ยกเลิกกฎหมายปรามการค้าประเวณี

คอลัมน์ ดุลยภาพดุลยพินิจ  โดย ผาสุก พงษ์ไพจิตร  มติชนรายวัน  วันที่ 3 ธันวาคม 2546

ขอออกตัวก่อนว่า ผู้เขียนไม่สนับสนุนการค้าประเวณีเป็นธุรกิจ ถ้าเป็นไปได้อยากเห็นสังคมที่ไม่มีใครต้องเลี้ยงชีพด้วยการขายตัว และก็ไม่ควรมีชายคนไหนที่พอใจจะซื้อผู้หญิงเพื่อบริการทางเพศให้ตนเอง ไม่ว่าจะด้วยเหตุผลใดก็ตาม และสังคมก็ควรจะทำทุกอย่างเพื่อให้บรรลุภาวะสังคมในอุดมคติที่กล่าวมานี้

สังคมใดที่มีผู้หญิงหากินก็ต้องพยายามเปิดโอกาสให้ผู้หญิงเหล่านี้ได้เลือกอาชีพใหม่ให้รายได้แก่พวกเธอตามสมควร

นายกฯทักษิณ ควรอย่างยิ่งที่จะต้องให้ความสำคัญอันดับต้นๆ กับนโยบายปรับเปลี่ยนอาชีพของผู้หญิงบริการทางเพศ ภายใต้โครงการขจัดความจนภายใน 6 ปีของท่าน

แต่เราอยู่ในโลกแห่งความเป็นจริง ดังนั้นจึงขอเสนอประเด็นให้พิจารณา 2-3 เรื่องคือ

ประการที่หนึ่ง ตามหลักเศรษฐศาสตร์ ถ้าลดซัพพลายหรืออุปทานของสินค้าใดสินค้าหนึ่งขณะที่ความต้องการยังสูง ราคาสินค้านั้นก็จะพุ่งขึ้นไป ถ้าเราทำให้หญิงบริการตกเป็นผู้ร้าย ในขณะที่มีคนต้องการเธอมาก ในทำนองเดียวกันราคาของเธอก็จะพุ่งขึ้น

แต่คำถามคือ ใครได้ประโยชน์จากราคาสูงนี้ ผู้หญิงหรือเปล่า?

คำตอบคือไม่ใช่ เพราะว่าเธอเป็นผู้ร้าย ราคาที่สูงขึ้นจะกลายเป็นกำไรเข้ากระเป๋าผู้ประกอบการ เช่น คุณชูวิทย์ และเข้ากระเป๋าตำรวจซึ่งมีหน้าที่บังคับใช้กฎหมาย แต่ฉวยโอกาสเก็บ "ส่วยอ่าง" หรือ "ภาษีไม่เป็นทางการ"

ดังนั้น การคงกฎเกณฑ์การค้าประเวณีเป็นความผิดทางอาญา โดยไม่เปลี่ยนสภาวะของอุปสงค์ จึงเพียงแต่ทำให้กลุ่มคนเช่นคุณชูวิทย์ และตำรวจรับส่วยรวยขึ้นเท่านั้นเอง

ประการที่สอง ถ้าหากสังคมเรามีหญิงบริการทางเพศอยู่ถึง 200,000 คน หรือมากกว่า ดังที่มีการ "ประมาณการตัวเลขกันไว้ และถ้าหากเรายังไม่อาจกำจัดอุปสงค์เพื่อยุติธุรกิจนี้ได้ ส่งผลให้หญิงบริการทางเพศถูกเอาเปรียบถึง 3 สถานด้วยกัน

หนึ่งจากเจ้าของกิจการหรือเจ้านายของเขา เช่นคุณชูวิทย์

สองจากแขกผู้มาใช้บริการ

และสามจากตำรวจ ถ้าเป็นเช่นนั้นแล้วละก็ เราต้องยอมรับร่วมกันว่าสังคมของเรามีปัญหามนุษยธรรม และเราต้องใส่ใจที่จะแก้ไข เพราะมันเป็นปัญหาของผู้หญิงบริการที่อยู่ร่วมโลกกับเราเป็นจำนวนมาก และมันเป็นการเอาเปรียบกันอย่างร้ายทีเดียว

