|
เกมวัดใจแบงก์
ทำตามใบสั่งธปท. "แฮร์คัต"ลูกหนี้หมดปัญญา
รายงาน ประชาชาติธุรกิจ วันที่ 1 ธันวาคม 2546 ปีที่ 27 ฉบับที่ 3536 (2736) "เอ็นพีแอล" หรือ "หนี้ที่ไม่ก่อให้เกิดรายได้" เป็นปัญหารากเหง้าของเศรษฐกิจไทยอย่างแท้จริง แม้เวลาจะล่วงเลยมากว่า 6 ปีแล้ว แต่ก็ยังไม่สามารถขจัดเสี้ยนหนามนี้ให้พ้นไปได้ จึงยังเป็นตัวชี้ที่ดีว่า การที่รัฐบาลบอกเศรษฐกิจไทยขยายตัวดีมากถึงระดับ 8-10% มันแผ่ซ่านไปถ้วนทั่วทุกภาคอุตสาหกรรมหรือไม่ การจัดประชุมเชิงปฏิบัติการ (เวิร์กช็อป) แก้ปัญหาเอ็นพีแอลเมื่อวันที่ 26 พ.ย.ที่ผ่านมา ไม่ใช่ เป็นครั้งแรกนับตั้งแต่เกิดวิกฤตปี 2540 แต่เป็นครั้งที่สอง หลังจากเมื่อปี 2545 ที่ธนาคารแห่งประเทศไทย (ธปท.) เรียกธนาคารพาณิชย์มาหารือเพื่อหาแนวทางแก้ไข
แต่จากวันนั้นถึงวันนี้ ดูเหมือนทุกอย่างยังหยุดอยู่กับที่ การลดลงของเอ็นพีแอลไม่ได้รุดหน้ามากนัก โดยลดลงเพียง 79,396 ล้านบาท จาก มิ.ย. 2545 ที่มีประมาณ 788,181 ล้านบาท จนถึงวันนี้เวลาผ่านไปหนึ่งปี เอ็นพีแอลก็ยังเหลืออยู่ 708,786 ล้านบาท ซึ่งเมื่อรวมกับเอ็นพีแอลของบริษัทเงินทุนและธนาคารต่างประเทศ ยอดรวมเอ็นพีแอลทั้งระบบอยู่ที่ 763,603 ล้านบาท สาเหตุหลักๆ ที่ทำให้เอ็นพีแอลลดลงช้า ธปท. รวบรวมมาได้ว่าเกิดจาก 1.ลูกหนี้เอ็นพีแอลที่เหลือ ส่วนใหญ่เป็นประเภทรายย่อย และธุรกิจขนาดกลางและย่อม (เอสเอ็มอี) 2.มีการเจรจากันหลายรอบแล้วแต่ไม่สำเร็จ เพราะกระแสเงินสดที่จะมาชำระหนี้มีไม่เพียงพอ 3.มีจำนวนลูกหนี้รายย่อยมากทำให้การเจรจาล่าช้า 4.เป็นประเภทลูกหนี้ที่ไม่ได้รับอานิสงส์จากเศรษฐกิจที่ขยายตัว รายได้จึงไม่เพิ่มขึ้นเพียงพอจะชำระหนี้ได้ ดังนั้น ธปท.โดย ม.ร.ว.ปรีดิยาธร เทวกุล ผู้ว่าการ จึงประกาศแนวทางการแก้ปัญหาแบบเบ็ดเสร็จ ในการประชุมเวิรก์ช็อป ที่ผ่านมา ขอความร่วมมือธนาคารพาณิชย์ เร่งการเจรจาให้เสร็จสิ้นโดยเร็ว โดยนำรูปแบบการทำงานในลักษณะ ตั้งเป้าหมายภายในเวลาที่กำหนดมาเป็นตัวบีบรัด พร้อมกับสั่งธนาคารพาณิชย์ ให้พิจารณาข้อเท็จจริงของลูกหนี้แต่ละรายว่า มีฐานะ และศักยภาพในการชำระหนี้อย่างไร