จากแคนคูนถึงกรุงเทพฯ

โลกทรรศน์  อุกฤษฏ์ ปัทมานันท์  มติชนรายสัปดาห์  วันที่ 26 กันยายน พ.ศ. 2546 ปีที่ 23 ฉบับที่ 1206

เมื่อประธานที่ประชุมระดับรัฐมนตรีครั้งที่ 5 ขององค์การการค้าโลก (World Trade Organization-WTO) รัฐมนตรีต่างประเทศประเทศเม็กซิกัน นาย Luis Derbez ประกาศว่า การประชุมไม่มีมติอะไรออกมา และได้ปิดการประชุมอย่างปัจจุบันทันด่วน เมื่อบ่ายวันที่ 14 กันยายนที่ผ่านมา การกระทำของเขา ได้ส่งผลสะเทือนหลายอย่าง แต่ในบ้านเราโดยเฉพาะในภูมิภาคเอเชียตะวันออกเฉียงใต้ คงไม่ได้สนใจประเด็นการประชุมที่เกิดขึ้น ที่เมืองแคนคูน ประเทศเม็กซิโกมากนัก

ความจริงแล้ว ผลของการประชุมระดับรัฐมนตรี WTO ที่แคนคูน มีความสำคัญต่อประเทศไทย และภูมิภาคเอเชียตะวันออกเฉียงใต้ถึง 2 เรื่องใหญ่ๆ คือ เรื่องการค้าในระดับพหุภาคี และเรื่องของบทบาทภาคประชาชนในระดับโลก (global civil society) หากทว่า ในบ้านเรากำลังถูกกลบ ด้วยความตื่นตัวในการประชุม APEC และพิธีกรรมต่างๆ มากมาย ทั้งๆ ที่ APEC ที่เรากำลังจะจัดขึ้นนั้น เป็นการประชุมที่เกี่ยวพันกับ การค้าในระดับพหุภาคี ถ้าอะไรเกิดขึ้นที่แคนคูน สิ่งนั้นก็อาจเกิดขึ้นได้กับกรุงเทพฯ ซึ่งเป็นเวทีจัด APEC หาใช่เสียงเรียกร้องรอยยิ้ม การจัดระเบียบความเรียบร้อย การปรับภูมิทัศน์ ภาพพจน์ของผู้นำประเทศและความสำเร็จทางด้านการค้าอย่างเดียว

สิ่งที่มาพร้อมๆ กับการประชุมที่แคนคูนคือ การล้มลงของ WTO และชัยชนะของภาคประชาชนในระดับสากล

ณ ที่นั่น เขาชี้ให้ชาวโลกเห็นว่า มีชีวิตหลังแคนคูน

เราควรมาศึกษาดูว่า โลกภายนอกเขาอธิบายการประชุมที่แคนคูนอย่างไรบ้าง

ประการที่ 1 การล้มลงของการประชุม WTO แสดงให้เห็นถึงชัยชนะของประชาชนในขอบเขตทั่วโลก ไม่ใช่ "การพลาดโอกาส" สำหรับประเด็นระดับโลกระหว่างประเทศฝ่ายเหนือ (North) และฝ่ายใต้ (South)

การประชุมที่เรียกว่า Doha Round ได้ริเริ่มขึ้นที่ประเทศ กาตาร์ในช่วงระหว่างการประชุมระดับรัฐมนตรีครั้งที่ 4 ในเดือนพฤศจิกายน 2001 ไม่เคยเป็นรอบของการพัฒนา (Development Round) และอะไรก็ตาม ที่เป็นคำมั่นสัญญาต่อประเทศที่ยากจน กลับถูกหักหลังมานานแล้วก่อนการประชุมที่เมืองแคนคูน

นั่นคือ การปฏิเสธจากทางการสหรัฐฯ จนกระทั่งมีการจัดประชุม เพื่อออกแถลงการณ์โดฮา ซึ่งได้บรรจุเอาความกังวลใจทางด้านการสาธารณะสุข ต่อสิทธิบัตรของบริษัทผลิตยาข้ามชาติ โดยมีการตกลงได้เพียงเล็กน้อยมาก หลังจากประเทศกำลังพัฒนา ยอมรับระเบียบกฎเกณท์ที่ยุ่งยาก ในการนำเข้ายาในราคาถูก เพื่อช่วยเหลือผู้ป่วยจากโรคภูมิคุ้มกันบกพร่อง

การเข้าร่วมประชุมที่เมืองแคนคูน ของประเทศกำลังพัฒนา ไม่ใช่เป็นการมองแบบแง่ดี ที่คาดหวังว่า ประเทศกำลังพัฒนา จะได้รับสัมปทานต่างๆ ในการผลิตยาราคาถูกจากประเทศที่ร่ำรวย รัฐบาลของประเทศกำลังพัฒนาเกือบทั้งหมด เดินทางมาประชุมที่เมืองแคนคูน ในจุดยืนของการปกป้อง คือเพื่อป้องกันไม่ให้สหรัฐ และกลุ่มประเทศยุโรป หยิบยื่นข้อเสนอที่เป็นความต้องการของตน ต่อประเทศกำลังพัฒนา ในขณะที่สหรัฐและกลุ่มประเทศยุโรป วิ่งหนีกติการะบบพหุพาคี (multilateralism)

