ตามรอยพระบาทพระพุทธเจ้าหลวง : ปิดบ่อนทั่วราชอาณาจักรไทย

รศ.ดร.เจิมศักดิ์ ปิ่นทอง สมาชิกวุฒิสภา  กรุงเทพธุรกิจ  วันที่ 1 ธันวาคม 2546

"ควรจะคิดตริตรอง ให้เห็นโทษเห็นคุณตามที่จริง และงดเว้นการสนุก และการหาประโยชน์ ในเรื่องเล่นเบี้ยนี้เสีย จะได้ช่วยกันรับราชการ ฉลองพระเดชพระคุณ ทะนุบำรุงแผ่นดิน เพิกถอนความชั่วในเรื่องเล่นเบี้ย"

พระราชนิพนธ์

พระบาทสมเด็จพระจุลจอมเกล้าเจ้าอยู่หัว

ปัจจุบันความต้องการผลักดันให้เปิดบ่อนกาสิโนได้โดยถูกกฎหมายในประเทศ ปรากฏให้เห็นมาอย่างต่อเนื่อง และเริ่มแสดงตนชัดเจนขึ้นเป็นลำดับ

นับตั้งแต่ คณะกรรมาธิการการเงิน การคลัง การธนาคารและสถาบันการเงิน สภาผู้แทนราษฎร ได้ใช้เงินภาษีราษฎร เดินทางไปศึกษาดูงาน และทดลองเล่นพนันที่บ่อนกาสิโนต่างประเทศอย่างแข่งขัน ไปกาสิโนประเทศกรีซ ไปกาสิโนประเทศฮังการี ไปกาสิโนประเทศโปแลนด์ ไปบ่อนปอยเปต ประเทศกัมพูชา มีผู้บัญชาการตำรวจแห่งชาติออกมาให้ความเห็นสนับสนุนการเปิดบ่อนถูกกฎหมายในประเทศ

ต่อมา นายสังศิต พิริยะรังสรรค์ รองประธานสภาที่ปรึกษาเศรษฐกิจและสังคมแห่งชาติ ได้ออกมาให้ข้อมูลความเห็นส่วนตัว เกี่ยวกับผลกระทบของการดำเนินธุรกิจในทางที่กฎหมายถือว่าไม่ถูกต้อง (Underground Economy) เป็นต้นว่า บ่อนการพนัน ทำให้รัฐสูญเสียโอกาสทางเศรษฐกิจมหาศาล

หลังจากนั้น รัฐบาลได้ทำหนังสือขอคำปรึกษาและข้อเสนอแนะจากสภาที่ปรึกษาเศรษฐกิจและสังคมแห่งชาติ เกี่ยวกับการอนุญาตให้จัดตั้งหรือเปิดบ่อนกาสิโนโดยชอบด้วยกฎหมายภายใต้เงื่อนไขและข้อจำกัดบางประการ

เป็นที่น่าสังเกตว่า ก่อนหน้านี้ รัฐบาลไม่เคยขอคำปรึกษาอย่างเป็นทางการจากสภาที่ปรึกษาฯ เลยไม่ว่าจะเป็นเรื่องสำคัญๆ เช่น การแปรสัญญาโทรคมนาคม การแก้ปัญหายาเสพติด เป็นต้น จึงอาจเข้าใจได้ว่า รัฐบาลอาจจะกำลังยืมมือสภาที่ปรึกษาฯ ให้ช่วยยืนยันคำตอบในใจของรัฐบาลที่ต้องการเปิดบ่อนในประเทศอยู่แล้วตั้งแต่ต้น

กระทั้งได้มีการเตรียมสถานที่สำหรับเปิดเป็นบ่อนกาสิโนเอาไว้เรียบร้อยแล้ว ที่โรงแรมใหญ่ในเขตหาดจอมเทียน จ.ชลบุรี คงรอเพียงการปรุงแต่ง เพื่อสร้างความชอบธรรมให้ครบถ้วนเท่านั้น

ปัจจุบัน จึงมีผู้เสนอให้ทำประชามติว่า ควรเปิดบ่อนถูกกฎหมายในประเทศหรือไม่ ? บางคนถึงกับเสนอให้ทำประชามติเป็นรายจังหวัด จังหวัดใดสนใจจะเปิดบ่อน ก็พิจารณาให้เปิดได้ ซึ่งนับเป็นวิธีที่แยบยล เอื้อต่อข้อสรุปที่ต้องการเปิดบ่อน

