ปรากฏการณ์ไทยรักไทย จากพรรคอุปถัมภ์สู่พรรคชนชั้น (ต้น)

โดย เกษียร เตชะพีระ  มติชนรายวัน  วันที่ 28 พฤศจิกายน 2546

ก่อนเกิดปรากฏการณ์ไทยรักไทย ระบบพรรคการเมืองไทยเป็น พรรคอุปถัมภ์ในระบอบเลือกตั้งบนฐานรัฐรวมศูนย์ องค์ประกอบหลักของมันกล่าวโดยสังเขปได้แก่

1) รัฐราชการไทย ซึ่งมีลักษณะสำคัญคือ

-โครงสร้างรัฐรวมศูนย์สูงแต่ขาดเอกภาพ เหมือนพีระมิดที่แตกเป็นเสี่ยง (overcentralized but underunified state structure, like a fragmented pyramid)

-สัมพันธภาพทางอำนาจระหว่าง [ภาครัฐและภาคเอกชน] กับ [ภาคประชาชน] ขาดสมดุล คืออำนาจเอียงกระเท่เร่เบ้ไปทางภาครัฐ เมื่อเทียบกับสังคม, และเอียงกระเท่เร่เบ้ไปทางภาคเอกชน เมื่อเทียบกับภาคประชาชน

-ภาคประชาชนขาดแคลนตัวแทนปากเสียง ที่จะเรียกร้องผลประโยชน์ในสถาบันการเมืองทางการของรัฐทั้งระดับชาติ และระดับท้องถิ่น

หากกล่าวโดยสรุปตามข้อวิเคราะห์วิจารณ์ของเอนก เหล่าธรรมทัศน์ ก็คือรัฐไทยมีลักษณะและมรดกทางประวัติศาสตร์ที่รวมศูนย์และผูกขาดอธิปัตย์ (สองนัคราประชาธิปไตย : แนวทางการปฏิรูปการเมือง เศรษฐกิจ เพื่อประชาธิปไตย, 2538, น.42-43)

2) สังคมทอนกำลังอันเป็นฐานล่างของระบอบเลือกตั้ง

ผลจากการพัฒนาเศรษฐกิจสังคมไทยแบบทุนนิยมไม่สมดุล ไม่เสมอภาค ไม่เป็นธรรมและไม่ยั่งยืน ภายใต้เผด็จการทหารอาญาสิทธิ์ นับแต่สมัยระบอบสฤษดิ์สืบเนื่องมาถึงปัจจุบัน ทำให้เกิดการยักย้ายถ่ายโอน และเปลี่ยนแปลงการใช้ทรัพยากรขนานใหญ่ ส่งผลให้รัฐใหญ่ ทุนขยาย เมืองโต แต่ชนบทลีบ, สังคมไทยเกิดช่องว่างแตกต่างถ่างห่างจากกันเป็น 2 เสี่ยง ระหว่างชนบทที่จน-โง่-เจ็บ กับ เมืองใหญ่โดยเฉพาะกรุงเทพมหานคร ซึ่งเป็นเมืองโตเดี่ยว

ความแตกต่างนี้นำไปสู่สภาพไม่เข้าใจและมองต่างมุมทางวัฒนธรรมการเมืองซึ่งกันและกันระหว่างชนบท ที่ถูกคนชั้นกลางในเมืองมองเป็น "ทรราชของเสียงชนบทข้างมาก" (the tyranny of the rural majority) ที่ส่งนักเลือกตั้งเจ้าพ่อผู้มีอิทธิพลมาโกงบ้านกินเมือง กับ เมืองโดยเฉพาะกรุงเทพฯ ที่ถูกชาวนาชาวไร่ในชนบทมองเป็น "สังคมอนารยะ" (uncivil society) ที่ส่งพ่อค้าผู้รับเหมา นักลงทุน นักบริโภค นักท่องเที่ยวมาแย่งชิงทรัพยากรชนบทใช้อย่างทิ้งๆ ขว้างๆ และไม่ยั่งยืน

เกิดสภาพ "สองนัคราประชาธิปไตย" (เอนก เหล่าธรรมทัศน์) หรือ "หนึ่งรัฐ สองสังคม" (เสกสรรค์ ประเสริฐกุล, "ศตวรรษที่ 21 กับคำถามต่อนักรัฐศาสตร์", ปาฐกถาเนื่องในโอกาสครบรอบก่อตั้ง 53 ปี คณะรัฐศาสตร์ มหาวิทยาลัยธรรมศาสตร์, 14 มิ.ย. 2545) ซึ่งทอนกำลังซึ่งกันและกันจนคุมนักเลือกตั้งผู้กุมอำนาจอธิปไตยตามกฎหมายไม่ได้

