Technocrats หายไปไหน?

โดย รังสรรค์ ธนะพรพันธุ์  นิตยสารผู้จัดการ (กันยายน 2546)

ผู้คนที่ติดตามการดำเนินนโยบายเศรษฐกิจ ของรัฐบาล พ.ต.ท.ทักษิณ ชินวัตร เริ่มมีคำถามผุดขึ้นในใจว่า เทคโนแครตหายไปไหน เพียงชั่วเวลา 2 ปีที่รัฐบาลนี้บริหารราชการแผ่นดิน เทคโนแครตในสังกัดกระทรวง ที่เกี่ยวข้องกับเศรษฐกิจ พากันหายหน้าหายตา จนก่อให้เกิดข้อกังขาว่าฤาเทคโนแครตสูญพันธุ์เสียแล้ว

ผมแปล Technocrats ว่า "ขุนนางนักวิชาการ" อาจารย์อัมมาร สยามวาลา ท่านเคยใช้คำว่า "วิทยาธิปัตย์"

การศึกษากลุ่มขุนนางนักวิชาการที่เป็นงานบุกเบิกเป็นของศาสตราจารย์ลอเรนส์ สไตเฟล (Laurence D.Stifel) ผมได้สานต่อการศึกษาเรื่องนี้ในหนังสือเรื่อง กระบวนการกำหนดนโยบายเศรษฐกิจในประเทศไทย : บทวิเคราะห์เชิงประวัติศาสตร์เศรษฐกิจการเมือง พ.ศ.2475-2530

เทคโนแครตเป็นข้าราชการผู้บริหารระดับกลาง (Middle-Level Executive) มีหน้าที่ดูแลการดำเนินนโยบายเศรษฐกิจ ติดตามการเปลี่ยนสภาวการณ์ทางเศรษฐกิจ วิเคราะห์ปัญหาเศรษฐกิจ ที่เกิดขึ้น คาดการณ์สภาวะเศรษฐกิจในอนาคต และนำเสนอการปรับเปลี่ยนนโยบายเศรษฐกิจเดิม และ/ หรือผลักดันนโยบายเศรษฐกิจใหม่ ข้าราชการ กลุ่มนี้มีบทบาทสำคัญ ในการนำอภิปรายในการประชุมเกี่ยวกับ การกำหนดนโยบายเศรษฐกิจ แม้จะมิใช่ผู้กำหนดนโยบาย หรือผู้ตัดสินใจขั้นสุดท้าย ในการกำหนดนโยบาย แต่ก็เป็นผู้มีบทบาทในขั้นตอนสำคัญ ของกระบวนการกำหนดนโยบาย โดยเฉพาะอย่างยิ่งการป้อนข้อมูล และการหล่อหลอมความคิดเห็นของผู้มีหน้าที่ตัดสินใจ

ในบรรดากลุ่มขุนนางนักวิชาการในหน่วยงานที่เกี่ยวข้องกับเศรษฐกิจทั้งหมด กลุ่มที่มีอิทธิพลและสำคัญที่สุด เป็นกลุ่มที่มีบทบาทในการกำหนดนโยบายเศรษฐกิจมหภาค และยุทธศาสตร์การพัฒนา อันได้แก่ ธนาคารแห่งประเทศไทย กระทรวงการคลัง สำนักงบประมาณ และสำนักงานคณะกรรมการพัฒนาการเศรษฐกิจ และสังคมแห่งชาติ

นับตั้งแต่สงครามโลกครั้งที่สองยุติลงเป็นต้นมา กลุ่มขุนนางนักวิชาการมีผู้นำที่เด่นชัด ในแต่ละยุคแต่ละสมัย ประชาสังคมไทยรับรู้ว่า ใครเป็นผู้นำขุนนางนักวิชาการในกระทรวงต่างๆ ที่ข้องเกี่ยวกับการกำหนดนโยบายเศรษฐกิจ ในบรรดาผู้นำเหล่านี้ ชื่อของอาจารย์ป๋วย อึ๊งภากรณ์ ดูจะโดดเด่นกว่าผู้อื่น  แม้จนบัดนี้ยังเป็นที่กล่าวขาน เสนาะ อูนากูล และม.ร.ว.จัตุมงคล โสณกุล อาจ เป็นผู้นำขุนนางนักวิชาการคนท้ายๆ ในประวัติศาสตร์ เศรษฐกิจไทย