ในเมื่อการเปิดบ่อนเป็นเรื่องใหญ่ที่มีผลกระทบทั้งทางเศรษฐกิจและสังคมทั่วประเทศ การเสนอให้แยกส่วน ซอยย่อยเป็นระดับจังหวัดจึงเป็นลูกเล่นทางการเมือง เพราะหากพิจารณาแยกส่วน โอกาสที่จะมีจังหวัดใดจังหวัดหนึ่ง ลงมติเห็นด้วยกับการมีบ่อนย่อมจะสูงกว่า การสำรวจโดยรวมทั้งประเทศ ซึ่งไม่แน่ใจว่า หากในอนาคตเมื่อจังหวัดใดคัดค้าน ก็อาจจะมีผู้เสนอให้ทำประชามติในระดับหมู่บ้านเสียเลยก็ได้

ความจริงแล้วในการพิจารณาเกี่ยวกับการเปิดบ่อนการพนันในประเทศไทยนั้น รัฐบาลสมควรที่จะได้เรียนรู้เป็นอันมาก จากความเหนื่อยยาก ความมุ่งมั่น และความรักในพสกนิกรที่พระพุทธเจ้าหลวง (ร.5) ได้ทรงแสดงออกเมื่อดำเนินนโยบาย "เลิกบ่อนเบี้ยการพนัน" ให้สิ้นไปจากสยามประเทศ

จากในอดีต มีการเล่นการพนันในบ่อน ได้แก่ บ่อนถั่วและบ่อนโป โดยใช้เบี้ยเล่นแทนเงิน เมื่อเลิกเล่นจึงเอาเบี้ยไปขึ้นเป็นเงิน สถานที่เล่นพนันจึงเรียกว่า "บ่อนเบี้ย" และการเล่นพนันถั่วและโปจึงเรียกว่า "เล่นเบี้ย"

ในคราวนั้น แม้รัฐจะมีรายได้จาก "อากรบ่อนเบี้ย" มาใช้จ่ายในการพัฒนาประเทศแต่พระบาทสมเด็จพระจุลจอมเกล้าเจ้าอยู่หัว รัชการที่ 5 (พระพุทธเจ้าหลวง) ทรงตระหนักถึงภัยอันใหญ่หลวงของบ่อนเบี้ยการพนัน ดังความบางตอนในพระราชหัตถเลขา พระราชทานกรมพระยาดำรงราชานุภาพ ว่า

"...ได้เรียนตำราเล่นเบี้ยอย่างฝรั่งเข้าใจ ข้อซึ่งเข้าใจกันว่าเล่นไม่น่าสนุกนั้นไม่จริงเลย สนุกยิ่งกว่าอะไรๆหมด ถ้าชาวบางกอกได้รู้ไปเล่นแล้ว ฉิบหายกันไม่เหลือ ถ้าหากว่าไปถึงเมืองเราเข้าเมื่อไร จะรอช้าแต่สักวันเดียวก็ไม่ควร ต้องห้ามทันที"

พระองค์เห็นว่าการมีราษฎรมัวเมาในการพนันย่อมเป็นเหตุนำไปสู่ความวิบัติ ทั้งส่วนตัวและส่วนรวม ในความมั่นคงของประเทศชาติ จึงทรงพระกรุณาโปรดเกล้าฯให้จัดการปรับปรุงงานพระคลัง เพื่อหารายได้อื่น มาทดแทนรายได้จากอากรบ่อนเบี้ย โดยมีประกาศเริ่มลดจำนวนบ่อนลงเรื่อยๆ จากที่เคยมีกว่า 400 ตำบล ในแขวงกรุงเทพฯ ในพ.ศ.2431 ลดเหลือ 47 ตำบลในพ.ศ.2433 และเหลือ 9 ตำบลในพ.ศ.2453 ซึ่งแม้จะใช้เวลายาวนาน แต่พระองค์ก็ไม่ทรงย่อท้อ ด้วยความมุ่งมั่นอันประเสริฐและความปรารถนาดีต่อพสกนิกรโดยแท้จริง ดังที่ทรงนิพนธ์ไว้ว่า

"การเล่นเบี้ยนั้น เป็นที่ไม่ต้องพระอัธยาศัยมาทุกๆพระเจ้าแผ่นดิน เพราะฉะนั้นควรที่พระบรมวงศานุวงศ์ และข้าราชการ ผู้ซึ่งมีความนับถือต่อพระบารมี และพระเดชพระคุณพระเจ้าแผ่นดินสืบๆ กันมา

ควรจะคิดตริตรองให้เห็นโทษเห็นคุณตามที่จริง และงดเว้นการสนุกและการหาประโยชน์ในเรื่องเล่นเบี้ยนี้เสีย จะได้ช่วยกันรับราชการฉลองพระเดชพระคุณทะนุบำรุงแผ่นดิน เพิกถอนความชั่วในเรื่องเล่นเบี้ย ซึ่งอบรมอยู่ในสันดานชนทั้งปวงอันอยู่ในพระราชอาณาเขต เป็นเหตุจะเหนี่ยวรั้งความเจริญของบ้านเมืองให้เสื่อมสูญไป

