|
เมื่อพาณิชย์เขียน
"เสือ" ไกด์ไลน์ "วัว"ค้าปลีกใหญ่ไม่กลัว
(แต่ผวา)
เศรษฐกิจ มติชนรายสัปดาห์ วันที่ 26 กันยายน พ.ศ. 2546 ปีที่ 23 ฉบับที่ 1206 ไม่บ่อยนักที่จะเห็นการเคลื่อนไหวของผู้ประกอบการรายใหญ่ๆ เพราะที่ผ่านมามักเป็นผู้ประกอบการรายกลางรายเล็กที่ออกมาร้องขอความเป็นธรรมมากกว่า เหตุที่ยักษ์ใหญ่ค้าปลีกต้องออกมาเคลื่อนไหวครั้งนี้ เนื่องจากคณะอนุกรรมการเชี่ยวชาญเฉพาะเรื่องธุรกิจค้าส่งค้าปลีก ที่มี "ปิยะบุตร ชลวิจารณ์" ผู้ช่วยรัฐมนตรีกระทรวงพาณิชย์ เป็นประธาน ได้จัดทำแนวทางพิจารณาการปฏิบัติ (ไกด์ไลน์) การค้าที่ไม่เป็นธรรมในธุรกิจค้าส่งค้าปลีก โดยระบุพฤติกรรมไม่ควรปฏิบัติ 5 ข้อออกมา คือ 1.กำหนดราคาขายต่ำเกินควร (Unfair Low Price Sales) โดยขายต่ำกว่าใบแจ้งหนี้ 2.ใช้อำนาจต่อรองที่เหนือกว่าเอาเปรียบผู้อื่นโดยไม่มีเหตุผลอันควร ในลักษณะทำลาย ทำให้เสียหาย ขัดขวาง กีดกัน หรือจำกัดการประกอบธุรกิจของผู้อื่นจนต้องล้มเลิกการประกอบธุรกิจ อาทิ บังคับให้ออกค่าใช้จ่ายโฆษณา เพื่อส่งเสริมการขายสินค้าของตนเอง บังคับให้ซื้อบริการข้อมูลเกี่ยวกับธุรกิจโดยผ่านเครือข่ายอินเทอร์เน็ต บังคับให้ใช้บริการขนส่งหรือการกระจายสินค้า บังคับให้คู่ค้าส่งพนักงานของคู่ค้าไปประจำ ณ สถานที่ขายของตนเอง เพื่อลดค่าใช้จ่ายการประกอบธุรกิจของตนเอง ขอแบ่งกำไรที่คู่ค้าได้รับ เก็บค่าธรรมเนียมวางสินค้าแรกเข้าส่วนลดคืนกำไร หรือชดเชยของหาย ห้ามคู่ค้าขายสินค้าให้แก่คู่แข่งขัน ให้ลูกค้าต้องขายสินค้าในราคาที่กำหนด ฯลฯ 3.ปฏิบัติกับคู่ค้าที่ไม่เท่าเทียมกัน โดยกำหนดเงื่อนไขหรือราคาที่แตกต่างกัน หรือการปฏิเสธที่จะประกอบธุรกิจด้วย เช่น การยกเลิกการขายสินค้าของคู่ค้า โดยนำสินค้าชนิดเดียวกันของตนมาวางขายแทน (เฮ้าแบรนด์) 4.การกระทำด้วยประการใดๆ ให้ได้มาซึ่งข้อมูลหรือความลับทางการค้า หรือเทคโนโลยีของคู่ค้า แล้วนำมาเป็นประโยชน์ในการแข่งขันกับคู่ค้า ในลักษณะ Free Rider อย่างไม่เป็นธรรม เช่น ผลิตสินค้าที่มีลักษณะ หรือภาชนะบรรจุที่คล้ายคลึงกับคู่ค้าแล้วนำมาวางขายคู่กัน เพื่อให้ผู้บริโภคสำคัญผิดว่าเป็นสินค้าของผู้อื่นที่วางขายอยู่แล้ว การยกเลิกการขายสินค้าของคู่ค้าเพื่อให้มีสินค้าของตนเองขายเพียงตราเดียว 5.