ประการที่ 2 WTO ถูกทำลายอย่างแท้จริง

การประชุมระดับรัฐมนตรีของ WTO ที่ล้มเหลวก่อนหน้านั้นสองครั้งคือ ที่ซีแอตเติลและแคนคูน และที่ลืมได้ยากคือที่โดฮา ได้ชี้ให้เราเห็นว่าไม่มีระบบสถาบันสำหรับใคร สำหรับประเทศอภิมหาอำนาจทางการค้า

ไม่มีเครื่องมือที่จับต้องได้เพื่อยัดเยียดความประสงค์ของพวกประเทศอภิมหาอำนาจทางการค้าต่อประเทศอื่นๆ อีกต่อไปแล้ว

สำหรับประเทศกำลังพัฒนาเอง ประเทศสมาชิกของประเทศกำลังพัฒนา ไม่ได้นำการปกป้องจากการบิดเบือนต่างจากประเทศมหาอำนาจทางเศรษฐกิจ คือ ไม่มีเครื่องมือเพื่อใช้ในการพัฒนาน้อยมาก

การสรุปเช่นนี้ไม่ได้หมายความว่า WTO ตาย กำลังมีความพยายามนำเอา WTO กลับมาอีก เหมือนกับที่สหรัฐและกลุ่มประเทศยุโรปทำที่โดฮา แต่เหมือนกับว่า การขาดสภาพการณ์ที่เกิดจากการประชุมระดับรัฐมนตรีประสบความสำเร็จ ทำให้เครื่องมือที่มีอยู่จะเป็นไปอย่างเชื่องช้าอย่างมีนัยสำคัญ

 

จากแคนคูนถึงกรุงเทพฯ

ผลที่เกิดขึ้นทั้งหมดในการประชุมที่แคนคูนได้รับคำอธิบายว่า ภาคประชาชนในระดับสากลเป็นผู้เล่นสำคัญในการประชุมที่แคนคูน โดยเฉพาะหลังการประชุมที่ซีแอตเติล ปฏิสัมพันธ์ระหว่างภาคประชาชนกับรัฐบาลต่างๆ ในประเด็นเกี่ยวกับการค้าอย่างรุนแรง

ตั้งแต่หลังการประชุมที่ซีแอตเติล พลังขององค์การพัฒนาเอกชนที่ผ่านมาคือ การให้ความช่วยเหลือทางด้านการเมืองและทางด้านเทคนิคต่างๆ ในด้านการเจรจาแก่รัฐบาลของประเทศกำลังพัฒนา

องค์กรพัฒนาเอกชนได้จัดระดมทัศนคติความคิดเห็นสาธารณะในระดับสากลเพื่อต้านทานจุดยืนของกลุ่มประเทศที่ร่ำรวย เช่น ประเด็นสิทธิบัตรยาและประเด็นทางด้านสาธารณะสุขต่างๆ

พวกเขาได้รวมกันเข้ากับกลุ่มภายในประเทศที่เข้มแข็ง เพื่อนำเอาจุดยืนของรัฐบาลของตนคัดค้าน กับการเรียกร้องสัญญาสัมปทานที่ประเทศร่ำรวยต้องการ ซึ่งประสบความสำเร็จเป็นอย่างมาก

ความสำเร็จครั้งแล้วครั้งเล่าของภาคประชาชนในระดับสากลนับเนื่อง หลังจากการประชุมที่ซีแอตเติลได้เพิ่มบทบาท และแรงหนุนเนื่องย้อนกลับมาให้ภาคประชาชนในระดับสากลมากขึ้นเรื่อยๆ

จนกระทั่งก้าวเข้าสู่จุดสูงสุดที่แคนคูน จนกระทั่งหนังสือพิมพ์ New York Times ให้ข้อสังเกตว่า การล้มลงของการประชุมที่แคนคูนทำให้ภาคประชาชนในระดับสากลเป็นมหาอำนาจอันดับ 2 ของโลก

ถ้าข้อสังเกตของหนังสือพิมพ์ยักษ์ใหญ่อย่าง New York Times และจากการวิเคราะห์ติดตามของนักเคลื่อนไหว และนักพัฒนาชั้นนำหลายแห่ง ที่เฝ้ามองการเติบโตของภาคประชาชน ในระดับสากลเป็นเช่นนั้นจริงๆ การประชุม APEC ที่กรุงเทพฯ จะไม่ได้มีเพียงการประชุมทางด้านการค้า การเฉลิมฉลองของผู้นำประเทศและพิธีการต่างๆ มากมายตลอดสัปดาห์

