใดก่อนมีการก่อตั้ง 2.วิสัยทัศน์และการกำหนดกิจกรรมมุ่งเพียงเพื่อยกระดับความรู้เรื่อง มาตรฐานแรงงาน จรรยาบรรณทางการค้า กับฝ่ายนายจ้างเพียงอย่างเดียว โดยมิได้มุ่งเน้นที่จะพัฒนายกระดับให้กับ ฝ่ายลูกจ้างระดับฐาน สหภาพแรงงาน ให้มีความรู้ในเรื่องเดียวกันนี้ อย่างควบคู่กันไป ทั้งนี้ดูจากกรอบคิด วัตถุประสงค์และกิจกรรมของโครงการ ของสำนักพัฒนามาตรฐานแรงงาน 3.งบประมาณ 5 ปี จำนวน 301 ล้านบาท ซึ่งเป็นงบประมาณที่เป็นเงินจำนวนมาก จะมีกิจกรรมการจัดการศึกษา รณรงค์ ให้นายจ้างได้เข้าใจเพื่อสร้างมาตรฐานแรงงานและปฏิบัติตามกฎหมายแรงงานได้อย่างแท้จริง หรือสอดคล้องวิถีการผลิตของลูกจ้างในระบบทุนหรือไม่ เพราะเนื่องจากกรอบการดำเนินกิจกรรมยังมุ่งเน้นไปที่นายจ้างมากกว่าลูกจ้าง อีกทั้งการจัดสรรงบประมาณ ควรจะมีโครงการการทำงานร่วมกับฝ่ายสหภาพแรงงาน เพื่อให้เกิดกระบวนการกำหนดกิจกรรมอย่างมีส่วนร่วม เข้าถึงปัญหาและปฏิบัติได้อย่างเป็นรูปธรรม มากกว่าจะเป็นการสร้างภาพลักษณ์ ให้กับนายจ้างบางส่วนที่กดขี่ แต่ภาพมีคุณธรรม 4.สำนักงาน จะต้องเปลี่ยนทัศนะ ความเข้าใจกับนายจ้างและลูกจ้างใหม่ว่า มาตรฐานแรงงาน จรรยาบรรณทางการค้า มิใช่มาตรฐานการบริหาร การจัดการ การผลิตสินค้า และสิ่งแวดล้อมในโรงงานเท่านั้น (ISO) เพราะนายจ้างและลูกจ้างส่วนมากยังเข้าใจว่า ISO คือ มาตรฐานแรงงานหรือจรรยาบรรณทางการค้า ซึ่งถือว่าเป็นการเข้าใจผิดและย่อมเป็นภาระใหญ่ของสำนักงานมาตรฐานแรงงาน ที่ต้องทำความเข้าใจกับฝ่ายนายจ้างลูกจ้างให้มีความเข้าใจที่ถูกต้องและต้องนำไปปฏิบัติได้อย่างเป็นรูปธรรม 5. การกำหนดมาตรฐานแรงงาน และจรรยาบรรณทางการค้า เรื่องนี้ถือว่าเป็นเรื่องใหม่ของไทย ฉะนั้นการทำหรือกำหนดมาตรฐานแรงงาน และจรรยาบรรณทางการค้าจะต้องคำนึงถึงบริบท เนื้อหา ที่สอดคล้องกับการดำเนินชีวิตของแรงงานไทย สังคมไทยและเศรษฐกิจแบบไทย ที่รัฐยังมีนโยบายการลงทุน แบบเน้นแรงงานราคาถูก มีช่องว่างทางกฎหมายที่ไม่คุ้มครองสิทธิแรงงาน ซึ่งสิ่งเหล่านี้ย่อมเป็นข้ออ้างนำมาทำเป็นเงื่อนไขของการได้เปรียบทางการค้าของประเทศ ผู้นำอุตสาหกรรมในองค์การการค้าโลก ซึ่งอาจส่งผลต่อการจ้างงานของคนไทยที่จะถูกเลิกจ้างและมีงานทำที่น้อยลง 6. การทำหรือกำหนดมาตรฐานแรงงาน และจรรยาบรรณทางการค้า ของสำนักงาน จะต้องเกิดจากการระดมความคิดเห็น รวบรวมข้อมูลเชิงเปรียบเทียบระหว่างมาตรฐานแรงงานขององค์การแรงงานระหว่างประเทศ กฎหมายแรงงานไทย และจรรยาบรรณทางการค้าของบรรษัทข้ามชาติต่างๆ มาเปรียบเทียบเขียนเป็นข้อเสนอมาตรฐาน จรรยาบรรณทางการค้าของประเทศไทย อีกทั้งต้องผลักดันให้ออกเป็นกฎหมายเพื่อปฏิบัติ บังคับได้อย่างแท้จริง 7. สำนักงานพัฒนามาตรฐานแรงงานจะมีพลังและกำหนดการปฏิบัติให้นายจ้างทำตามได้นั้น สำนักงาน จะต้องมีการตั้งคณะทำงานเบญจภาคีขึ้น เพื่อการตรวจสอบการปฏิบัติตามมาตรฐานแรงงานและจรรยาบรรณทางการค้า พร้อมทั้งให้สิทธิในการออกคำสั่งและบทลงโทษกับนายจ้างที่ไม่ปฏิบัติตาม 8. สำนักงานพัฒนามาตรฐานแรงงาน กระทรวงแรงงานฯ จะต้องผลักดันให้รัฐบาลให้สัตยาบัน ในอนุสัญญาหลักขององค์การแรงงานระหว่างประเทศ 4 ฉบับที่รัฐบาลไทยยังไม่ให้สัตยาบัน กล่าวคือ - อนุสัญญา ฉบับที่ 87 ว่าด้วยสิทธิในการจัดตั้งสหภาพแรงงานและเข้าเป็นสมาชิกสหภาพแรงงาน - อนุสัญญา ฉบับที่ 98 ว่าด้วยสิทธิในการเจรจาต่อรองร่วมและการได้รับการคุ้มครองจากการแทรกแซงของนายจ้าง - อนุสัญญา ฉบับที่ 111 ว่าด้วยการเลือกปฏิบัติการจ้างงานและการประกอบอาชีพ - อนุสัญญา ฉบับที่ 138 ว่าด้วยอายุขั้นต่ำให้จ้างแรงงานได้ ซึ่งอนุสัญญาทั้ง 4 ฉบับนี้ถือว่า เป็นหัวใจสำคัญต่อการสร้างความเข้มแข็งให้กับคนงานองค์กรแรงงาน การจ้างงานที่จะต้องมีความมั่นคง และเป็นหลักประกันทางสังคม ในด้านสิทธิแรงงาน สิทธิมนุษยชน โดยรัฐบาลไทยที่ผ่านมาไม่ได้ให้ความสำคัญ และมองข้ามเลยไป จึงเป็นข้อสงสัยและข้อวิพากษ์ของสังคมโลก โดยเฉพาะมิติของจรรยาบรรณทางการค้า และเวทีการค้าโลกที่จะนำเอาประเด็นเหล่านี้มาขยาย และอ้างการสร้างความชอบธรรม ในการกดขี่เลือกปฏิบัติ ในสัญญการค้าของไทยได้อย่างแยบยล จากกรอบคิดข้อสังเกตของการตั้งสำนักงานพัฒนามาตรฐานแรงงาน กระทรวงแรงงานฯ สิ่งที่ต้องขบคิด ทบทวน พิจารณาโดยเฉพาะ กระบวนการมีส่วนร่วมขององค์กรแรงงาน สหภาพแรงงาน นักวิชาการและองค์กรพัฒนาเอกชน ที่ทำงานเกี่ยวข้องนั้น องค์กรเหล่านี้ได้เข้าไปร่วมคิดร่วมทำโครงการ ร่วมวางกรอบคำนิยาม และจัดทำร่างมาตรฐานจรรยาบรรณทางการค้า ที่ต้องการ รวมทั้งการปฏิบัติที่จะส่งผลกระทบกับแรงงาน กลุ่มคนเหล่านี้มีส่วนร่วมกำหนดสำนักงานแห่งนี้มากน้อยแค่ไหน เพราะมาตรฐานแรงงานและสิทธิการคุ้มครองแรงงาน รวมทั้งจรรยาบรรณทางการค้านั้น เปรียบเสมือนดาบสองคม ที่ด้านหนึ่งเป็นคมของพวกบรรษัทข้ามชาติและประเทศชั้นนำทางอุตสาหกรรมที่จ้องจะใช้กีดกันทางการค้า แต่อีกด้านหนึ่งก็เป็นเสมือนเครื่องป้องกันการกระทำอันไม่เป็นธรรมของการจ้างงานต่อคนงานที่นับวันจะขาดอำนาจการต่อรอง ฉะนั้น สำนักงานพัฒนามาตรฐานแรงงานจะต้องมีวิสัยทัศน์ที่เปิดกว้างว่า สำนักงาน แห่งนี้ทำเพื่อใคร มิเช่นนั้นจะส่งผลกระทบจนเกิดความสูญเสียทั้ง ภาคธุรกิจอุตสาหกรรม และอาจนำไปสู่การเลิกจ้างคนงานจำนวนมากจนเป็นวิกฤติทางสังคมก็เป็นได้
|
| กลับหน้าแรก |