|
มาร์เก็ตแคป 6
ล้านล้านบาท?
ปิยสวัสดิ์ อัมระนันทน์ , PiyasvastiA@k-asset.co.th กรุงเทพธุรกิจ วันที่ 2 ธันวาคม 2546 ผมได้รับคำถามว่า การที่ท่านนายกรัฐมนตรีได้ประกาศ ระหว่างการประชุมคณะรัฐมนตรีสัญจรที่อำเภอหัวหิน เมื่อวันที่ 29 พฤศจิกายน ที่ผ่านมาว่า ในปี 2547 รัฐบาลจะเร่งกระจายหุ้นรัฐวิสาหกิจที่มีกำไรในตลาดหลักทรัพย์แห่งประเทศไทย ซึ่งจะทำให้มูลค่ารวมของตลาดหลักทรัพย์ (Market Capitalization) เพิ่มเป็น 100% ของผลิตภัณฑ์มวลรวม หรือ 6 ล้านล้านบาทนั้น มีความเป็นไปได้เพียงใด การพัฒนาของตลาดหลักทรัพย์ กับการพัฒนาเศรษฐกิจ จะไปในทิศทางเดียวกัน และโดยปกติมาร์เก็ตแคป กับผลิตภัณฑ์มวลรวม (GDP) จะอยู่ในระดับใกล้เคียงกัน ในหลายประเทศในภูมิภาคนี้สัดส่วนดังกล่าว อยู่ในระดับสูงกว่า GDP เช่น ประเทศสิงคโปร์ 129%, มาเลเซีย 136%, ไต้หวัน 99% และฮ่องกง 320% สำหรับประเทศไทยในปี 2546 มูลค่ารวมของตลาดหลักทรัพย์ อยู่ในระดับร้อยละ 66 ของ GDP เท่านั้น (ดูตาราง) มาร์เก็ตแคปจะเพิ่มเป็น 100% ของผลิตภัณฑ์มวลรวมหรือไม่ ขึ้นอยู่กับปัจจัย 3 ประการคือ ปัจจัยพื้นฐานของเศรษฐกิจไทย และฐานะการเงินของบริษัทจดทะเบียนในตลาดหลักทรัพย์ ปริมาณหุ้นที่มีคุณภาพดีเพียงพอที่จะให้ลงทุน และกระแสเงิน (Flow of Funds) ที่จะไหลเข้ามาลงทุนในตลาดหลักทรัพย์ สำหรับในประเด็นแรกนั้น ปัจจัยพื้นฐานของทั้งเศรษฐกิจไทยโดยรวม และของบริษัทที่จดทะเบียนในตลาดหลักทรัพย์ ส่วนใหญ่ดีขึ้นมาก อีกทั้งการลงทุนในหุ้นเป็นทางเลือกที่น่าสนใจ เมื่อเทียบกับการลงทุนในสินทรัพย์อื่น เช่นแม้ว่าดัชนีตลาดหลักทรัพย์จะเพิ่มขึ้นเป็น 646 จุด แล้วก็ตาม ราคาต่อกำไร (PE Ratio) ของตลาดไทยก็ยังค่อนข้างต่ำ คืออยู่ในระดับ 10-11 ในกรณีที่ใช้ตัวเลขผลกำไรของปี 2546 ส่วนในปี 2547 กำไรของธุรกิจต่างๆ ที่เพิ่มขึ้นจะทำให้ PE Ratio ลดลงมาเหลือ 9-10 เท่านั้น (ในกรณีที่ราคาหุ้นอยู่ในระดับปัจจุบัน) ในประเด็นที่สอง ปัญหาสำคัญของตลาดหลักทรัพย์ไทย คือ มีหุ้นที่มีคุณภาพดี และสภาพคล่องอย่างเพียงพอค่อนข้างน้อย กล่าวคือ บริษัทที่มีความมั่นคง และการซื้อขายหุ้นมีสภาพคล่องสูง (Liquidity) มีไม่ถึงหนึ่งร้อยบริษัท จากจำนวนสี่ร้อยบริษัท ที่จดทะเบียนในตลาดหลักทรัพย์ การแปรรูปรัฐวิสาหกิจ จึงเป็นมาตรการสำคัญ ที่จะช่วยทำให้มีการลงทุนจากต่างประเทศ มากขึ้น รวมทั้งส่งเสริมให้มีการลงทุนระยะยาวโดยผู้ลงทุนไทย เพราะจะทำให้มีหุ้นที่มีคุณภาพดีเข้ามาซื้อขายในตลาด และเป็นทางเลือกที่แท้จริง ให้แก่ผู้ฝากเงิน รัฐวิสาหกิจที่มีกำไร ส่วนใหญ่ถือว่าเป็นธุรกิจที่มีคุณภาพดี และจะได้รับความสนใจอย่างมากจากผู้ลงทุน เช่น การไฟฟ้าทั้งสามแห่ง บริษัท ท่าอากาศยานไทย จำกัด บริษัท ทศท คอร์ปอเรชั่น จำกัด บริษัท กสท โทรคมนาคม จำกัด เป็นต้น ซึ่งรัฐมีแผนที่จะกระจายหุ้นในปี 2547 และเมื่อรวมกับการออกหุ้นใหม่ของเอกชนแล้ว คาดว่าจะทำให้มูลค่ารวมของตลาดหลักทรัพย์ไทยเพิ่มขึ้นประมาณ 800,000 ล้านบาท สำหรับในประเด็นสุดท้าย กระแสเงินที่ไหลเข้ามาลงทุนในตลาดหลักทรัพย์นั้น แยกได้เป็นสองส่วน ส่วนแรกคือ กระแสเงินจากพฤติกรรมในการจัดสรรการลงทุนของผู้ลงทุนในประเทศ และส่วนที่สองคือ การลงทุนโดยนักลงทุนต่างประเทศ ในปัจจุบันดุลบัญชีเดินสะพัดที่เกินดุล ความจำเป็นในการชำระหนี้ ที่ลดลงมาก สภาพคล่องในระบบการเงินในระดับสูง และความเชื่อมั่นของผู้ลงทุน ซึ่งเริ่มเปลี่ยนพฤติกรรมการลงทุน และการออม คือ ปัจจัยสำคัญที่ทำให้มีเม็ดเงินใหม่ เข้ามาลงทุนในตลาดหลักทรัพย์โดยผู้ลงทุนในประเทศ โดยเฉพาะดุลบัญชีเดินสะพัด ที่เกินดุลในระดับ 600 ล้านดอลลาร์สหรัฐต่อเดือน หมายความว่า ประเทศไทยมีทรัพย์สินสุทธิเพิ่มขึ้นเดือนละ 25,000 ล้านบาท ซึ่งจำเป็นต้องหาที่จะลงทุน อีกทั้งในช่วงสี่เดือนที่ผ่านมา เริ่มเห็นการเปลี่ยนแปลงที่ชัดเจนยิ่งขึ้นเกี่ยวกับการจัดสรรการลงทุนของผู้ลงทุนไทย ดังจะเห็นได้ว่า เม็ดเงินใหม่ที่ไหลเข้ามาลงทุนในกองทุนรวม เป็นการลงทุนในกองทุนหุ้นเป็นหลัก เทียบกับสัดส่วนร้อยละ 25% โดยเฉลี่ย สำหรับในส่วนของนักลงทุนต่างชาตินั้น การตัดสินใจลงทุนในประเทศไทย ขึ้นอยู่กับความน่าสนใจ ของการลงทุนในประเทศไทย เมื่อเทียบกับประเทศอื่นๆ และปริมาณของหุ้นคุณภาพดี ที่สามารถลงทุนได้ ในประเด็นแรก