3) หัวคะแนน

หัวคะแนนราว 1 ล้านคนเป็นห่วงโซ่ยุทธศาสตร์ที่เชื่อมโยงเครือข่ายผู้ออกเสียงเลือกตั้ง-รับการอุปถัมภ์ในชนบททั่วประเทศ เข้ากับ นักเลือกตั้งผู้อุปถัมภ์และกุมอำนาจรัฐในกรุงเทพฯ, ทำหน้าที่หาและรวบรวมคะแนนเสียงเป็นกลุ่มก้อนให้เจ้านายผู้ลงสมัครรับเลือกตั้ง และส่งเงินรวมทั้งข้าวของทรัพยากรต่างๆ ให้ชาวบ้านในเขตเลือกตั้งเป็นการตอบแทน โดยเฉพาะอย่างยิ่งในช่วงรณรงค์หาเสียง

หัวคะแนนเหล่านี้ตั้งรกรากเป็นหลักเป็นฐานอยู่ในเครือข่ายท้องถิ่นที่เชื่อมโยงครอบคลุมทั้งองค์กรปกครองส่วนท้องถิ่น (อบต., อบจ. ฯลฯ) หน่วยราชการ ธุรกิจเอกชน พระเณร ครู และธุรกิจผิดกฎหมายใต้ดิน พวกเขาเป็นที่ไว้เนื้อเชื่อใจของชาวบ้านโดยค่อยๆ สร้างสมอิทธิพลขึ้นมาผ่านการหมั่นติดต่อสัมพันธ์ รู้จักมักคุ้น อุปถัมภ์ช่วยเหลือชาวบ้านเป็นประจำต่อเนื่องกันยาวนาน ไม่ว่าจะช่วยแก้ปัญหายุ่งยากเดือดร้อนต่างๆ หาช่องทางเข้าถึงทรัพยากรที่หายาก และเป็นคนกลางคอยประสานเวลาชาวบ้านจำต้องติดต่อกับคนภายนอกที่เป็นตัวแทนของรัฐและตลาดซึ่งพวกเขาไม่คุ้นเคย

ดังนั้นเองหัวคะแนนจึงเป็นเสมือน ตลาดผู้ปฏิบัติงานการเมืองที่ในท้องถิ่นหนึ่งๆ มีตัวเลือกจำกัดเพื่อประกันชัยชนะ ผู้สมัครรับเลือกตั้งจะขาดพวกเขาไม่ได้ แถมจู่ๆ เกิดเหตุร้ายฉุกละหุกอะไรขึ้นมา จะหาตัวสำรองมาแทนหัวคะแนนเหล่านี้บัดเดี๋ยวนั้นก็ไม่ได้เหมือนกันเพราะกว่าจะสร้างตัวเป็นหัวคะแนนขึ้นมาในท้องที่หนึ่งๆ ได้ก็ต้องใช้เวลาซื้อใจชาวบ้าน ไม่เหมือนหาผู้สมัครรับเลือกตั้งหรือนายทุนหนุนหลังสำรองซึ่งหาง่ายกว่าเพราะไม่ถูกจำกัดปิดกั้นโดยท้องที่ ทำให้มีตัวเลือกมากกว่า

ผลลัพธ์มรณะน่าอเนจอนาถอย่างหนึ่งของการนี้ก็คือเมื่อใกล้ฤดูเลือกตั้งทั้งระดับชาติและท้องถิ่น หัวคะแนนท้องถิ่นมักจะตกเป็นเป้าสังหารหลักของมือปืนที่ผู้สมัครคู่แข่งจ้างวานมา ฉะนั้นพวกเขาก็เลยมักต้องตายก่อนเพื่อน กลายเป็นวีรชนจำใจแห่ง "ระบอบประชาธิปไตย" จากการเลือกตั้ง