หากรายไหนหมดปัญญาที่จะชำระหนี้ได้ก็ควร "แฮร์คัต" ไปให้จบสิ้น หรือบางรายที่จงใจเบี้ยวหนี้ มีปัญญาแต่ไม่ยอมชำระ ต้องเร่งดำเนินการ ฟ้องร้อง อย่าปล่อยทิ้งไว้ให้รกพอร์ต แต่ถ้าบางรายไม่มีเงินแต่มีหลักทรัพย์ก็ให้นำมาตีชำระหนี้แทน เพื่อให้กระบวนการจบได้โดยเร็ว นอกจากนี้ ธปท.ยังขอความร่วมมือให้ธนาคารพาณิชย์ส่งรายชื่อลูกหนี้เพื่อให้ ธปท.ช่วยเจรจาหาข้อสรุปให้ มากกว่าปัจจุบันที่ส่งมาเพียง 10% เพราะจากการประเมินผลพบว่า ธปท.สามารถเจรจากับลูกหนี้ที่ธนาคารพาณิชย์ส่งมาสำเร็จ เป็นสัดส่วนกว่า 80% สำหรับเอ็นพีแอลในกลุ่มที่เจรจาหนี้สำเร็จและอยู่ระหว่างการผ่อนชำระ แต่ปรากฏว่าไม่สามารถปฏิบัติตามข้อสัญญาได้ ในช่วงระยะเวลาเริ่มต้นผ่อนชำระ 3 เดือน และถูกย้ายมาอยู่กลุ่มระหว่างดำเนินคดี บังคับคดี ขายทอดตลาด ธปท.จะเข้าไปช่วยเหลือ โดยขณะนี้อยู่ระหว่างแก้ไขกฎหมายเพื่อให้บรรษัทบริหารสินทรัพย์สถาบันการเงิน (บบส.) เข้าไปรับซื้อสินทรัพย์ที่ขายทอดตลาด หรือทรัพย์สินรอการขาย (เอ็นพีเอ) ของธนาคารพาณิชย์ได้ โดยคาดว่าภายใน ธ.ค.นี้ กฎหมายดังกล่าวจะออกและบังคับใช้ในเดือน ม.ค.2547 ส่วนกระบวนการศาลได้ประสานงานไปให้มีการพิจารณาคดีความ เร็วขึ้น เพื่อผลักดันให้ลูกหนี้และเจ้าหนี้เร่งเจรจาก่อนเข้าสู่ชั้นศาล ซึ่งจะช่วยลดเอ็นพีแอลได้อีกทางหนึ่ง ขณะที่มีการเสนอแก้ไขกฎหมายวิธีการพิจารณาความแพ่งในส่วนของกรมบังคับคดี เพื่อลดขั้นตอนเร็วขึ้น และลดการประมูลขายทอดตลาด จากเดิมจะประมูล 20-30 ครั้ง/สินทรัพย์ 1 ราย แต่หากกฎหมายดังกล่าวบังคับใช้ จะเหลือเพียง 3-4 ครั้งเท่านั้น ซึ่งเรื่องนี้อยู่ระหว่างการพิจารณาของวุฒิสภา นอกจากนี้ ในส่วนค่าธรรมเนียมการถอนการยึดทรัพย์ และขายทอดตลาด อยู่ระหว่างการพิจารณาลดอัตราค่าธรรมเนียม จากปัจจุบันเก็บอยู่ 3.5% ในส่วนการถอนยึดทรัพย์ และ 4.5% ในส่วนการขายทอดตลาด 4.5% ซึ่งจะช่วยลดต้นทุนให้ลูกหนี้และเจ้าหนี้ สำหรับการแก้กฎหมายในศาลล้มละลายนั้น ประเด็นสำคัญคงเป็นเรื่องการตีความหมาย ของการเป็นผู้ล้มละลายให้ชัดเจนขึ้น ที่ระบุให้ออกจากการเป็นบุคคลล้มละลายภายในเวลา 