โครงสร้างส่วนบนของระบบเศรษฐกิจเป็นปัจจัยสำคัญ ที่กำหนดบทบาทของกลุ่มขุนนางนักวิชาการ ในยุคสมัยที่สังคมการเมืองไทย เป็นสังคมอำมาตยาธิปไตย (Bureaucratic Policy) ที่มีการปกครองทั้งระบอบเผด็จการ และระบอบกึ่งเผด็จการกึ่งประชาธิปไตย ขุนนางนักวิชาการเป็นลุ่มที่มีบทบาทอันโดดเด่น ในการกำหนดนโยบายเศรษฐกิจมหภาค ส่วนสำคัญเป็นเพราะลักษณะเทคนิควิชาการ (Technicality) ของนโยบายเศรษฐกิจมหภาคอันซับซ้อน เกินกว่าที่จะรับรู้ได้ หากปราศจากความรู้หลัก และทฤษฎีเศรษฐศาสตร์ ด้วยเหตุดังนี้ ชนชั้นปกครองจึงเป็นเพียง 'ตรายาง' ที่ให้ความเห็นชอบแนวนโยบายเศรษฐกิจที่นำเสนอ โดยขุนนางนักวิชาการ การถกเถียงว่าด้วยแนวนโยบายเศรษฐกิจ เป็นเรื่องภายในระบบราชการส่วนหนึ่ง เป็นเพราะกระบวนการกำหนดนโยบาย ขาดความโปร่งใส และการมีส่วนร่วมของประชาชน อีกส่วนหนึ่งเป็นเพราะ นักเศรษฐศาสตร์นอกกลุ่มพลังอำมาตยาธิปไตย ทั้งในชุมชนวิชาการและภาคธุรกิจเอกชนขาดความเข้มแข็ง

เมื่อสังคมอำมาตยาธิปไตยลงรากปักหลักอย่างค่อนข้างมั่นคง สมาชิกกลุ่มขุนนางนักวิชาการ เริ่มไต่บันไดแห่งอำนาจ ขึ้นเป็นชนชั้นปกครอง ขุนนางนักวิชาการจำนวนไม่น้อย ถีบตัวขึ้นมาเป็นรัฐมนตรีในยุคถนอม-ประภาส รวมทั้งรัฐบาลนายสัญญา ธรรมศักดิ์ ภายหลังการเปลี่ยนแปลงทางการเมืองเดือนตุลาคม 2516 การเลื่อนฐานะจากเทคโนแครต เป็นรัฐมนตรียังคงปรากฏต่อมาในรัฐบาลเปรม 1-3 (2523-2526) แต่แล้วพลังกลับถดถอยในยุครัฐบาลเปรม 4-5 (2526-2531)

แม้รัฐบาลพลเอกเปรม ติณสูลานนท์ เป็นรัฐบาลของกลุ่มพลังอำมาตยาธิปไตยในเบื้องต้น แต่กลับกลายเป็นรัฐบาลของกลุ่มพลังยียาธิปไตยในบั้นปลาย การแย่งชิงอำนาจรัฐระหว่างกลุ่มอำมาตยาธิปไตย กับกลุ่มยียาธิปไตย เป็นไปอย่างเข้มข้นในปลายยุครัฐบาลพลเอกเปรม และจบลงด้วยชัยชนะของกลุ่มยียาธิปไตย เมื่อรัฐบาลพลเอกชาติชาย ชุณหะวัณ มีอำนาจบริหารราชการแผ่นดิน (2531-2534)

รัฐบาลพลเอกชาติชาย โดยคณะที่ปรึกษาบ้านพิษณุโลก จงใจลิดรอนอำนาจของกลุ่มขุนนางนักวิชาการ ซึ่งในเวลานั้นนายเสนาะ อูนากูล เป็นผู้นำ และพยายามเข้าไปสวมบทบาทแทนกลุ่มขุนนางนักวิชาการ แต่กลุ่มขุนนางนักวิชาการกลับฟื้นคืนชีพ เมื่อเกิดการรัฐประหารเดือนกุมภาพันธ์ 2534 โดยกลับมามีบทบาท ในรัฐบาลนายอานันท์ ปันยารชุน ซึ่งโดยรูปลักษณ์เป็นรัฐบาล ของกลุ่มพลังอำมาตยาธิปไตย แต่โดยเนื้อแท้เป็นรัฐบาลของกลุ่มทุน