ถ้าหากเรายกเลิกกฎหมายปรามการค้าประเวณี และให้หญิงบริการได้รับการคุ้มครองจากกฎหมายแรงงาน หญิงบริการทางเพศก็สามารถจะมีสิทธิเต็มที่ในฐานะเป็นคนทำงานเหมือนคนทำงานอื่นๆ อย่างน้อยพวกเธอก็จะมีศักดิ์ศรีเป็นผู้หญิงทำงาน และมีสิทธิที่จะต่อรองสภาพการทำงานกับนายจ้างเหมือนคนทำงานทั่วไป

สถานการณ์ใหม่นี้ ผนวกกับโครงการจัดหางานทางเลือกให้กับคนที่อยากเปลี่ยนอาชีพอย่างที่ผู้เขียนกล่าวข้างต้น ถ้าทำได้จริงก็จะทำให้ผู้หญิงบริการทางเพศมีโอกาสมีทางเลือกในชีวิตได้มากขึ้น และไม่ถูกทอดทิ้งให้เป็นเหยื่อของนายจ้าง ผู้ใช้บริการ และตำรวจ ที่มีอำนาจมากกว่าพวกเธออย่างมากมาย

ในกรณีที่มีการเปลี่ยนอาชีพ ผู้หญิงจำเป็นต้องได้รับการฝึกอบรมเพื่อเพิ่มทักษะที่มีความต้องการในตลาด เช่น ความชำนาญด้านคอมพิวเตอร์เพื่อให้เธอๆ ได้มีโอกาสหารายได้ได้ดีตามสมควร

รัฐบาลควรจัดให้มีเงินอุดหนุนในช่วงที่ต้องใช้เวลาฝึกอบรมอาชีพใหม่

ผู้เขียนไม่สนับสนุนการจดทะเบียน แม้คิดว่าเราต้องมีกฎเกณฑ์ที่จะดูแลผลกระทบของกิจกรรมนี้ที่อาจมีต่อสังคม เราอาจจะต้องใช้วิธีการจัดโซน ห้ามการโฆษณา(เช่น ป้ายโจ่งแจ้งอย่างที่หน้าสถานบริการของคุณชูวิทย์ ก็อาจจะต้องมีการควบคุม) กฎเกณฑ์ที่กำกับการโฆษณาบุหรี่อาจเป็นตัวอย่าง และคิดว่าเราต้องตั้งคณะกรรมการขึ้นมาดูแลกิจกรรมนี้ต่างหากแยกออกจากตำรวจ

ขอสนับสนุนการเปลี่ยนแปลงที่เพิ่มอำนาจให้กับผู้หญิงในสังคมเรา หากวิเคราะห์กันให้ถึงแก่นแล้วละก็ สาเหตุที่สังคมเรามีหญิงบริการทางเพศเป็นจำนวนมากนั้น น่าจะเป็นเพราะผู้หญิงเป็นฝ่ายเสียเปรียบมาโดยตลอด แม้ว่าเราจะมีพัฒนาการทางเศรษฐกิจและสังคมมากกว่า 40 ปี ผู้หญิงเสียเปรียบทั้งจากมุมมองของกฎหมายและประเพณีของสังคม

ทำไมเราจึงมี ส.ส.หญิงจำนวนน้อยมาก ทำไมเรามีผู้พิพากษาหญิง ตำรวจหญิงและผู้หญิงในตำแหน่งสูงๆ ระดับอธิบดีและเหนือกว่านั้น จำนวนน้อยเหลือเกิน เราต้องแก้ไขสถานการณ์ เริ่มด้วยการปรับปรุงกฎหมายเกี่ยวกับครอบครัว และส่งเสริมบทบาทของผู้หญิงในกระบวนการยุติธรรม

ความพยายามแก้ไขสิ่งเหล่านี้นี่เองที่จะยกฐานะของผู้หญิง ไม่ใช่ทำให้ผู้หญิงตกเป็นผู้ร้ายในสังคมผู้ชายเป็นใหญ่

หน้า 6

 

กลับหน้าแรก