4) นักเลือกตั้ง-ผู้มีอิทธิพล-ผู้อุปถัมภ์

นี่คือที่ตั้งแกนกลางของผู้กุมอำนาจในระบอบเลือกตั้งธิปไตย พวกเขาขึ้นชื่อว่าสังกัดพรรค แต่ความจริงอยู่เป็นมุ้งหรือคอก (factions) อุดมการณ์คือมุ่งหน้าร่วมรัฐบาลให้จงได้ อาศัยจำนวน ส.ส.ลูกมุ้งต่อรองเอาเก้าอี้รัฐมนตรีให้หัวหน้าและแกนนำมุ้งตามหลักคณิตศาสตร์การเมือง จะสังเกตได้ว่าในการเมืองระบอบเลือกตั้งธิปไตยไทย พรรคการเมืองค่อนข้างไร้เสถียรภาพ เดี๋ยวตั้งเดี๋ยวยุบ ขณะมุ้งการเมืองก่อตัวเกาะติดกันเหนียวแน่นมั่นคงกว่าคงรวมตัวอยู่เป็นมุ้งเดียวถึงจะย้ายมา 3-4 พรรคแล้วก็ตาม เอาเข้าจริงมุ้ง is everything, ส่วนพรรค is nothing

ในมุ้งนี่แหละที่เกิดกระบวนการประมวลรวบยอดผลประโยชน์ (interest aggregation) เฉพาะผลประโยชน์ของเครือข่ายเลือกตั้ง-อุปถัมภ์ต่างๆ ทว่าไม่กำเนิดกระบวนการสร้างทางเลือกเชิงนโยบาย (policy alternatives) จริงจังต่อเศรษฐกิจมหภาคของชาติหรือต่อชนบทโดยรวม ซึ่งส่วนมากมักวางกรอบแนวทางใหญ่ๆ มาจากสถาบันเทคโนแครตของรัฐ

5) คณะรัฐมนตรี

คณะรัฐมนตรีในระบอบเลือกตั้งธิปไตยคือที่ประชุมคณะกรรมการบริหารผลประโยชน์ของบรรดาหัวหน้ามุ้ง เพื่อแจกจ่ายการอุปถัมภ์จากรัฐไปตามเส้นสายมุ้งสู่ -> ส.ส.ลูกมุ้ง -> หัวคะแนน -> ถึงผู้ออกเสียงในเขตเลือกตั้งของตน, นายกรัฐมนตรีมีฐานะเป็นแค่อภิมหาหัวหน้ามุ้ง (firsts among equals), อำนาจต่อรองของนายกฯ จึงไม่มาก, มักถูกหัวหน้ามุ้งร่วมรัฐบาลข่มขู่ถอนตัวบ่อยๆ

ก่อนปรากฏการณ์ไทยรักไทย ระบบพรรคอุปถัมภ์ในระบอบเลือกตั้งบนฐานรัฐรวมศูนย์ ได้กลายเป็นตัวการขัดขวางและสลายการเรียกร้องผลประโยชน์ของกลุ่มมวลชนและชนชั้นต่างๆ ในสังคมอย่างเป็นอิสระเป็นตัวของตัวเอง (autonomous & independent organized articulation of class interests & demands) หากกลุ่มชนและชนชั้นใดไม่มีเส้นสายอุปถัมภ์กับนักเลือกตั้ง พวกเขาก็ประสบปัญหาที่จะเรียกร้องและนำเสนอผลประโยชน์ของตนให้เข้าถึงและเข้าสู่ระบบการเมือง ความนี้เป็นจริงแม้ในกรณีชนชั้นนายทุนเอง ดังที่เสกสรรค์ ประเสริฐกุล วิเคราะห์ฟันธงไว้อย่างรวมศูนย์ใน รัฐไทยในศตวรรษที่ 21: ปาฐกถาพิเศษเนื่องในโอกาสครบรอบ 46 ปี สยามรัฐสัปดาหวิจารณ์ (2543) ว่า:-

"การไม่มีทั้งลักษณะประชาชาติและลักษณะทางชนชั้น ทำให้พรรคการเมืองในประเทศไทย กลายเป็นเพียงกลุ่มผลประโยชน์โดยตัวเอง เป็นเครือข่ายอุปถัมภ์ของบุคคลจากชั้นชนต่างๆ ที่มุ่งดูดถ่ายผลประโยชน์ที่รัฐเอามาจากสังคมมาสู่กลุ่มของตน ด้วยเหตุนี้ จึงไม่แปลกอะไรเลยที่พรรคการเมืองในประเทศไทยมักไม่มีนโยบายที่แตกต่างกันชัดเจน" (น.28)

"ความโน้มเอียงของรัฐไทยในปัจจุบันไม่ใช่รัฐที่เลือกบริการชนชั้นใดชนชั้นหนึ่ง หากเป็นรัฐที่เอาประโยชน์จากทุกชนชั้น รวมทั้งชนชั้นนายทุนด้วย เมื่อใครให้ได้มากก็บริการมาก หากเป็นบริการที่ให้กับกลุ่มย่อยมากกว่าที่จะเป็นแนวนโยบายทั่วไป" (น.29)