ด้วยกำลังที่ช่วยกันมากๆ และเป็นแบบอย่างความประพฤติให้คนทั้งปวงเอาอย่าง ตามคำนักปราชญ์ย่อมกล่าวว่า การที่ทำให้เห็นเป็นแบบอย่างง่ายกว่าที่จะสั่งสอนด้วยปาก ถ้าเจ้านายขุนนางประพฤติเล่นเบี้ยอยู่ตราบใด คนทั้งปวงก็ยังเห็นว่าไม่สู้เป็นการเสียหายมาก ผู้มีบรรดาศักดิ์จึงยังประพฤติอยู่ ถ้าผู้มีบรรดาศักดิ์ละเว้นเสีย ให้เห็นว่าความพยายามเช่นนั้นเป็นของคนต่ำช้าประพฤติแล้ว ถึงแม้จะเลิกขาดสูญไปไม่ได้ก็คงจะเบาบางลงได้เป็นแท้.."

แต่แล้ว พระราชดำริในการเลิกบ่อนเบี้ยให้สิ้นไปทั้งหมดของพระพุทธเจ้าหลวงก็ยังไม่บรรลุสำเร็จ เพราะพระองค์สวรรคตเสียก่อน

อย่างไรก็ตาม พระบาทสมเด็จพระมงกุฎเกล้าเจ้าอยู่หัว(รัชกาลที่ 6) ได้ทรงรับพระราชภารกิจเลิกบ่อนเบี้ยมาดำเนินการต่อ แม้บ้านเรือนในขณะนั้นจะมีความจำเป็นต้องอาศัยรายได้ดังกล่าว แต่ก็ทรงตัดสินพระทัยเด็ดขาด ที่จะกำจัดบ่อนเบี้ยให้สิ้นไปจากสยามประเทศ เพื่อช่วยราษฎรให้ล่วงพ้นจากความทุกข์ ความเป็นหนี้ และความเป็นทาสจากการลุ่มหลงมัวเมาในการพนัน

โดยทรงเห็นว่าประเทศใดมีพลเมืองยากจนมั่วสุมอยู่กับอบายมุข ย่อมเป็นเหตุแห่งอันตราย ต่อความมั่นคงทางเศรษฐกิจ ของประเทศนั้น ในเมื่อประเทศไทยกำลังพัฒนาปรับปรุงตนเอง ให้มีฐานะเทียบเคียงนานาอารยประเทศ ก็จำต้องปรับปรุงฐานะความเป็นอยู่และยกระดับจิตใจของราษฎรให้สูงขึ้นด้วย

วันที่ 1 มีนาคม พ.ศ. 2458 พระองค์จึงทรงมีพระบรมราชโองการฯ ให้ออกประกาศ ให้เลิกเล่นการพนันทุกประเภทโดยสิ้นเชิง

88 ปี ผ่านไป รัฐบาลชุดปัจจุบันที่มีนายกรัฐมนตรีชื่อทักษิณ ชินวัตร กำลังสนใจพิจารณาแนวทาง การอนุญาตให้จัดตั้ง หรือเปิดบ่อนกาสิโน โดยถูกกฎหมาย กระทั่งมีการขอคำปรึกษาและข้อเสนอแนะไปยังสภาที่ปรึกษาฯ จึงเป็นเรื่องที่สังคมควรจับตามองอย่างสำคัญ

เพราะความเห็นของสภาที่ปรึกษาก็น่ารับฟังอยู่ แต่ก็อยากจะเชิญชวนรัฐบาล พ.ต.ท. ดร.ทักษิณ และพสกนิกรชาวไทย ได้พิจารณาถึงพระวิริยะอุตสาหะ ความพากเพียร พยายามเลิกบ่อนเบี้ยการพนันของพระพุทธเจ้าหลวง อันสมควรน้อมเกล้ารับใส่กระหม่อมของบรรดาผู้มีอำนาจในบ้านเมืองเป็นยิ่งนัก

ที่หยิบยกข้อจริงแท้ในประวัติศาสตร์ อัญเชิญพระราชนิพนธ์ และพระราชหัตถเลขามานี้ก็เพื่อจะได้ยุติการเห็นผิดเป็นชอบ เห็นกงจักรเป็นดอกบัว เห็นความชั่วเป็นสิ่งเจริญ รวมทั้ง จะได้ล้มเลิกความพยายามต้องการเปิดบ่อนถูกกฎหมาย บนแผ่นดินไทย อันเป็นความมุ่งมั่นที่น่าเอือมระอากันเสียที

 

กลับหน้าแรก