หากเราพิจารณาเปรียบราคาของหุ้นในตลาดหลักทรัพย์ไทย เทียบกับตลาดอื่นในภูมิภาคนี้โดยตัวชี้วัดราคาหุ้นต่างๆ จะเห็นว่า การลงทุนในหุ้นในตลาดหลักทรัพย์ไทยในปัจจุบัน ยังเป็นทางเลือกที่น่าสนใจสำหรับนักลงทุนต่างชาติ รวมทั้งยังมีโอกาสได้กำไรเพิ่มเติม จากค่าของเงินบาทที่แข็งขึ้น เช่น PE ของตลาดอื่นๆ ในภูมิภาคนี้ล้วนแต่สูงกว่าไทย ยกเว้นเกาหลี และอินโดนีเซีย ตัวชี้วัดที่สำคัญว่า ประเทศไทยมีหุ้นคุณภาพดีที่นักลงทุนสถาบันต่างชาติสามารถลงทุนได้เพียงใด และจะสามารถดึงเม็ดเงิน จากต่างประเทศเพียงใด ก็คือ ดัชนี MSCI (Morgan Stanley Corporation Inc.) ซึ่งนักลงทุนสถาบันมักจะยึดเป็นเกณฑ์ ในการจัดสรรการลงทุน ในตลาดหลักทรัพย์ในประเทศต่างๆ ในปัจจุบันดัชนี MSCI สำหรับเอเชีย (ไม่รวมญี่ปุ่น) ให้น้ำหนักประเทศไทยเพียงร้อยละ 3 ในขณะที่น้ำหนักของเกาหลี ฮ่องกง ไต้หวัน สิงคโปร์ จีน มาเลเซีย และอินเดียเท่ากับ 23%, 21%, 17%, 11%, 9%, 7% และ 6% การแปรรูปรัฐวิสาหกิจจะช่วยทำให้ดัชนี MSCI เพิ่มขึ้นและดึงเม็ดเงินใหม่เข้ามาจากต่างประเทศ สำหรับปี 2547 GDP น่าจะอยู่ในระดับ 6.36 ล้านล้านบาท หากรัฐบาลเร่งกระจายหุ้นรัฐวิสาหกิจที่มีกำไร ในตลาดหลักทรัพย์แห่งประเทศไทย ซึ่งคาดว่าจะทำให้มูลรวมของตลาดหลักทรัพย์ไทย เพิ่มขึ้นประมาณ 800,000 ล้านบาท เป็น 4.66 ล้านล้านบาท และหากดัชนีตลาดหลักทรัพย์เพิ่มขึ้นเป็น 880 จุด มาร์เก็ตแคป ในปี 2547 จะเท่ากับผลิตภัณฑ์มวลรวม เป้าหมายที่ท่านนายกฯ ตั้งไว้จึงมีความเป็นไปได้สูงทีเดียว ++++++ ตาราง มูลค่ารวมของตลาดหลักทรัพย์ต่อ GDP ฮ่องกง 320% มาเลเซีย 136% สิงคโปร์ 129% อังกฤษ 113% สหรัฐอเมริกา 112% ไต้หวัน 99% ออสเตรเลีย 92% แคนาดา 84% ฝรั่งเศส 83% ไทย 66% ญี่ปุ่น 53% เกาหลีใต้ 45% นิวซีแลนด์ 37% เยอรมนี 34% ฟิลิปปินส์ 26% อินโดนีเซีย 20% ที่มา : คุณสุวิทย์ มาไพศาลสิน, ประธานเจ้าหน้าที่บริหาร บริษัท หลักทรัพย์ เมอร์ริล ลินช์ ภัทร จำกัด, " ปี 2547: ปีทองของธุรกิจหลักทรัพย์?",งานสัมมนาของบริษัทหลักทรัพย์จัดการกองทุนกสิกรไทย จำกัด วันที่ 29 ตุลาคม 2546
|
| กลับหน้าแรก |