ขณะเดียวกัน บทบาทประมวลรวบยอดผลประโยชน์ของกลุ่มฝ่ายต่างๆ ในสังคมเพื่อสร้างเป็นนโยบายซึ่งเทคโนแครตเคยทำก็กลับถูกละวางทอดทิ้งไปทุกทีเพราะเทคโนแครตรุ่นหลังอาจารย์ป๋วย อึ๊งภากรณ์ ค่อยๆ เสื่อมสมรรถภาพลงและถูกนักเลือกตั้งเล่นการเมือง (politicized) จนหยุดทำงาน

การณ์จึงกลับกลายเป็นว่าเมื่อเกิดวิกฤตเศรษฐกิจ กองทุนการเงินระหว่างประเทศ (IMF) จึงเป็นผู้มาวางกรอบนโยบายให้แทนบนฐานผลประโยชน์ของกลุ่มทุนการเงินข้ามชาติ แทนที่จะเป็นผลประโยชน์ของประชาชนหรือกลุ่มทุนไทย

ก่อนที่ปรากฏการณ์ไทยรักไทยจะเข้ามาผลักดันเปลี่ยนแปลงระบบพรรคการเมืองไทย จากพรรคอุปถัมภ์ไปสู่พรรคชนชั้นของกลุ่มทุนใหญ่โดยตรง

(ต่อตอนจบสัปดาห์หน้า)

หน้า 6

++++++++++++++

วันที่ 05 ธันวาคม พ.ศ. 2546 ปีที่ 26 ฉบับที่ 9401

 

ปรากฏการณ์ไทยรักไทย จากพรรคอุปถัมภ์สู่พรรคชนชั้น (จบ)

โดย เกษียร เตชะพีระ

Dr.James Ockey อดีตศิษย์เก่าร่วมรุ่นคณะรัฐศาสตร์ มหาวิทยาลัยคอร์แนล และปัจจุบันเป็นผู้บรรยายอาวุโส คณะรัฐศาสตร์ มหาวิทยาลัยแคนเตอร์เบอรี่ เมืองไครส์ตเชิร์ช ประเทศนิวซีแลนด์ ได้เกาะติดศึกษาวิจัยการเมืองในระบอบเลือกตั้งไทยอย่างต่อเนื่องมาสิบกว่าปี

ล่าสุด ดอกเตอร์โอ๊กกี้ได้วิเคราะห์ปรากฏการณ์ไทยรักไทย ไว้ในบทความเรื่อง "Change and Continuity in the Thai Political Party System" ในวารสารวิชาการ Asian Survey (2546) ซึ่งมีประเด็นแง่มุมการวิเคราะห์ที่น่าสนใจใคร่นำมาปรับประยุกต์เล่าต่อดังนี้

ปมเงื่อนที่จะใช้ตรวจวัดว่าพรรคไทยรักไทยเปลี่ยนระบบพรรคการเมืองไทยไปแค่ไหนเพียงใดก็คือไทยรักไทยจะต้อง "เปลี่ยนรูปการณ์ความสัมพันธ์ระหว่างพรรคกับมุ้งเสียใหม่" ซึ่งจากการสำรวจ 4 ปริมณฑลหลัก พบผลดังนี้

1) การวางหลักนโยบายของพรรค

เดิมที - มีแต่การอุปถัมถ์รายปลีกของมุ้งแต่ละมุ้งและ ส.ส. แต่ละคนเพื่อเคลมเครดิตเข้ามุ้งหรือเข้าตัวโดยไร้การพัฒนาเป็นนโยบายภาพรวมของพรรค

ทำใหม่ - พรรคไทยรักไทยสร้าง นโยบายประชานิยมเพื่อทุนนิยม ที่ขายตรงให้ทั้งคนชนบทรากหญ้ายากไร้ (เช่น นโยบายกองทุนหมู่บ้าน, พักชำระหนี้เกษตรกร, 30 บาทรักษาทุกโรค, แปลงสินทรัพย์เป็นทุน ฯลฯ) กับกลุ่มทุนไทยเอ็นพีแอลในกรุง (เช่น นโยบายก่อตั้งบรรษัทบริหารสินทรัพย์ไทยเพื่อซื้อโอนหนี้เน่าจากธนาคารพาณิชย์มาบริหาร, แนวนโยบายเอื้ออาทรทุนไทยโดยทั่วไป ฯลฯ) โดยนโยบาย 2 ด้านถูกยึดโยงเข้าไว้ด้วยกันด้วย วาทกรรมชาตินิยม ที่ป่าวร้องผลประโยชน์ไทยทั้งในชนบทและธุรกิจเมืองต่อสู้กับ IMF

