|
"FTA ญี่ปุ่น"
ไทยยอมถอยไม่รวมสินค้าเกษตร
ประชาชาติธุรกิจ วันที่ 08 ธันวาคม 2546 ปีที่ 27 ฉบับที่ 3538 (2738) ไทยยอมถอยหนึ่งก้าว ไม่รวมสินค้ารายการอ่อนไหว ข้าว-น้ำตาล-มันสำปะหลัง-ไก่ ของญี่ปุ่น เข้าสู่รายการลดภาษี เพื่อเปิดทางให้มีการเริ่มต้นเจรจา FTA ไทย-ญี่ปุ่นในปีหน้า เผยท่าทีญี่ปุ่นยึดกรอบเจรจาตามอย่าง FTA ญี่ปุ่น-สิงคโปร์ เร่งเสนอแลกเปลี่ยนเปิดเสรีสินค้าบริการกันแล้ว ส่วนภาคเอกชนไทยเข้าใจเหตุผลญี่ปุ่นปกป้องตลาดสินค้าเกษตร แหล่งข่าวจากกระทรวงพาณิชย์ เปิดเผยกับ "ประชาชาติธุรกิจ" ถึงความคืบหน้าของกรอบการเจรจาความร่วมมือหุ้นส่วนเศรษฐกิจที่ใกล้ชิดระหว่างไทย-ญี่ปุ่น (Japan-Thailand Closer Economic Partnership หรือ JTEP) ว่า ในระหว่างการประชุมสุดยอดอาเซียน-ญี่ปุ่น สมัยพิเศษ ระหว่างวันที่ 11-12 ธันวาคมนี้ พ.ต.ท.ทักษิณ ชินวัตร นายกรัฐมนตรี กับนายจุนอิชิโร โคอิซุมิ นายกรัฐมนตรีญี่ปุ่น จะประกาศเปิดเจรจาเขตค้าเสรีทวิภาคี (FTA) ระหว่างไทยกับญี่ปุ่น โดยมีกระทรวงการต่างประเทศของทั้งสองประเทศเป็นหัวหน้าคณะเจรจา คาดว่าจะเริ่มต้นเจรจาได้ภายในเดือนมกราคม 2547 และเสร็จสิ้นภายในเดือนธันวาคม 2547 กรอบการเจรจาของไทย-ญี่ปุ่น จะยึดกรอบ Japan-Singapore Economic Partnership Agreement (JSEPA) เป็นพื้นฐานในการพิจารณา โดยครอบคลุมการเปิดเสรีทางการค้า ทั้งสินค้า-บริการ, การส่งเสริมการค้าและการลงทุน, การยุติข้อพิพาท, ความร่วมมือด้านนโยบายการแข่งขัน, ทรัพย์สินทางปัญญา และการค้าผ่านสื่ออิเล็กทรอนิกส์ โดยญี่ปุ่นมุ่งหวังจะให้การเจรจาระหว่างไทย-ญี่ปุ่น ครอบคลุมทุกสาขา และมีระดับการเปิดเสรีใกล้เคียงกับระดับที่ญี่ปุ่นทำกับสิงคโปร์ "กรอบความร่วมมือ JTEP เริ่มต้นขึ้นตั้งแต่เดือนเมษายน 2545 และมีความพยายามที่จะขยายผลไปถึงการเปิดเขตการค้าเสรีระหว่างกันมาโดยตลอด แต่ในเบื้องต้นติดปัญหาในเรื่องสินค้าเกษตรที่เป็นเรื่องอ่อนไหวมากสำหรับญี่ปุ่น ขณะที่ท่าทีของไทยในช่วงแรกต้องการให้มีการเปิดตลาดสินค้าเกษตรในญี่ปุ่น ดังนั้น ในระหว่างการเยือนญี่ปุ่นของ พ.ต.ท.