|
การเมืองที่รับใช้เศรษฐกิจ
โดย เมธัส บัวชุม wintakarn@yahoo.com มติชนรายวัน วันที่ 10 ธันวาคม พ.ศ. 2546 ปีที่ 26 ฉบับที่ 9406 เรามักจะอ่านเจอตามหน้าหนังสือพิมพ์และได้ยินพ่อค้าพูดอยู่บ่อยๆ ว่าเสถียรภาพทางการเมืองนั้น ส่งผลอย่างมากต่อบรรยากาศการลงทุน การกระทำใดๆ ที่อาจทำให้การเมืองไม่มีเสถียรภาพจึงเป็นสิ่งที่พึงหลีกเลี่ยง แน่นอนว่าความเกี่ยวโยงอันส่งผลต่อกัน ระหว่างการเมือง กับการเศรษฐกิจนั้นไม่อาจปฏิเสธได้ แต่กระนั้นก็ตามที การกล่าว และตอกย้ำความคิดเช่นนี้ซ้ำอยู่บ่อยๆ อาจทำให้เข้าใจไปว่า การเมืองมีไว้เพื่อรับใช้มิติทางเศรษฐกิจ เพียงสถานเดียวเท่านั้น และก็ดูเหมือนว่าในปัจจุบันหลายคนต่างมองเห็นว่า ความสำคัญของการเมือง และความมีเสถียรภาพทางการเมือง เป็นไปก็เพื่อเหตุผลทางเศรษฐกิจเพียงอย่างเดียวจริงๆ ซึ่งการคิดและเชื่อเช่นนี้ เป็นการลดทอนความสำคัญของการเมืองลง อย่างมาก ทั้งๆ ที่มันมีมิติที่ครอบคลุมกว้างไกลไปกว่านั้น ดังนั้น เมื่อความมั่นคงทางการเมือง ถูกก่อกวนจนเสียสมดุล สิ่งที่หลุดออกมาจากปากโดยอัตโนมัติของหลายๆ คนจึงเป็นคำพูดทำนองว่า มันจะทำให้เศรษฐกิจพลอยได้รับผลกระทบไปด้วย จะทำให้ตลาดหุ้นเกิดการผันผวน นายทุนจากต่างชาติไม่กล้าเข้ามาเสี่ยงลงทุน นายทุนในประเทศเองก็หยุดชะงักการลงทุนใหม่ๆ หรือธุรกิจการท่องเที่ยวจะซบเซา ทั้งหมดนี้ราวกับว่าความมีระเบียบแน่นอนทางการเมือง ไม่มีความสำคัญต่อด้านอื่นใดแล้วที่อยู่นอกเหนือไปจากนี้ มิติทางเศรษฐกิจทวีความสำคัญมากขึ้นเรื่อยๆ จนกลายเป็นสิ่งที่สามารถกำหนดการกระทำ และการตัดสินใจทางการเมือง ไม่ว่าจะเป็นเรื่องของการลงคะแนนเสียงเลือกตั้ง (คือไม่สนว่าพรรคนั้นๆ มีอุดมการณ์ทางการเมืองอย่างไร ขอให้มีความน่าสนใจในทางเศรษฐศาสตร์เป็นใช้ได้) การก่อการร้ายที่ถูกโยงเข้ากับระบบทุนนิยม หรือการสิ้นสุดหยุดลงของความคิดในการทำการปฏิวัติ รัฐประหาร ซึ่งเป็นสิ่งที่เป็นไปไม่ได้อีกแล้ว (ไม่ใช่เพราะประเด็นทางการเมือง) ในประเทศไทย เพราะเพียงประเด็นทางเศรษฐกิจที่กระทบต่อพ่อค้า และชนชั้นกลางก็ทำให้ไม่มีใครกล้า ที่จะคิดก่อรัฐประหารอีกแล้ว ส่วนใครจะมีอุดมการณ์ทางการเมืองอย่างไรนั้น ไม่ใช่ประเด็น (เป็นซ้าย-ขวาไม่ว่า) ขอให้เศรษฐกิจเติบโตก็พอ ในรัฐบาลชุดปัจจุบันซึ่งอาจพอกล่าวได้ว่า มีเสถียรภาพทางการเมืองสูงมาก เมื่อเทียบกับชุดที่ผ่านๆ มา ก็เช่นเดียวกันที่คำนึงถึงแต่เพียงเรื่องของการนำการเมือง มารับใช้เศรษฐกิจเป็นหลัก โครงการหรือนโยบายต่างๆ จึงมุ่งไปสู่เรื่องของสถิติ หรือตัวเลขงามๆ ทางเศรษฐกิจเสียเป็นส่วนใหญ่ หนำซ้ำยังมีวิธีคิดที่มองการเมือง ด้วยสายตาของนักธุรกิจ และทำให้ทุกเรื่องเป็นธุรกิจไปเสียหมดจึงไม่อาจมองเห็นอะไรที่มากไปกว่านี้ได้ อย่างไรก็ตาม ถ้าว่าไปแล้ว การเมือง หรือการมีเสถียรภาพทางการเมือง หาได้มีไว้เพื่อรองรับสนับสนุน มิติทางเศรษฐกิจเพียงอย่างเดียวเท่านั้น (เพราะถ้าหากว่า การเมืองมีความสำคัญเพียงแค่เรื่องเศรษฐกิจ มนุษย์เราก็คงไม่ต่างจากสัตว์ทั่วไปที่หาเช้ากินค่ำในวันๆ หนึ่ง) อย่างที่เรามักจะได้ยินการเอ่ยอ้างวาทะเก่าแก่ของปรัชญาเมธีกรีกอยู่เสมอว่า มนุษย์เป็นสัตว์สังคม ซึ่งหมายความว่า จะชอบหรือไม่ก็ตามมนุษย์ ต้องมีความสัมพันธ์กับคนอื่นอย่างไม่อาจหลีกเลี่ยงได้ และก็หมายความต่อไปว่าภายในสังคมการเมืองนี้เอง ที่มนุษย์จะได้รับการปลูกฝัง เรียนรู้แบบแผนความสัมพันธ์ที่สมเหตุสมผล ในการประพฤติปฏิบัติ สำหรับการมีชีวิตอยู่ร่วมกันอย่างสันติสุข เพื่อบรรลุถึงการเป็นมนุษย์ที่ดี และเพื่อการค้นพบศักยภาพของตนเอง ของมนุษย์แต่ละคน สิ่งเหล่านี้จะเป็นไปได้ก็ต่อเมื่อ มนุษย์ต้องเข้าร่วมสังคมการเมืองเท่านั้น ดังนั้น การเป็นสัตว์สังคม ที่มีชีวิตอยู่ในชุมชนการเมืองนั้น เป็นไปก็เพื่อเป้าหมายที่สูงส่ง และไปไกลกว่าเรื่องของเศรษฐกิจ หรือเพียงแค่เรื่องของปากท้อง เป็นอย่างมาก หากเป็นเรื่องในระดับตัวตน หรือระดับจิตวิญญาณเลยทีเดียว แต่สังคมการเมืองที่ต้องเผชิญกับการสู้รบ และมีการเปลี่ยนแปลงระเบียบทางการเมืองกันอยู่บ่อยๆ ผู้ที่อาศัยอยู่ในสังคมการเมืองนั้น ย่อมไม่มีเวลามากพอ สำหรับการสร้างแบบแผนความประพฤติ สร้างสรรค์ศิลปะ อารยธรรม และการยกระดับทางจิตวิญญาณของตนเองได้ เมื่อการเมืองการปกครองกลายเป็นสิ่งที่ไร้ความมั่นคง ไร้เสถียรภาพแล้ว การปลูกฝัง เรียนรู้แบบแผนปฏิบัติที่แน่นอน ซึ่งจำเป็นสำหรับการบรรลุ ถึงความเป็นมนุษย์ที่ดีย่อมไม่อาจเกิดขึ้นได้ด้วย เพราะการเปลี่ยนแปลงทางการเมืองที่เกิดขึ้นอย่างสม่ำเสมอ โดยเฉพาะในสังคมไทย ไม่อาจก่อให้เกิดการบ่มเพาะนิสัยทางการเมือง แบบใดแบบหนึ่งขึ้นมาได้ อย่างไรก็ตาม ดูเหมือนว่าสิ่งที่ยกมานี้ถูกหลงลืมกันไปหมดแล้ว (และเหมาะสำหรับมีไว้อ่านในตำรา มากกว่าการปฏิบัติ) ในสังคมที่ทุกลมหายใจเข้า-ออกมีแต่เรื่องของเศรษฐกิจ ความสำคัญของการเมือง และการมีเสถียรภาพ เสรีภาพทางการเมืองจึงมีความหมายเพียงแค่รองรับ สนับสนุนการจำเริญเติบโตทางเศรษฐกิจเท่านั้น ดังนั้น ข้ออ้างทางเศรษฐกิจจึงมักจะใช้ได้ผลอยู่เสมอไม่ว่าจะอ้างโดยรัฐบาลหรือโดยพ่อค้านายทุน เป็นต้นว่า เมื่อรัฐบาลต้องการไล่ที่ชาวบ้าน สำหรับสร้างเขื่อนผลิตกระแสไฟฟ้า รัฐบาลก็มักจะเอ่ยอ้างว่า การผลิตกระแสไฟฟ้าจะอำนวยประโยชน์ต่อธุรกิจ และการสร้างงานต่างๆ เมื่อจะมีการวางท่อก๊าซผ่านที่จะนะเหตุผลทางเศรษฐกิจก็จะถูกยกมาเป็นอันดับต้นๆ หรือแม้แต่การตัดสินใจเลือกสาขาวิชาเข้าเรียนต่อในมหาวิทยาลัย เหตุผลทางเศรษฐกิจทำนองว่า เมื่อจบออกไปแล้ว จะได้เงินเดือนมากเท่าไหร่ ก็เป็นเพียงเรื่องเดียวเท่านั้นสำหรับใช้ในการตัดสินใจ การมีเสถียรภาพทางการเมืองของรัฐบาลชุดปัจจุบัน ซึ่งถือว่าเป็นเรื่องที่ดีมากในแง่ที่ว่า สามารถผลักดันเปลี่ยนแปลง ด้านนโยบายไปสู่สิ่งที่ดีกว่า ได้โดยไม่ยากเย็นมากนัก จึงน่าจะได้รับการพิจารณาการใช้ประโยชน์จากการนี้เสียใหม่ ให้ไปไกลกว่าประเด็นทางเศรษฐกิจ แต่น่าจะพิจารณาไปถึงหนทางและการเรียนรู้เพื่อไปสู่การมีชีวิตที่ดีด้วย ส่วนสถาบันการศึกษาที่ผลิตบุคลากรที่เชี่ยวชาญในด้านต่างๆ เพื่อมุ่งแต่รับใช้ทุนนิยมทั้งข้ามชาติ และในชาติ รับใช้บริษัท ห้างร้านต่างๆ ก็จำเป็นต้องทบทวนปรัชญาการศึกษาเสียใหม่ เพราะเท่ากับว่าที่ผ่านๆ มา สถาบันการศึกษา มิได้ผลิตมนุษย์ที่รู้จักคิด รู้จักใช้เหตุผล ในทางกลับกันยังทำลายศักยภาพที่ว่านี้ลงไปด้วย เราจึงเห็นบัณฑิตฐานะดี แต่ไร้ปัญญาที่พร้อมจะรับใช้ทรราช หรือพร้อมสำหรับการเอารัดเอาเปรียบคนเล็กน้อย อยู่เป็นจำนวนมาก อย่างไรก็ตาม ความเชื่อที่ว่าการเมือง และการมีเสถียรภาพทางการเมือง เป็นไปเพื่อรับใช้เรื่องราวทางเศรษฐกิจเป็นสำคัญ ได้ลงหลักมั่นคงในสังคมไทย จนไม่อาจเปลี่ยนแปลงแก้ไขได้อีกแล้ว แม้ว่าบางคนจะไม่ค่อยเห็นด้วยนักก็ตาม หน้า 7
|
| กลับหน้าแรก |