2) ยุทธศาสตร์สร้างรัฐบาลผสม

เดิมที - รัฐบาลชุดต่างๆ ในระบอบเลือกตั้งธิปไตยที่ผ่านมาจะเดินยุทธศาสตร์สร้างรัฐบาลผสมแบบ "ยำเล็กสุดแซบชนะ+สำรองเผื่อเหลือเผื่อขาด" (a minimum winning coalition, plus a safety margin) กล่าวคือ ระดมรวบรวม ส.ส.ต่างพรรคต่างมุ้งมาเข้าร่วมรัฐบาลให้เกินกึ่งหนึ่งของจำนวน ส.สในสภาผู้แทนราษฎรไปในระดับไม่มากนัก โดยบวกสำรองเผื่อเหลือเผื่อขาดไว้นิดหน่อยเท่าที่จำเป็นในกรณีบางมุ้งการเมืองเกิดถอนตัว (=กึ่งหนึ่งของสภาฯ+1+ สำรองเผื่อเหลือเผื่อขาด)

ทั้งนี้ทั้งนั้น เพื่อให้สามารถแบ่งสันปันส่วนตำแหน่งรัฐมนตรีแก่มุ้งการเมืองต่างๆ ที่เข้าร่วมรัฐบาลได้ทั่วถึงอิ่มหนำสำราญพออกพอใจกันทั่วหน้า ตามสูตรคณิตศาสตร์การเมืองที่คิดโควตาเก้าอี้รัฐมนตรีอิงจำนวน ส.ส.ในแต่ละมุ้ง (ตกราว 5-7 ส.ส. ต่อ 1 เก้าอี้รัฐมนตรี)

ทำใหม่ - พรรคไทยรักไทยแปลงสูตรผสมรัฐบาลไปเป็นยุทธศาสตร์ "ยำใหญ่" (the grand coalition strategy) กล่าวคือดึง ส.ส.ต่างพรรคต่างมุ้งเข้าร่วมรัฐบาลให้ได้จำนวนมากที่สุดเท่าที่มากได้ ด้วยวิธีดูดซื้อ ส.ส.ต่างพรรคและยุบควบรวมกิจการของพรรคอื่นเข้ามา (merger & acquisition) จนกระทั่งเหลือจำนวน ส.ส.ฝ่ายค้านในสภาผู้แทนราษฎรไม่พอยื่นญัตติเปิดอภิปรายไม่ไว้วางใจนายกรัฐมนตรีด้วยซ้ำไป

ผลของยุทธศาสตร์ใหม่ซึ่งต้องอาศัยกำลังทุนหนุนหลังใหญ่โตอู้ฟู่พอจึงจะทำได้นี้ นอกจากเพิ่มเสถียรภาพของรัฐบาลโดยเฉพาะอย่างยิ่งตำแหน่งนายกฯในสภาฯแล้ว ยังเป็นการลดทอนอำนาจต่อรองของแต่ละมุ้งแต่ละพรรคร่วมรัฐบาลที่จะบั่นทอนเสถียรภาพของรัฐบาลผสมลง และเพิ่มอำนาจควบคุมของหัวหน้าพรรคใหญ่เหนือมุ้งทั้งหลายไม่ว่ามุ้งร่วมพรรคหรือต่างพรรคมากขึ้น

3) การจัดสรรแจกจ่ายการอุปถัมภ์

เดิมที - การอุปถัมภ์มักทำกันเป็นรายปลีกรายย่อย โดยส่งผ่านเงินงบประมาณ สัมปทาน ใบอนุญาต โครงการก่อสร้าง ค่าเช่าเศรษฐกิจหรือส่วยประดามีที่อาศัยอำนาจฝ่ายบริหารฉกฉวยได้มา ฯลฯ ไหลเวียนจากเก้าอี้รัฐมนตรีสู่-> มุ้งซึ่งจะควบคุมการจัดสรรแจกจ่ายผลประโยชน์ต่อไปยัง-> หัวคะแนนและชาวบ้านในเครือข่ายอุปถัมภ์