ทักษิณ เมื่อวันที่ 4-6 มิถุนายน 2546 ผู้นำทั้งสองประเทศเห็นชอบให้มีการจัดตั้ง JTEPA Task Force ขึ้น เพื่อเป็นเวทีหารือและแลกเปลี่ยนความคิดเห็นของผู้มีส่วนเกี่ยวข้องทั้งภาครัฐ เอกชน และนักวิชาการ และมีการประชุมไปแล้วทั้งสิ้น 3 ครั้ง" แหล่งข่าวกล่าว การประชุม JTEPA Task Force สองครั้งแรก ปัญหาสำคัญก็คือ ไม่สามารถหาข้อสรุปในเรื่องการนำสินค้าเกษตรเข้ามาลดภาษีหรือไม่ ซึ่งท่าทีของญี่ปุ่นในประเด็นนี้ชัดเจนว่า ไม่ต้องการนำสินค้าเกษตรอ่อนไหว 4 รายการ ได้แก่ ข้าว, มันสำปะหลัง, ไก่ และน้ำตาล เข้าสู่รายการลดภาษี จนกระทั่งในการประชุมครั้งที่ 3 เมื่อต้นเดือนพฤศจิกายนที่ผ่านมา ไทยยอมให้ญี่ปุ่นไม่นำสินค้าเกษตรอ่อนไหวบางรายการ เช่น ข้าว เข้าสู่รายการลดภาษี ดังนั้น ทั้งสองประเทศจึงสามารถสรุปผลในเบื้องต้นให้ประกาศเริ่มต้นเจรจา FTA ระหว่างกันได้ ในส่วนของการค้าบริการ ทั้งสองฝ่ายได้ยื่น Area of Interest List ระหว่างกัน โดยฝ่ายไทยสนใจสาขาช่างซ่อมรถ, ช่างทำผม, ช่างเสริมสวย, ช่างตัดเย็บเสื้อผ้า, ภัตตาคาร, ก่อสร้าง และสุขภาพ ส่วนญี่ปุ่นต้องการให้ไทยเปิดการค้าบริการใน Mode 3 โดยให้บริษัทต่างชาติสามารถถือหุ้นในไทยได้และได้รับการประติบัติเยี่ยงคนชาติ ไม่มีข้อจำกัดในการดำเนินธุรกิจในไทย โดยเฉพาะสาขาการเงิน กับการขนส่งสินค้าทางบก ข้าว-น้ำตาล-ไก่ โวยยุ่นป้องเกษตรกร นายแพทย์อนันต์ ศิริมงคลเกษม นายกสมาคมผู้ผลิตไก่เพื่อส่งออกไทย กล่าวกับ "ประชาชาติธุรกิจ" ว่า การที่ญี่ปุ่นไม่นำสินค้าเนื้อไก่เข้าไปอยู่ในการเจรจาด้วย คงไม่ส่งผลกระทบอะไรกับผู้ส่งออกนัก เพราะทุกวันนี้ผู้ส่งออกไทยก็สามารถส่งเนื้อไก่เข้าไปขายในตลาดประเทศญี่ปุ่นด้วยอัตราภาษีที่ไม่สูงอยู่แล้ว โดยอัตราภาษีที่เสียแบ่งเป็น 2 กลุ่มใหญ่ ได้แก่ 1)เนื้อไก่ติดกระดูก อัตราภาษี 8% กับ 2)เนื้อไก่ถอดกระดูกหรือไม่ติดกระดูก อัตราภาษี 11-12% และปัจจุบันประเทศไทยจะส่งเนื้อไก่ไม่มีกระดูกเข้าไปขายมากกว่า ส่วนเนื้อไก่ติดกระดูกผู้ส่งออกรายใหญ่จะเป็นสหรัฐอเมริกา จึงมีข้อสังเกตว่า ถ้าจะมีการเจรจาคงเพื่อให้อเมริกาได้สิทธิประโยชน์ตรงนี้มากกว่า "เดิมการเจรจา FTA กับญี่ปุ่น มีสินค้าเกษตร 4 ราย คือ น้ำตาล ข้าว แป้งมันสำปะหลัง และไก่ ที่ญี่ปุ่นไม่ขอนำเข้ามาเจรจา พวกเราก็งงว่าทำไมต้องมีเนื้อไก่ เพราะทุกวันนี้เราก็ส่งไก่เข้าไปขายได้อยู่แล้วในอัตราภาษีที่ไม่สูงมากนัก ไม่ทราบเหตุผลเหมือนกัน ทำไมไม่ควรอยู่ในรายการที่เจรจา เข้าใจว่าญ่ปุ่นคงไม่อยากให้ส่งเข้าไปมากกว่าที่เป็นอยู่ แต่การไม่นำเรื่องนี้เจรจาก็ไม่มีผลกระทบอะไร