ถามโคอิซูมิตรงๆ... ญี่ปุ่นกลัวจีนหรือเปล่า?

บทบรรณาธิการ : กาแฟดำ  กรุงเทพธุรกิจ  วันที่  9  ธันวาคม 2546

วันที่ได้พบกับนายกรัฐมนตรี จุนอิชิโร โคอิซูมิ แห่งญี่ปุ่น ที่ทำเนียบรัฐบาลกลางกรุงโตเกียว ผมถามว่าญี่ปุ่น กลัวจีน ที่กำลังมาแรงหรือเปล่า? ญี่ปุ่นกำลังพยายาม จะกวดให้ทันจีนในเวทีสากล แต่ดูเหมือนจะไม่ค่อยมีเรี่ยวแรงเท่าไร ใช่หรือไม่? โคอิซูมิ ทำเหมือนจะยิ้ม แต่ไม่ยิ้ม จะว่าเป็นเสือยิ้มยากก็ไม่ใช่ จะว่าทำสีหน้าเคร่งเครียดก็ไม่เชิง สีหน้าของผู้นำญี่ปุ่นคนนี้อยู่ระหว่างสองความรู้สึกนี้ แล้วแต่ใครจะตีความอย่างไรก็ได้

"ไม่ใช่ เราไม่ได้พยายามไล่ให้ทันจีน" เขาตอบอย่างทันควัน ไม่มีลีลาของความลังเล โตเกียวไม่ได้เล่นเกม catch-up กับปักกิ่ง แต่อย่างไร พร้อมกับยืนยันว่านโยบายของญี่ปุ่น คือ การขยายความร่วมมือกับจีน

โคอิซูมิบอกว่าจีนไม่ได้เป็นศัตรูของญี่ปุ่น ไม่ได้เป็นพี่เบิ้ม และไม่มีความตึงเครียดระหว่างกันแต่อย่างไร

"จีนเจริญ ญี่ปุ่นก็ดีไปด้วย เราจะได้ขายของไปเมืองจีนเยอะๆ และนักท่องเที่ยวจีนก็มาเที่ยวบ้านเรามากขึ้นอีกด้วย..." โคอิซูมิร่ายถ้อยคำอย่างคล่องแคล่วเหมือนจะต้องตอบคำถามนี้บ่อยครั้งอยู่แล้ว

ผู้นำจีนกับญี่ปุ่นจะพูดอย่างนี้เหมือนกันแม้ลึกๆ แล้วก็จะเห็นว่าคณะทำงานหลายชุดในรัฐบาลญี่ปุ่นกำลังศึกษาวิเคราะห์แนวทางของญี่ปุ่นที่จะไม่ให้เงาของจีนที่กำลังขยายตัวอย่างรวดเร็วมาทับรัศมีของญี่ปุ่นเสียจนโตเกียวกลายเป็นผู้เดินตาม เพราะไม่เพียงแต่จะเสียศักดิ์ศรีและจุดยืนเท่านั้น แต่ยังจะกลายเป็นการเสียโอกาสทองของญี่ปุ่นที่หลุดมือไปอยู่กับจีนก็ได้

ด้านหนึ่งบริษัทยักษ์ๆ ของญี่ปุ่น ก็เร่งรีบเข้าไปปักหลักในจีน อีกด้านหนึ่งรัฐบาลญี่ปุ่นก็กำลังทบทวนบทบาทของตัวเองโดยเฉพาะกับประเทศต่างๆ ในเอเชีย เพื่อคงไว้ซึ่งบารมีที่สั่งสมมาช้านาน เพราะวันนี้ มังกรยักษ์จีนได้ตื่นขึ้นมาแล้ว

นักการทูตคนหนึ่งเล่าให้ฟังว่า อดีตนายกฯ ลีกวนยู ของสิงคโปร์ เคยพูดไว้เมื่อปี ค.ศ.1998 อย่างน่าสนใจยิ่งว่า ในประวัติศาสตร์อันยาวนานนั้นยังไม่เคยปรากฏเห็นจีนกับญี่ปุ่นแข็งแกร่งพร้อมๆ กัน

แต่ก่อนนี้ หากญี่ปุ่นมาแรงจีนก็จะอ่อนแอ และยามใดที่จีนเริ่มมีเรี่ยวมีแรง ญี่ปุ่นก็จะถอยฉากไปอยู่ข้างหลัง

แต่วันนี้ ภาพที่ปรากฏให้เห็นเป็นสิ่งที่ไม่เคยมีมาก่อน นั่นคือจีน และญี่ปุ่น ต่างก็มีความคึกคักไม่แพ้กัน แม้จีนจะมาทีหลัง แต่ก็สามารถกวดไล่มาเกือบทันญี่ปุ่นในหลายด้าน ขณะเดียวกัน ญี่ปุ่นก็ไม่อยู่เฉย พยายามจะลุกขึ้นมาวิ่งให้เร็วขึ้น ไม่อาจจะล้าหลังจีนเป็นอันขาด

นักการทูตบางคนบอกว่าเมื่อจีนกับญี่ปุ่นต่างแข็งปานๆ กันอย่างนี้ ความตึงเครียดก็อาจจะเกิดขึ้นมาได้ในความสัมพันธ์ไม่ว่าจะเป็นด้านเศรษฐกิจหรือการเมือง และทุกครั้งที่ประวัติศาสตร์เรื่องสงครามระหว่างสองประเทศในอดีตได้รับการกล่าวขาน ความแค้นเคืองแต่ก่อนเก่าก็จะโผล่ขึ้นมาให้เห็นทันที

บางคนจึงบอกว่าอเมริกาจะต้องเข้ามาเล่นบท "คนกลาง" หรือเป็น "กันชน" ไม่ให้สองยักษ์แห่งเอเชียนี้ เกิดความตึงเครียดถึงขั้นปะฉะดะกัน

แต่ถ้าฟังจากปากของนายกฯ โคอิซูมิ เองเมื่อวันก่อน ก็เหมือนจะไม่มีความตึงเครียดอะไร มีแต่การพยายามจะจูงมือกันอย่างสร้างสรรค์เพื่อเดินไปข้างหน้า

ประเทศเล็กๆ ในแถบนี้ไม่ได้มองภาพไปทางบวกอย่างนี้ไปเสียทั้งหมด เพราะต่างก็รู้ว่าเป็นไปไม่ได้ที่จะไม่มีความระหองระแหงในบางระดับ และในหลายประเด็นที่ผลประโยชน์ของจีนกับญี่ปุ่นอาจจะเกิดขัดกันขึ้นมา

แต่ในภาวะที่ทั้งจีนและญี่ปุ่นต่างก็มองผลประโยชน์ด้านเศรษฐกิจอยู่เหนือการเมืองและความมั่นคงนั้น "กันชน" ที่ว่านี้ไม่จำเป็นจะต้องเป็นยักษ์อย่างมะกันก็ได้

อาจจะเป็นอาเซียน 10 ประเทศที่เป็นทั้งตลาด, ฐานการผลิต และสายใยแห่งความผูกพันอันสำคัญยิ่งของเอเชียก็ได้

มิน่าเล่า พอจีนแสดงความเอื้ออาทรกับอาเซียนอย่างออกหน้าออกตา ญี่ปุ่นก็ต้องแสดงความเอ็นดูกลุ่ม 10 ประเทศนี้อย่างฉับพลันเช่นกัน

แย่งกันใกล้ชิดย่อมดีกว่าแสวงหาเรื่องวิวาทกันเป็นไหนๆ

 

กลับหน้าแรก