ทำใหม่ - เปลี่ยนเป็น การอุปถัมภ์โดยรัฐอย่างถูกกฎหมาย (legalized state patronage) หรือที่มักเรียกกันว่า "คอร์รัปชั่นเชิงนโยบาย" ซึ่งให้ก้อนผลประโยชน์มหาศาลชนิดการอุปถัมภ์รายปลีกรายย่อยแบบเก่าซึ่งผิดกฎหมายเทียบไม่ติด เช่น กรณีการออกพระราชกำหนดแปลงสัญญาสัมปทานโทรคมนาคม ยุติการจ่ายส่วนแบ่งรายได้ของบริษัทโทรคมนาคมยักษ์ใหญ่ แก่องค์กรโทรศัพท์แห่งประเทศไทย แล้วเก็บภาษีสรรพสามิตแทน มูลค่าเกือบ 3 แสนล้านบาท เป็นต้น

4) เครือข่ายเลือกตั้งและการซื้อเสียง

เดิมที - เครือข่ายเลือกตั้งและการซื้อเสียงเป็นของมุ้งการเมืองและ ส.ส.ผู้มีอิทธิพลรายคน, พรรคเป็นฝ่ายอาศัยพึ่งพาเครือข่ายเลือกตั้ง-อุปถัมภ์ของมุ้งและ ส.ส.เหล่านี้

ยังไม่ทำใหม่ - ยังไม่เห็นการเปลี่ยนแปลงชัดเจนในการเลือกตั้งครั้งหลังที่ผ่านมา มีการประกาศนโยบายและแสดงความพยายามที่จะขจัดผู้มีอิทธิพลหรือนายหน้าคนกลางทางการเมืองรายใหญ่ๆ ลง ทว่ากระบวนการที่องค์การจัดตั้งของพรรคจะคัดสรรบ่มเพาะผู้ปฏิบัติงาน เกาะติดยึดกุมมวลชน หยั่งรากเติบใหญ่ในแต่ละพื้นที่ได้เข้มแข็งมั่นคงพอจนสามารถเข้าแย่งยึดเครือข่ายเลือกตั้งเก่า หรือพัฒนาเครือข่ายเลือกตั้งใหม่ของพรรคเองขึ้นแทนที่ยังไม่ปรากฏประจักษ์ชัดและไม่ง่ายที่จะทำในเวลาอันสั้น

ทั้งนี้ ปมเงื่อนใจกลางอยู่ตรงต้องทำลายห่วงโซ่สัมพันธ์ส่วนตัว ระหว่างมุ้งการเมือง กับชาวบ้านผู้ออกเสียง ให้แตกหักสะบั้นลง-ซึ่งก็คือตัดหัวคะแนนทิ้งนั่นเอง

จากบทวิเคราะห์ข้างต้น พอประมวลสรุปเป็นข้อสังเกตส่งท้ายได้ว่า

1) ปมเงื่อนของความเปลี่ยนแปลงในระบบพรรคการเมืองไทยจากพรรคอุปถัมภ์สู่พรรคชนชั้น เกิดจากผลกระทบของวิกฤตเศรษฐกิจ มากกว่ารัฐธรรมนูญฉบับใหม่ พ.ศ.2540 โดยการกล้า "คิดใหม่ ทำใหม่" ของไทยรักไทยมีส่วนสำคัญในการรู้เลือกหยิบฉวยใช้ประโยชน์ "แปรวิกฤตให้เป็นโอกาส" มาเสริมสร้างอำนาจพรรค

ข้อสังเกตของดอกเตอร์โอ๊กกี้นี้มีจุดเน้นต่างจากการวิเคราะห์ตีความของรังสรรค์ ธนะพรพันธุ์ และชัยอนันต์ สมุทวณิช ที่ให้น้ำหนักกับกรอบบทบัญญัติว่าด้วยพรรคการเมืองของรัฐธรรมนูญ พ.ศ.2540 โดยรังสรรค์ชี้ว่า รัฐธรรมนูญมีอคติเกี่ยวกับขนาดของพรรคการเมือง คือลงโทษพรรคเล็กที่ได้คะแนน Party List ต่ำกว่า 5% ของผู้ไปใช้สิทธิออกเสียงเลือกตั้ง โดยไม่ให้พรรคเหล่านั้นมี ส.ส.ในระบบบัญชีรายชื่อของพรรค แต่เอื้อประโยชน์พรรคใหญ่ที่ได้คะแนน Party List สูงกว่า 5% โดยถ่ายโอนส่วนแบ่งเก้าอี้ ส.ส.ในระบบบัญชีรายชื่อของพรรคเล็กแถมพกไปให้ ("ทักษิณาธิปไตยในมุมมอง "รังสรรค์ ธนะพรพันธุ์" ระบอบการเมืองของทักษิณ โดยทักษิณ เพื่อทักษิณ", สยามรัฐสัปดาหวิจารณ์, 50:9 (25-31 กรกฎาคม พ.ศ.2546), 10-12)

ขณะที่ชัยอนันต์เห็นว่ากรอบรัฐธรรมนูญซึ่งเอื้อให้มีพรรคเดียว เกิดจากนักวิชาการไทยเข้าใจสังคมไทยผิดหมด ไปลอกเลียนระบบสองพรรคมา ทั้งที่ดูจากความเป็นจริงของสังคมไทยแล้วควรจะมีได้ 3-5 พรรค ("ชัยอนันต์ สมุทวณิช วิพากษ์สังคมไทยหลัง 14 ตุลา", มติชนรายวัน, 10 ส.ค.2546, น.2)

แต่ทั้งนี้เราไม่จำต้องเลือกปัจจัยหนึ่งใดเป็นเหตุอธิบายแต่เพียงหนึ่งเดียว เพราะทั้งสองปัจจัย อันได้แก่ผลกระทบจากวิกฤตเศรษฐกิจ กับกรอบรัฐธรรมนูญใหม่ ต่างก็เกื้อกูลหนุนเสริมกัน เปิดโอกาสให้ไทยรักไทย คิดใหม่ทำใหม่ ต่อระบบพรรคการเมืองไทยด้วยกันทั้งคู่

2) ผลกระทบจากวิกฤตเศรษฐกิจได้เปลี่ยนดุลอำนาจทางการเมืองระหว่างพลัง 3 กลุ่ม ได้แก่ กลุ่มทุนใหญ่เจ้าของพรรคไทยรักไทย, กลุ่มทุนใหญ่ไทยอื่นๆ และ เจ้าพ่อผู้มีอิทธิพลในหัวเมืองต่างจังหวัด ไป

กล่าวคือทรัพยากรทุนการเงินที่งวดตัวน้อยลงหลังวิกฤตทำให้บรรดากลุ่มทุนใหญ่ไทยใหญ่อื่นๆ และเจ้าพ่อผู้มีอิทธิพลในหัวเมืองต่างจังหวัดทั้งหลายอ่อนแอลงทางเศรษฐกิจ จึงหันมาเทความสนับสนุนให้ หรือพึ่งพิงเงินทุน และเข้าร่วมพรรคไทยรักไทยเป็นขบวน ทั้งหมดนี้ทำให้กลุ่มทุนใหญ่เจ้าของพรรคไทยรักไทย มีอำนาจต่อรอง และควบคุมเหนือมุ้งการเมืองต่างๆ ในพรรคตนเองและเหนือพรรคอื่นอย่างเข้มแข็งเด็ดขาด

พรรคไทยรักไทยจึงนับเป็นพรรคการเมืองพรรคแรกของชนชั้นนายทุนใหญ่ไทย, เพื่อชนชั้นนายทุนใหญ่ไทย และโดยชนชั้นนายทุนใหญ่ไทยอย่างแท้จริง

3) อย่างไรก็ตาม จุดอ่อนที่อาจทำให้พรรคไทยรักไทยเสื่อมอำนาจมี 3 ปัจจัยด้วยกัน คือ

ก) ปฏิทรรศน์ทางเศรษฐกิจ (economic paradox) ที่ว่า "หากไทยรักไทยฟื้นเศรษฐกิจสำเร็จ พรรคก็จะสูญเสียความเหนือกว่าทางการเงินอย่างท่วมท้นที่มีอยู่ไป ในทางกลับกัน หากพรรคฟื้นเศรษฐกิจไม่สำเร็จ พรรคก็จะเสียเสียงสนับสนุนในการเลือกตั้ง"

ทั้งนี้ เพราะในระยะยาวแล้วรัฐบาลผสมสูตรยำใหญ่มีเสถียรภาพน้อยกว่า และรักษาไว้ได้ยากกว่า รัฐบาลผสมสูตรยำเล็กสุดแซบชนะ กลุ่มทุนและมุ้งการเมืองต่างๆ สังกัดฝ่ายรัฐบาลย่อมหิวกระหายโหยหา และรอเวลาจ้องตะครุบเก้าอี้รัฐมนตรี ที่มีน้อยตัวลงกว่าแต่ก่อน เมื่อเทียบสัดส่วนกับจำนวน ส.ส.ร่วมรัฐบาลที่มากกว่าแต่ก่อนยิ่งขึ้น ความข้อนี้มีส่วนอธิบายการปรับ ครม.บ่อยครั้งของรัฐบาลทักษิณว่า เพื่อพยายามเปิดโอกาสจัดสรรเก้าอี้รัฐมนตรี หมุนเวียนไปให้กลุ่มทุนและมุ้งต่างๆ อย่างทั่วถึง

