หุ้น นักการเมืองและประชาธิปไตย

โลกทรรศน์   อุกฤษฏ์ ปัทมานันท์  มติชนรายสัปดาห์   วันที่ 05 ธันวาคม พ.ศ. 2546 ปีที่ 24 ฉบับที่ 1216

เมื่อย่างเข้าปลายปี นักข่าวเศรษฐกิจจากหนังสือพิมพ์ฉบับต่างๆ รายงานข่าวออกมาว่า จากภาวะที่ดัชนีตลาดหลักทรัพย์ฯ ในช่วงที่ผ่านมาปรับตัวเพิ่มสูงขึ้น จนมูลค่าตลาดรวม (market capitalization) ปรับตัวเพิ่มขึ้น ส่งผลให้บริษัทต่างๆ หันมาระดมทุนผ่านตลาดหลักทรัพย์ฯ เพิ่มขึ้นอย่างต่อเนื่อง

โดยตั้งแต่เดือนมกราคม-ตุลาคม 2546 มีบริษัทที่เข้าจดทะเบียนในตลาดหลักทรัพย์แห่งประเทศไทย และเสนอขายหุ้นเพิ่มให้กับประชาชนทั่วไป (ไอพีโอ) รวม 14 บริษัท ซึ่งส่วนใหญ่ประสบความสำเร็จในการขายหุ้นเพิ่มทุน และมีราคาซื้อขายในวันแรกที่เข้าจดทะเบียนเพิ่มสูงขึ้นกว่าราคาจองเฉลี่ย 50% หุ้นบางบริษัทปรับเพิ่มขึ้นเกือบ 100% ส่งผลให้ผู้ได้รับหุ้นจองและขายในวันแรกได้กำไรอย่างต่ำ 50% ของราคาจอง

นอกจากนี้ ข่าวตามหน้าหนังสือพิมพ์ขณะนี้ เผยแพร่การได้หุ้นราคาจองของบุคคลที่มีชื่อเสียงไม่กี่ครอบครัว จากบริษัทที่น่าสนใจหลายบริษัทอาทิ บริษัท ซีพี เซเว่นอีเลฟเว่น จำกัด (มหาชน) บริษัท แม็ทชิ่ง สตูดิโอ บริษัท อาร์.เอส. โปรโมชั่น บริษัท แอ็ดวานซ์ อินฟอร์เมชั่น เทคโนโลยี จำกัด (มหาชน) บริษัท อินเตอร์เนชั่นแนล รีเสิร์ช คอร์ปอเรชั่น จำกัด (มหาชน) บริษัท เอสซี แอสเสท เป็นต้น (มติชน 1 ธันวาคม 2546 หน้า 12)

ที่น่าสนใจคือ ครอบครัวเหล่านั้น ล้วนเป็นครอบครัวนักธุรกิจที่มีชื่อเสียง หรือเป็นญาติ และผู้ใกล้ชิดกับนักการเมือง ที่อยู่ในชั้นแนวหน้าของพรรคการเมืองสำคัญคือ พรรคไทยรักไทย อยู่หลายคน

อาจจะมีหลายคนออกมาตอบโต้ว่า ไม่เป็นความจริง คนเหล่านั้นเป็นเพียงญาติใกล้ชิดของนักการเมืองที่มีนิสัยชอบเล่นหุ้นหรือ เป็นนักลงทุนในตลาดหุ้นในบ้านเราอยู่แล้ว เรื่องนี้เป็นความบังเอิญมากกว่า แต่ดูเหมือนว่าจะเป็นความบังเอิญทางประวัติศาสตร์เกินไปหน่อย

ที่สำคัญคือ นี่เป็นเครื่องพิสูจน์ให้เห็นว่า นักการเมืองที่มีภูมิหลังเป็นนักธุรกิจในพรรคการเมืองที่ขึ้นชื่อว่าหัวก้าวหน้า จริงๆ แล้วเป็นนักการเมืองในลักษณะเก่าอย่างสิ้นเชิง

 

หุ้น นักการเมืองและประชาธิปไตย

ความร่ำรวยจากหุ้นของนักการเมือง และนักธุรกิจไม่ใช่เรื่องใหม่ แต่เป็นความเคลื่อนไหวของการระดมเงินทุนเพื่อธุรกิจ และการเมือง ของนักธุรกิจการเมืองที่เคยเกิดขึ้นมาแล้วในยุคตลาดหุ้นบูมในช่วงทศวรรษ 1990

ประเด็นก็คือว่า เคยมีการตีความว่า นักธุรกิจ และนักการเมืองเหล่านี้เป็นพวกที่จงรักภักดีต่อประชาธิปไตย ในยุคนั้นหลายคนพยายามจะบอกว่า พวกนี้เป็น "พวกเงินใหม่" (new money)

ในช่วงนั้นได้มีการนิยามว่า "พวกเงินใหม่" มีความแตกต่างในเชิงคุณภาพจากตัวละครตัวเก่า (old player) ในการเมืองไทยในยุคก่อนหน้านั้น ในแง่ความผูกพันกับประชาธิปไตย เช่น แตกต่างจากตัวละครเก่าก่อนหน้านี้ ซึ่งเป็นพวกหิวเงินอย่างมากๆ "พวกเงินใหม่" นี้มีอาการของความผูกพันต่อประชาธิปไตยมากกว่า ผูกพันต่อกฎหมายมากกว่า และมีความผูกพันต่อความต้องการของประเทศและประชาชนในระยะยาวมากกว่า

มักจะมีการยกตัวอย่างบทบาทเชิงประชาธิปไตยที่ก้าวหน้าของ "พวกเงินใหม่" คือ การต่อต้านอย่างก้าวขวาง ของชนชั้นกลางต่อรัฐบาล ที่นำโดยนายกรัฐมนตรีที่ไม่ได้มาจากการเลือกตั้ง พลเอกสุจินดา คราประยูร เมื่อเดือนพฤษภาคม 1992 หรือในแง่ความพวกพันต่อระบบเศรษฐกิจเสรีนิยม (economic liberalization) กล่าวคือ "พวกเงินใหม่" เป็นพวกที่ต้องการให้มีการเปิดเสรีทางการเงิน (financial liberalization) เพื่อทำให้ระบบผูกขาดทางการเงิน มีความเข้มแข็งน้อยลง อีกทั้งยังเป็นพวกที่ต้องการให้บริษัทต่างชาติ กดดันกลุ่มทุนผูกขาดขนาดใหญ่ยกระดับ หรือไม่ก็มลายหายสูญไปเลย

พวกที่เชื่อในทฤษฎี "พวกเงินใหม่" เชื่อถึงขนาดว่า "พวกเงินเก่า" ในไม่ช้าจะถูกพวกเงินใหม่ท้าทายและเอาชนะได้ในไม่ช้า เพราะพวกที่เชื่อในความเปลี่ยนแปลงนี้มองเห็นความเปลี่ยนแปลงที่กำลังเกิดขึ้นทั่วโลกนั่นคือ โลกาภิวัตน์

อย่างไรก็ตาม เมื่อศึกษาในแง่ของกำเนิด (origin) ของ "พวกเงินใหม่" จริงอยู่คนพวกนี้มีกำเนิดมาจากภาคธุรกิจเอกชน และไม่ใช่ข้าราชการทั้งพลเรือนและทหาร รวมทั้งพวกที่เกษียณไปแล้ว แต่ในแง่วิธีการ (means) และเป้าหมาย (end) "พวกเงินใหม่" กลับมีลักษณะใกล้เคียงกับการเล่นการเมืองของนักการเมืองรุ่นเก่า กล่าวคือ การก่อตัวทางทัศนะคติการเมือง เป็นแนวอนุรักษ์นิยม (conservative) เพื่อเพิ่มพูน และปกป้องความมั่งคั่งของตัวเอง โดยใช้หลายวิธีการ เช่น มีการขยายตัวอย่างรวดเร็วจากบริษัทเล็กๆ บริษัทหนึ่งไปสู่บริษัทที่ใหญ่ขึ้น หรือมีตำแหน่งในรัฐบาลสักตำแหน่งหนึ่งหรือสักหนึ่งพรรคการเมือง

ส่วนกลไกการระดมทุนที่มีประสิทธิภาพที่สุดคือ การระดมทุนในตลาดหลักทรัพย์แห่งประเทศไทย และนโยบายแปรูปรัฐวิสาหกิจ แต่เงินที่สร้างขึ้นมาอย่างรวดเร็วนั้นเกิดขึ้นภายใต้ทัศนคติทางการเมือง และการสร้างพันธมิตรทางการเมือง กับนักการเมือง และพรรคการเมืองหลายพรรคในเวลาเดียวกัน

 

หุ้น นักการเมืองและประชาธิปไตยในปัจจุบัน

หากกวาดสายตาไปดูนักธุรกิจที่ได้หุ้นในราคาจอง และร่ำรวยจากราคาหุ้นในขณะนี้ คำถามคือ คนพวกนี้ไม่ต่างจาก พวกเงินใหม่แต่มีทัศนคติทางการเมืองอนุรักษ์นิยมในยุค 1990 ดังที่ได้กล่าวแล้วสักเท่าไร

คนพวกนี้มีอายุน้อย จบการศึกษาจากต่างประเทศเป็นส่วนใหญ่ มีกลุ่มธุรกิจเป็นของตัวเองที่โดดเด่น และหลากหลาย เช่น เป็นเจ้าของธุรกิจอสังหาริมทรัพย์ชั้นแนวหน้า เป็นผู้ผลิตชิ้นส่วนรถยนต์ที่มีชื่อเสียงของเมืองไทย เป็นเจ้าของสื่อ และสถานีโทรทัศน์ที่มีคนดูมากมายทั่วประเทศไทย

คนกลุ่มนี้เป็นพวกคลั่งไคล้หุ้น และเคยร่ำรวยหุ้นมาก่อนหน้านั้นแล้วในช่วงทศวรรษ 1990 อีกทั้งยังมีความสัมพันธ์กับนักการเมือง และพรรคการเมืองหลายพรรคในเวลาเดียวกัน

มาในปัจจุบัน คนพวกนี้เป็นสมาชิกพรรคไทยรักไทยชั้นแนวหน้า หลายคนเป็นทั้งผู้ร่วมก่อตั้งพรรค ส.ส.ปาร์ตี้ลิสต์ระดับต้นๆ และบางคนเป็นผู้สนับสนุนพรรคทางด้านการเงิน แต่วิธีการระดมทุนของคนพวกนี้ เป็นเหมือนนักการเมืองรุ่นเก่า ที่เคยร่ำรวยจากหุ้นในช่วง 1990 มาแล้ว

ดังนั้น ทัศนคติทางการเมืองของคนพวกนี้ก็หน้าจะเหมือนกันกับพวกเงินใหม่ในยุคที่ผ่านมานั้นเอง

นั่นคือ ไม่ใช่คนที่มีอุดมคติ คิดใหม่ ทำใหม่อะไร เพียงแต่เข้ามาระดมเงินทุนเพื่อการบริโภค และใช้จ่ายไปเพื่อเงิน กับอำนาจทางการเมืองที่เพิ่มขึ้นเท่านั้น

 

หน้า 14

 

กลับหน้าแรก