ฐานอำนาจของกลุ่มขุนนางนักวิชาการ ได้รับความเสียหายอย่างใหญ่หลวง เมื่อเกิดวิกฤติการณ์การเงิน 2540 ประชาสังคมไทยเริ่มมีข้อกังขา เกี่ยวกับความสามารถทางวิชาการ ของกลุ่มขุนนางนักวิชาการ ในสังกัดธนาคารแห่งประเทศไทย และกระทรวงการคลัง เพราะความผิดพลาดในการกำหนด และบริหารนโยบายเศรษฐกิจมหภาค นำหายนภัยมาสู่สังคมเศรษฐกิจไทยชนิดที่ไม่เคยปรากฏมาก่อน ภาพของขุนนางนักวิชาการที่มีความรู้ความสามารถ มีความซื่อสัตย์สุจริตและเห็นแก่ประโยชน์ของสังคมโดยส่วนรวม ยิ่งกว่าผลประโยชน์ส่วนตัว มลายหายไปจนเกือบหมดสิ้น ภาพเช่นนี้ไม่เพียงแต่จะไม่ปรากฏในธนาคารแห่งประเทศไทย และกระทรวงการคลังเท่านั้น หากยังไม่ปรากฏในกระทรวงอื่นๆ ที่ข้องเกี่ยวกับนโยบายเศรษฐกิจอีกด้วย ไม่ว่าจะเป็นกระทรวงพาณิชย์ กระทรวงอุตสาหกรรม และกระทรวงเกษตรและสหกรณ์

ในระยะเวลาครึ่งศตวรรษที่ผ่านมานี้ คุณลักษณะของขุนนางนักวิชาการ แปรเปลี่ยนไปมาก 'กฎเหล็ก' ที่อาจารย์ป๋วย อึ๊งภากรณ์ สถาปนาเพื่อธำรง พรหมจรรย์ของขุนนางนักวิชาการ' ในข้อที่ไม่ข้องแวะกับผลประโยชน์ทางธุรกิจ ทั้งในฐานะผู้บริหาร ผู้ถือหุ้น และพนักงานของวิสาหกิจเอกชน ทั้งนี้เพื่อป้องกันปัญหา ความขัดกันแห่งผลประโยชน์ (Conflicts of Interest) ถูกทำลายอย่าง ราบคาบ จนท้ายที่สุดขุนนางนักวิชาการ มีจิตวิญญาณไม่ต่างจากสัตว์เศรษฐกิจ ผู้มีความละโมบ และเห็นแก่ผลประโยชน์ส่วนตัว ยิ่งกว่าผลประโยชน์ส่วนรวม ในแง่นี้กลุ่มขุนนางนักวิชาการทำลายตนเอง ไม่น้อยไปกว่าที่ถูกวิกฤติการณ์การเงิน 2540 ทำลาย

รัฐบาลนายชวน หลีกภัย (2540-2543) โดยรัฐมนตรีว่าการกระทรวงการคลัง มีบทบาทสำคัญ ในการเปลือยอัปลักษณะ ของกลุ่มขุนนางนักวิชาการ ความเสื่อมโทรมทั้งด้านวิชาการ และจริยธรรมทำลายความน่าเชื่อถือของกลุ่มนี้ กลุ่มขุนนางนักวิชาการตกต่ำถึงที่สุด ในยุครัฐบาล พ.ต.ท.ทักษิณ ชินวัตร เมื่อนายกรัฐมนตรีในฐานะ Strong Prime Minister นอกจากไม่ต้องการให้กลุ่มขุนนางนักวิชาการ มีผู้นำดุจดังที่เคยมีในอดีตแล้ว ยังไม่ต้องการให้กลุ่มขุนนาง นักวิชาการชี้นำการกำหนดนโยบายอีกด้วย

รัฐบาลพรรคไทยรักไทย รุกคืบไปกำหนดยุทธศาสตร์การพัฒนา และนโยบายเศรษฐกิจมหภาค อันเป็นปราการสุดท้ายของกลุ่มขุนนางนักวิชาการ ต่อแต่นี้ไปรัฐบาลเป็นผู้กำหนดนโยบาย ขุนนางนักวิชาการมีหน้าที่นำนโยบายไปดำเนินการ

ณ บัดนี้ เทคโนแครตกำลังสูญพันธุ์

  

กลับหน้าแรก