แต่จะมีความคิดเห็นที่แตกต่างและโต้แย้งของพลังส่วนอื่นๆ ในสังคม รวมทั้งพลังของภาคประชาชนในระดับสากลด้วย

การโต้แย้งนั้นจะอยู่ที่หน้าหนังสือพิมพ์ สื่ออิเล็กทรอนิกส์ ที่ประชุมสัมมนาและกลางถนนนั่นเอง โดยมีประสบการณ์จากซีแอตเติล โดฮาและแคนคูน

อย่างไรก็ตาม ปฏิกิริยาจากรัฐในเอเชียตะวันออกเฉียงใต้อาจจะแตกต่างจาก เมืองแคนคูนประเทศเม็กซิโกอันเป็นที่จัดประชุม WTO ครั้งล่าสุดก็ได้ รัฐบาลอนุรักษนิยมและภักดีต่อสหรัฐอเมริกาใจกว้าง เปิดโอกาสให้ภาคประชาชนในระดับสากลประชุมกันและชุมนุมประท้วง อีกทั้งรัฐบาลเม็กซิโกยังเป็นหัวหอกของประเทศด้อยพัฒนาถกเถียงประเด็นการพัฒนากับชาติมหาอำนาจทางการค้า

แต่ทั้งหมดนี้ คงไม่เหมือนรัฐในเอเชียตะวันออกเฉียงใต้

เอเชียตะวันออกเฉียงใต้กำลังมีการเปลี่ยนแปลงทางการเมืองหลายประการซึ่งจะส่งผลต่อทั้ง ประเด็นการค้าในระบบพหุภาคีและบทบาทของภาคประชาชนในระดับสากล

นั่นคือ การเปลี่ยนแปลงทางการเมืองที่มีทั้งการลงจากอำนาจอันยาวนานของนายกรัฐมนตรีมหาธีร์แห่งมาเลเซีย การก้าวขึ้นสู่อำนาจของนักการเมืองหนุ่มลูกชายอดีตนายกรัฐมนตรีและรัฐมนตรีอาวุโส ลี กวน ยิว ซึ่งเพิ่งประการเมื่อวันครบรอบวันเกิด 80 ปีว่าจะอยู่ในคณะรัฐมนตรีต่อไป

การเมืองในอินโดนีเซียที่มีความขัดแย้งทางศาสนาและความพยายามจะแยกตัวเองเป็นรัฐอิสระมากมาย รวมทั้งการบริหารประเทศของรัฐบาลผสมโดยผู้นำที่อ่อนแอและขาดประสบการณ์ทางการเมือง

การเลือกตั้งที่กำลังจะมาถึงและคะแนนนิยมที่ลดน้อยลงอย่างมาก ของประธานาธิบดีอาโรโยแห่งฟิลิปปินส์ ซึ่งกำลังพยายามเอาชนะการเลือกตั้งครั้งใหม่ โดยการหาความสนับสนุนจากสหรัฐอเมริกา และหยิบยืมนโยบายเศรษฐกิจ ที่จะใช้ในการหาคะแนนนิยม นั่นคือ ทักษิโณมิก ของนายกฯ ทักษิณ ชินวัตร ของไทย

รวมทั้งความเข้มแข็งของการเมืองในรัฐสภาและความสำเร็จในการฟื้นฟูเศรษฐกิจของนายกรัฐมนตรี ทักษิณ ชินวัตร ที่มั่นใจว่าจะเอาชนะการเลือกตั้งครั้งใหม่ได้ไม่ยากนัก และได้วางแผนจะเป็นทั้งผู้นำไทยที่อยู่นาน 8 ปีเพื่อก้าวขึ้นไปสู่ผู้นำคนใหม่ รุ่นใหม่และยุคใหม่ของเอเชียตะวันออกเฉียงใต้

แต่เปลี่ยนแปลงทางการเมืองของแต่ละประเทศในภูมิภาคนี้สนับสนุนให้ผู้นำของแต่ละประเทศก้าวไปสู่ระบบอำนาจนิยม (authoritarianism) ด้วยวิธีการที่คล้ายคลึงกัน คือ พรรคการเมืองพรรคเดียว ไร้ฝ่ายค้าน อำนาจครอบงำรัฐสภา ควบคุมสื่อมวลชน มีกฎหมายหรือแก้กฎหมายทางด้านความมั่นคง

การประชุมที่กรุงเทพฯ จะช่วยฉายภาพให้เห็นว่า โลกใบนี้ไม่ใช่มีแต่การค้า ชนชั้นนำ การเฉลิมฉลองและพิธีการ

กรุงเทพฯ ก็เหมือนเมืองแคนคูนคือ เมืองที่ซ่อนอะไรไม่ได้เลยในยุคโลกาภิวัตน์

นอกจากสะท้อนความเป็นจริงของภูมิภาคและโลกที่เราอาศัยอยู่

 

หน้า 13

 

กลับหน้าแรก