บังคับหรือชักจูงให้ลูกค้าต้องประกอบธุรกิจกับตนเองโดยไม่มีเหตุผลอันสมควร เช่น การสร้างให้เกิดความเข้าใจผิด การบังคับให้ซื้อสินค้าอื่นพ่วงไปกับสินค้าที่ต้องการซื้อ ทั้งนี้ เพื่อลดปัญหาการร้องเรียนที่มีเพิ่มมากขึ้นทุกวัน และเพื่อเป็นมาตรฐานให้การดำเนินธุรกิจค้าปลีก ค้าส่ง อยู่บนพื้นฐานของการแข่งขันที่เป็นธรรม แต่หลังไกด์ไลน์ออกมาเผยแพร่เพียงวันเดียว สมาคมผู้ค้าปลีกไทยและแกนนำค้าปลีกรายใหญ่ เช่น กลุ่มซีพี กลุ่มเซ็นทรัล และแม็คโคร ก็เรียกประชุมสมาชิกด่วน ก่อนจะสรุปว่าไม่เห็นด้วยกับไกด์ไลน์ดังกล่าว บ้างก็ว่าหลงทางบ้าง เกาไม่ถูกที่บ้าง และเป็นแนวทางที่ยากในทางปฏิบัติ จะเป็นทำให้ระบบแข่งขันเสรีเสียหาย ซึ่งอาจทำให้ราคาสินค้าและบริการเพิ่มสูงขึ้น การออกมาโต้แย้งของสมาคมผู้ค้าปลีกครั้งนี้ น่าจะเกิดจากความวิตกกังวลว่า ไกด์ไลน์ดังกล่าว จะส่งผลกระทบกับผู้ประกอบค้าปลีกขนาดใหญ่อย่างแรง เพราะ 1.อาจจะถูกพิจารณาเอาผิดตามรอยค้าปลีกยักษ์ใหญ่ 5 ราย ที่คณะกรรมการแข่งขันทางการค้ากำลังเร่งพิจารณาความผิดตาม พ.ร.บ.การแข่งขันทางการค้า ที่ผู้ค้าปลีกรายเล็กและผู้ผลิตสินค้าร้องเรียนว่า ได้รับกระทบจากการที่ค้าปลีกขนาดใหญ่ใช้กลยุทธ์ตัดราคาขายต่ำกว่าทุน หรือการผลักภาระค่าใช้จ่ายให้เจ้าของสินค้า ซึ่งเป็นส่วนหนึ่งของไกด์ไลน์ดังกล่าว 2.ตราชั่งการเจรจาทางการค้าจะเปลี่ยนแปลงไป อำนาจต่อรองที่เคยเหนือกว่าผู้ผลิต ทางปฏิบัติจะทำให้ยุ่งยากขึ้น เหนื่อยขึ้น แนวทางปฏิบัติบังคับโดยอ้อมให้มีการเจรจาตกลงเห็นชอบในเงื่อนไขทางการค้ามากขึ้น ย่อมเสียค่าใช้จ่ายและเวลามากขึ้น และย่อมส่งผลกระทบต่อรายได้ที่หดตัวลง กระทบต่อเนื่องถึงเงินทุนที่จะนำไปขยายสาขาในอนาคต ที่ผ่านมากำไรที่เกิดขึ้นถึง 1 ใน 3 ของค้าปลีกเป็นรายได้ที่เกิดขึ้นจากส่วนลดทางการค้าหรือการผลักภาระค่าใช้จ่ายให้กับผู้ผลิตสินค้า ดังนั้น ค้าปลีกรายใหญ่คงจะหยิบยกเรื่องนี้ขึ้นมาเป็นจุดให้รัฐกลับไปแก้ไขแนวทางปฏิบัติใหม่ 3.กำลังเข้าเดือนตุลาคม ซึ่งเป็นช่วงที่ต้องเจรจาการค้าสำหรับฤดูการขายของปีในช่วงสิ้นปีถึงต้นปีหน้า หากเกิดความลังเล การตกลงจะสะดุดต่อแผนการตลาดและการขาย ปกติการเจรจาสำหรับการขายช่วงปลายปีต้องกระทำให้เสร็จสิ้นภายในตุลาคม-พฤศจิกายนเป็นอย่างช้า ซึ่งปัจจุบันรูปแบบการแข่งขันในการค้าปลีกได้เปลี่ยนแปลงไป