3 ปี หมาย ความรวมไปถึงบุคคลอย่างไรบ้าง และคนที่มีเงินแต่ไม่จ่ายหนี้จนถึง 10 ปี จะยังเป็นบุคคลล้มละลายอยู่หรือไม่ "มั่นใจว่า แนวทางแก้ปัญหาดังกล่าว จะลดเอ็นพีแอลได้เหลือ 3% ของสินเชื่อรวม ภายในเวลา 2 ปี โดยเอ็นพีแอลในกลุ่มที่อยู่ระหว่างดำเนินคดีและบังคับคดีจะแก้ไขได้หมด รวมถึงหนี้ในกลุ่มที่ปรับสำเร็จ อยู่ระหว่างการผ่อนชำระ และการเจรจา 365,216 ล้านบาท จะเหลือต่ำกว่า 1 แสนล้านบาท" ม.ร.ว.ปรีดิยาธรยืนยัน ด้านความคิดเห็นของธนาคารพาณิชย์ ส่วนใหญ่เห็นด้วยกับแนวทางของ ธปท. โดย นายชาติศิริ โสภณพนิช กรรมการผู้จัดการใหญ่ ธนาคารกรุงเทพ ระบุว่า หลังจากนี้คงต้องเร่งรัดหน่วยงานที่เกี่ยวข้องในองค์กร ให้เร่งดำเนินการตามแนว ทางของ ธปท. ซึ่ง 50% ของเอ็นพีแอลในธนาคารอยู่ขั้นตอนบังคับคดี คาดว่าปีหน้าเอ็นพีแอลน่าจะลดลง แม้จะยังเป็นเลขสองหลักอยู่ เพราะธนาคารมีเอ็นพีแอลอยู่กว่า 20% ขณะที่ นายบัณฑูร ล่ำซำ กรรมการผู้จัดการ ธนาคารกสิกรไทย กล่าวว่า การที่ธปท.เข้ามาช่วยเจรจาปรับโครงสร้างหนี้ และตั้งเป้าลดเอ็นพีแอลภายใน 2 ปี จะทำให้การแก้ไขเอ็นพีแอลเร็วขึ้น ประกอบกับภาวะเศรษฐกิจไทย ที่เติบโตจะทำให้การแก้ไขเอ็นพีแอล บรรลุผลเร็วขึ้นด้วย เชื่อว่าภายใน 2 ปี ธนาคารจะเหลือเอ็นพีแอลเลขหลักเดียว จากปัจจุบัน 16-17% นายวิโรจน์ นวลแข กรรมการผู้จัดการ ธนาคารกรุงไทย ประกาศว่าปี 2548 จะเป็นปีที่กรุงไทยมีเอ็นพีแอลเหลือเพียง 2% โดยลดจาก 5% และ 9% ในปี 2547 และปี 2546 คุณหญิงชฎา วัฒนศิริธรรม กรรมการผู้จัดการใหญ่ ธนาคารไทยพาณิชย์ กล่าวว่า การลดลงของเอ็นพีแอลช่วงที่ผ่านมา ไม่น่าประทับใจ แต่เชื่อว่าหากกฎหมายบังคับคดีและกฎหมายล้มละลายมีผลบังคับใช้ จะช่วยให้เอ็นพีแอลลดลงได้มาก ดังนั้น คงต้องติดตามดูต่อไปว่า แนวทางการแก้ไขปัญหาเอ็นพีแอลแบบเบ็ดเสร็จของ ธปท.จะลดเอ็นพีแอลให้เหลือ 3% ภายใน 2 ปี ได้จริงหรือไม่ และธนาคารพาณิชย์จะใจกล้า ยอมเฉือนเนื้อ(เน่า) โดยแฮร์คัตหนี้ที่หมดปัญญาใช้หนี้ได้มากน้อยแค่ไหน หรือต้องรอให้ ธปท.สั่งอีกเป็นรอบที่สาม ประชาชาติธุรกิจ หน้า 23
|
| กลับหน้าแรก |