นอกจากนี้ กลุ่มทุนใหญ่ต่างๆ ที่เริ่มฟื้นตัวและมีผลประโยชน์แตกต่างกระทั่งขัดแย้งกันอาจพบว่า พรรคเดียวใต้การนำเดี่ยวแคบไปสำหรับสนองผลประโยชน์ตน ในการแข่งขันกับกลุ่มอื่น และแสวงหาตัวแทนการเมืองอื่นๆ แทน

ความเป็นไปได้ของการนี้คงขึ้นอยู่กับว่ากลุ่มทุนใหญ่ต่างๆ ของไทยมีความแตกต่างหลากหลาย ทางผลประโยชน์มากพอ ที่จะขัดแย้งกันอย่างรอมชอมไม่ได้, จริงหรือไม่?

และพรรคไทยรักไทยมีสมรรถนวิสัยจะรอมชอมรวบรวมและประสานผลประโยชน์ของกลุ่มทุนใหญ่ต่างๆ เข้าด้วยกันในพรรคตนภายในการนำเดี่ยวของท่านผู้นำคนเดียวอย่างแนบแน่นมั่นคงยั่งยืนหรือเปล่า?

ข) วัฒนธรรมการเมืองฝ่ายค้านซึ่งหยั่งลึกในหมู่ปัญญาชนสาธารณะ นักวิชาการ สื่อมวลชน องค์กรประชาชนและองค์กรพัฒนาเอกชน นับย้อนหลังได้ตั้งแต่สมัยสมบูรณาญาสิทธิราชย์ในรัชกาลที่ 6, พุทธทศวรรษ 2490 หลังสงครามโลกครั้งที่สอง, ช่วงขบวนการประชาธิปไตยก่อน 14 ตุลา 2516-6 ตุลา 2519, กบฏทางปัญญาและวัฒนธรรมต่อเผด็จการของ พคท.ในป่า, และเกือบศตวรรษหลังพฤษภาประชาธรรม 2535 เป็นต้น

รากเหง้าแบบแผนปฏิบัติอันเป็นธรรมเนียมยาวนานของการเมืองวัฒนธรรมเสรีประชาธิปไตยไทยนี้มิใช่จะยกเลิกถอนรากได้ง่ายๆ ชั่วข้ามคืน เพราะมีคนรักมันมาก มีคนคุ้นเคยกับมันมาก มีคนได้ประโยชน์จากมันและให้คุณค่าแก่มันมาก และฉะนั้นจึงมีคนพร้อมที่จะต่อสู้ปกป้องหวงแหนมันมาก แม้จะเสี่ยงกับการเสียสินบนหวานๆ ทางการเมืองและถูกพรรค-รัฐบาลเลือกไม่รักหรือชังน้ำหน้าก็ตาม

ในภาวะเผชิญหน้าคับขันกับอำนาจรัฐ มรดกไทยที่เป็นทรัพยากรทางวัฒนธรรมเพื่อการต่อต้านทางการเมือง อันนี้อาจถูกพลังสังคมเรียกระดมมาเวียนใช้อีกได้

ค) ความบกพร่องล้มเหลวในการปฏิบัตินโยบายที่เริ่มปริแยกให้เห็น เช่นปัญหาการบริหารงบประมาณในโครงการ 30 บาทรักษาทุกโรค เป็นต้น

"คอร์รัปชั่นเชิงนโยบาย" ที่เกิดขึ้นเป็นพักๆ หรืออหังการแห่งอำนาจ เช่นการใช้อำนาจบริหารออกพระราชกำหนดในกรณีชวนโต้แย้ง เสมือนหนึ่งริบฉวยเอาอำนาจนิติบัญญัติไปไว้ในมือตน

การปราบปรามมวลชนฝ่ายค้านด้วยกำลังในลักษณะล่วงละเมิดสิทธิเสรีภาพของพลเมืองอย่างไม่แยแสรัฐธรรมนูญ ฯลฯ

เหล่านี้ล้วนอาจทำให้ประชามติเปลี่ยน คะแนนนิยมรัฐบาลดิ่งตก เปิดทางให้มุ้งแยกตัวและรัฐบาลล้มได้

หน้า 6

 

 

กลับหน้าแรก