การแข่งขันระหว่างค้าปลีกกันเองจะรุนแรงกว่าการแข่งขันระหว่างสินค้าเสียอีก การออกรายการส่งเสริมการขายหรือการขายสินค้าได้ต่ำกว่ายอมได้เปรียบทางการค้า จากรายงานของธนาคารแห่งประเทศไทย (ธปท.) ระบุว่าค้าปลีกไทยมีมูลค่า 1.39 ล้านล้านบาท หรือคิดเป็นประมาณ 25.6% ของผลิตภัณฑ์มวลรวมในประเทศ (จีดีพี) มีการจ้างงานในระบบกว่า 200,000 คน ค้าปลีกในไทย โดยเฉพาะที่เรียกกันว่าโมเดิร์นเทรด ที่ส่วนใหญ่เป็นค้าปลีกข้ามชาติ และกลุ่มดิสเคาน์สโตร์ที่มีอยู่ในเกิน 5 ราย มีสัดส่วนการค้าถึง 50% และเป็นผู้ทำรายได้เกิน 80% ของกลุ่มโมเดิร์นเทรดทั้งหมด ฉะนั้น จึงเป็นกลุ่มที่มีอิทธิพล ต่อตลาดค้าปลีกบ้านเรา เสียงที่ออกมาโต้แย้ง จึงได้รับความสนใจอย่างมาก สำหรับซัพพลายเออร์ผู้ผลิตสินค้า ขณะที่ฝ่ายผู้ประกอบการค้าส่ง (ยี่ปั๊วซ่าปั๊ว) ยกเว้นแม็คโคร กลับเห็นดีเห็นงามกับกรอบแนวทางปฏิบัติ ออกมาสนับสนุนและให้กำลังใจรัฐบาลทันที เพราะกลุ่มนี้ถูกเบียดช่องทางค้าขายกับร้านค้ารายย่อยมานาน โดยเฉพาะความได้เปรียบเรื่องการกำหนดราคาสินค้าที่ต่ำกว่ายี่ปั๊วซาปั๊วจนร้านค้าย่อยหันไปซื้อในห้างใหญ่แทน ที่ต้องจับตามองต่อไปคือการแสดงทีท่าของซัพพลายเออร์ผู้ผลิตสินค้า ว่าจะเห็นดีเห็นงาม และยอมรับไกด์ไลน์นี้ ได้มากน้อยแค่ไหน เพราะซัพพลายเออร์เป็นตัวแปรสำคัญต่อการออกไกด์ไลน์นี้ ว่าจะเทเสียงไปฝั่งไหน หากยังสงวนท่าทีเหมือนที่ผ่านมา กรอบแนวทางปฏิบัตินี้ก็อาจเป็นแค่เสือกระดาษ ไกด์ไลน์ดังกล่าว ไม่ใช่กฎหมาย ไม่ใช่ประกาศกระทรวง แต่แนวทางให้ผู้เกี่ยวข้องในธุรกิจค้าปลีกค้าส่ง ไม่พึงปฏิบัติ นอกจากนี้ ไกด์ไลน์ดังกล่าวก็ไม่ได้ระบุความผิด และบทลงโทษ ดังนั้น ผลที่จะได้ก็คงเป็นผลแค่ด้านจิตวิทยา หรือแค่เขียนเสือให้วัวกลัวเท่านั้น อย่างไรก็ตาม แม้ค้าปลีกขนาดใหญ่จะไม่เห็นด้วยกับไกด์ไลน์นี้ แต่หากผู้ที่เกี่ยวข้องส่วนใหญ่ รวมถึงซัพพลายเออร์ ยอมรับแนวทางปฏิบัตินี้ และอาจมีผลต่อการตัดสินใจของคณะกรรมการแข่งขันทางการค้า ที่อยู่ระหว่างการพิจารณาความผิดค้าปลีกใหญ่ 5 รายด้วย เพราะไกด์ไลน์นี้มีพฤติกรรมต้องห้ามที่ค้าปลีกรายใหญ่ 5 รายถูกฟ้องก่อนหน้านี้ด้วย หากเป็นเช่นนั้น ไกด์ไลน์นี้ก็จะไม่ได้เป็นแค่เสือกระดาษ และวัว (ค้าปลีกรายใหญ่) ก็ถึงคราวจะต้องกลัวจริงๆ
หน้า 22
|
| กลับหน้าแรก |