โดยปี 2545 ไทยส่งออกเนื้อไก่แช่แข็งไปญี่ปุ่นประมาณ 193,919 ตัน เนื้อไก่แปรรูปประมาณ 66,162 ตัน" นายแพทย์อนันต์กล่าว ด้านนายประพัทธ์ เจนลาภวัฒนกุล รองประธานกรรมการ บริษัท อุตสาหกรรมมิตรเกษตร จำกัด กล่าวว่า การที่ญี่ปุ่นไม่อยากนำเรื่องน้ำตาลเข้าไปอยู่ในการเจรจา เพราะปัจจุบันหลายเกาะในประเทศญี่ปุ่นยังมีโรงงานผลิตน้ำตาลหลายแห่ง ทางรัฐบาลญี่ปุ่นคงต้องการปกป้องผลประโยชน์ให้กับผู้ประกอบการอุตสาหกรรมน้ำตาลภายในของตัวเอง ด้านนางโสพรรณ มานะธัญญา ผู้อำนวยการสายการตลาด บริษัท เจียเม้งมาร์เก็ตติ้ง จำกัด ให้ความเห็นว่า ปัจจุบันทางบริษัทส่งออกข้าวหอมไปยังประเทศญี่ปุ่น แต่ยังส่งออกไม่ได้มากนัก เพราะอัตราภาษีนำเข้าค่อนข้างสูงมาก โดยข้าวหอมปัจจุบันเสียภาษีประมาณ 3,000 เหรียญสหรัฐต่อตัน และการที่ญี่ปุ่นไม่นำข้าวเข้าเจรจา FTA เข้าใจว่าต้องการปกป้องชาวนาของญี่ปุ่นเอง เพราะถ้าข้าวไทยเข้าไปขายโดยภาษีถูกลงหรือไม่มีกำแพงภาษีจะมีราคาต้นทุนถูกกว่าข้าวของญี่ปุ่นมาก นักธุรกิจญี่ปุ่นหนุนสุดตัวทำ FTA กับไทย เมื่อเร็วๆ นี้ สภานักธุรกิจคันไซ หรือคันไคเรน ได้เดินทางมาร่วมประชุมหารือกับตัวแทนจากสภาอุตสาหกรรมแห่งประเทศไทย พร้อมกับได้มีการลงนามในคำแถลงร่วม เพื่อร่วมกันผลักดันให้ได้ข้อตกลงความเป็นหุ้นส่วนทางเศรษฐกิจระหว่างไทย-ญี่ปุ่นในอนาคตอันใกล้ โดยมั่นใจว่ากรอบข้อตกลง JTEP ซึ่งเป็นข้อตกลงที่ครอบคลุมความร่วมมือ ทั้งด้านการค้า การลงทุน อุตสาหกรรม และการบริการ จะช่วยกระชับความสัมพันธ์ทางเศรษฐกิจและอุตสาหกรรมระหว่าง 2 ประเทศให้แน่นแฟ้นมากยิ่งขึ้น โดยนายประพัฒน์ โพธิสุธน ประธานสภาอุตสาหกรรมแห่งประเทศไทย กล่าวถึงผลการหารือและการลงนามในคำแถลงร่วมกับกลุ่มนักธุรกิจคันไซว่า เป็นการส่งสัญญาณไปยังรัฐบาลญี่ปุ่นว่า เอกชนญี่ปุ่นพร้อมแล้วที่จะผลักดันข้อตกลง FTA ให้บรรลุโดยเร็วขึ้น เพราะเล็งเห็นถึงความสำคัญและประโยชน์ร่วมที่จะได้รับ ปัจจุบันบริษัทเอกชนญี่ปุ่นที่ลงทุนในไทย 80% มาจากคันไซ ซึ่งเป็นเกาะธุรกิจและการค้าของญี่ปุ่น โดยเฉพาะอุตสาหกรรมเหล็กและยานยนต์ นายประพัฒน์กล่าวว่า นักธุรกิจกลุ่มนี้ต้องการมีบทบาทมากขึ้นในการส่งเสริมการค้าเสรี และอยากให้เกิดข้อตกลงเร็วขึ้น พวกเขาสนใจในเรื่องการพัฒนาธุรกิจ SMEs ในไทย ทั้งในด้านการผลิตและการบริหารจัดการ เพราะเล็งเห็นว่าธุรกิจ SMEs เป็นกำลังสำคัญ เป็น supporting industries ให้กับผู้ผลิตญี่ปุ่น โดยเฉพาะในด้านการผลิตชิ้นส่วนยานยนต์ และอิเล็กทรอนิกส์ ซึ่งกลุ่มคันไซมีแนวคิดที่จะจัดส่งช่างฝีมือของญี่ปุ่นเข้ามาช่วยฝึกสอน "แต่ขณะนี้รัฐบาลของเขายังค่อนข้างลังเล เนื่องจากมีหลายประเด็นที่จะต้องคุยกันอีกมากและต้องใช้เวลาสักระยะ ดังนั้น เอกชนของทั้งสองประเทศจึงจะต้องมาร่วมมือกัน เพื่อขจัดประเด็นปัญหาที่เป็นอุปสรรค" นายประพัฒน์กล่าว ก่อนหน้านี้เมื่อเดือนพฤษภาคม สภานักธุรกิจนิปปอน เคดันเรน ซึ่งเป็นกลุ่มธุรกิจญี่ปุ่นที่มีอิทธิพลสูงกลุ่มหนึ่งของญี่ปุ่น ได้ออกแถลงการณ์เรียกร้องให้รัฐบาลญี่ปุ่นเร่งเปิดเจรจาข้อตกลงภายใต้กรอบของ JTEP กับไทย ซึ่งถือเป็นฐานที่มีความสำคัญอย่างต่อเนื่องของผู้ผลิตญี่ปุ่นในการผลิตและจำหน่ายในภูมิภาคเอเชียตะวันออกเฉียงใต้ โดยกลุ่มเคดันเรนเชื่อมั่นว่าข้อตกลง JTEP กับไทยจะเป็นทางลัดที่ช่วยให้ญี่ปุ่นเข้าไปสานความสัมพันธ์ในลักษณะเดียวกันกับประเทศอื่นๆ ในกลุ่มอาเซียนได้ ญี่ปุ่นเตรียมเปิด FTA ไทย-ฟิลิปปินส์-มาเลย์ ทางด้านกระทรวงการต่างประเทศญี่ปุ่นได้ระบุถึงแนวนโยบายการเปิดเสรีการค้าทวิภาคีของญี่ปุ่นว่า ให้ความสำคัญกับการเปิดเสรีการค้ากับประเทศในกลุ่มอาเซียน โดยเริ่มต้นจากการจัดทำ JSEPA กับสิงคโปร์ ซึ่งครอบคลุมการเปิดเสรีทางการค้า ทั้งสินค้าและบริการ การลงทุน รวมทั้งความร่วมมือทางเศรษฐกิจในด้านต่างๆ หลังจากนั้นจะทำความตกลงในรูปแบบเดียวกันกับไทย ฟิลิปปินส์ และมาเลเซีย จุดประสงค์สำคัญคือ ญี่ปุ่นต้องการเสริมสร้างความเข้มแข็งใหักับอาเซียน สำหรับอาเซียนแล้ว ญี่ปุ่นเป็นคู่ค้ารายใหญ่อันดับ 2 รองจากสหรัฐ โดยในปี 2544 ญี่ปุ่นมีสัดส่วนการค้าในอาเซียน 20.2% ในด้านการลงทุนในช่วง 5 ปีที่ผ่านมา ญี่ปุ่นมีสัดส่วนการลงทุนในอาเซียน 21.6% มูลค่ารวม 2,619.4 พันล้านเยน โดยในจำนวนนี้เป็นการลงทุนในไทย 708.8 พันล้านเยน หรือคิดเป็น 27.1% ของมูลค่าการลงทุนทั้งหมด ซึ่งส่งผลให้ไทยเป็นจุดหมายการลงทุนแหล่งใหญ่ที่สุดของการลงทุนโดยตรงจากญี่ปุ่น ซึ่งส่วนใหญ่เป็นการลงทุนในภาคการผลิต ในด้านของญี่ปุ่น ถือว่าอาเซียนเป็นคู่ค้าใหญ่อันดับ 2 รองจากสหรัฐ โดยในปี 2545 อาเซียนมีสัดส่วนการค้า 14.2% คิดเป็นมูลค่า 13.4 พันล้านเยน
ประชาชาติธุรกิจ หน้า 1
|
| กลับหน้าแรก |