|
ทักษิโณมิกส์กับเศรษฐกิจพอเพียง
บ้านเขาเมืองเรา : ดร.ไสว บุญมา sawaib@hotmail.com กรุงเทพธุรกิจ วันที่ 26 กันยายน 2546 ทักษิโณมิกส์ เป็นชื่อที่สื่อมวลชนตั้งให้กับแนวนโยบายเศรษฐกิจของนายกรัฐมนตรี ทักษิณ ชินวัตร ก่อนที่คำนี้จะปรากฏเป็นทางการเมื่อท่านนายกฯ เดินทางไปเยือนประเทศฟิลิปปินส์ เมื่อต้นเดือนกันยายน 2546 และได้กล่าวคำปราศรัยในหัวข้อ Taksinomics ในการปราศรัยครั้งนั้น ท่านนายกฯ ไม่มีเวลาพอที่จะกล่าวถึงส่วนประกอบของแนวนโยบายของท่านอย่างละเอียด ส่วนเรื่องที่ท่านบอกชาวฟิลิปปินส์ว่า แก่นความคิดของท่าน ได้แก่ การ "ลดรายจ่าย เพิ่มรายได้ ขยายโอกาส" นั้น น่าจะเป็นคำขวัญหรือจุดมุ่งหมายของนโยบายมากกว่าแนวคิดทางเศรษฐกิจ นโยบายเศรษฐกิจของนายกฯ ทักษิณ วิวัฒน์ไปเรื่อย ๆ ตามแนวที่ท่านกล่าวว่า ท่านกำลังต่อภาพ เมื่อถึงจุดหนึ่งภาพจะปรากฏให้เห็นอย่างเด่นชัด แม้ท่านนายกฯ จะไม่ได้ประกาศว่า ภาพจะปรากฏเมื่อใด แต่น่าจะคาดเดาได้ว่าอย่างช้าคือปี 2552 เพราะท่านประกาศหลายครั้งว่า ท่านจะขจัดความยากจนให้หมดสิ้นไปจากแผ่นดินไทยภายในปีนั้น มองอย่างกว้าง ๆ ทักษิโณมิกส์วิวัฒน์ไปตามยุทธการทวิลักษณ์ หรือ ตะเกียบ 2 ขา (Dual-Track Strategy) ที่รัฐบาลประกาศออกมาเมื่อกลางปี 2544 หลังการประชุมคณะรัฐมนตรีสัญจรที่เชียงใหม่ ขาแรกของยุทธการ ได้แก่ การกระตุ้นเศรษฐกิจระดับรากหญ้า และขาที่ 2 อยู่ที่การขยายการส่งออกและการท่องเที่ยว มาตรการหลักเพื่อกระตุ้นเศรษฐกิจระดับรากหญ้าชุดแรก ได้แก่ การพักชำระหนี้เกษตรกร 3 ปี โครงการกองทุนหมู่บ้าน/ธนาคารประชาชน โครงการหนึ่งตำบลหนึ่งผลิตภัณฑ์ การสนับสนุนวิสาหกิจขนาดกลาง/ขนาดย่อมและผู้ประกอบการรายใหม่ เสริมด้วยการประกันสุขภาพถ้วนหน้า มาตรการชุดต่อมา ได้แก่ โครงการจำพวกเอื้ออาทรและการแปลงทรัพย์สินเป็นทุน สำหรับด้านการขยายการส่งออก รัฐบาลใช้มาตรการต่าง ๆ เพื่อขยายตลาดให้กับสินค้าไทย เช่น การขับเคลื่อนแนวคิดผู้ขายสินค้าอิสระ (Inter-traders) การเดินทางไปเชื่อมสัมพันธไมตรีกับต่างประเทศบ่อย ๆ ของนายกรัฐมนตรี การเจรจาเปิดเขตการค้าเสรี การส่งเสริมครัวไทยสู่ครัวโลก และการตั้งกรุงเทพฯ เป็นศูนย์แฟชั่นและเครื่องประดับอัญมณี พร้อมกันนั้นรัฐบาลมุ่งส่งเสริมการท่องเที่ยวให้กว้าง และลึกลงไปอีกโดยมาตรการใหม่ ๆ เช่น โครงการบัตรพิเศษ (Thailand Privilege Card) แนวคิดเรื่อง เศรษฐกิจพอเพียง ฟักตัวมาเป็นเวลานาน ก่อนที่ในหลวงจะพระราชทานแก่ปวงชนชาวไทยเมื่อวันที่ 4 ธันวาคม 2540 แนวคิดนี้เป็นทั้งปรัชญาของการดำเนินชีวิต และกรอบของการพัฒนาเศรษฐกิจ บนฐานของระบบเศรษฐกิจแนวตลาดเสรี หัวใจของเศรษฐกิจพอเพียงอยู่ที่การมุ่งพัฒนาคนและพัฒนาประเทศอย่างสมดุล ไม่ว่าจะเป็นด้านเทคนิคกับด้านจิตใจ ด้านการอุตสาหกรรมกับการเกษตร ด้านการตัดไม้ในป่ากับการรักษาระบบนิเวศน์ ด้านการใช้เทคโนโลยียุคใหม่กับภูมิปัญญาเดิม ด้านกิจการขนาดใหญ่กับวิสาหกิจขนาดย่อม ด้านการผลิตเพื่อบริโภคเองกับเพื่อขาย ด้านการผลิตเพื่อขายในประเทศกับการผลิตเพื่อส่งออก ด้านการกระจายรายได้อย่างเป็นธรรมระหว่างคนรวยกับคนจน หรือด้านการผลิตกับการบริโภค การเน้นความสมดุลเป็นการลดความเสี่ยงของชาติไปพร้อมๆ กับการเสริมฐานทางสังคมและเศรษฐกิจให้มั่นคงยิ่งขึ้น ฉะนั้นการพัฒนาประเทศในกรอบของเศรษฐกิจพอเพียงจะนำไปสู่ความยั่งยืน หากมองอย่างกว้างๆ ทักษิโณมิกส์ดูเหมือนจะอยู่ในกรอบของเศรษฐกิจพอเพียง ยุทธการตะเกียบ 2 ขาน่าจะสร้างความสมดุลในด้านต่างๆ ให้แก่สังคมและเศรษฐกิจ แต่เมื่อเจาะลึกลงไปในรายละเอียดของมาตรการที่รัฐบาลนำมาใช้ จะพบว่าบางส่วนอยู่นอกกรอบของเศรษฐกิจพอเพียงอย่างเห็นได้ชัด แม้ส่วนที่อยู่นอกกรอบดูจะไม่มากนัก แต่มันอาจมีพลังสูงพอที่จะก่อให้เกิดการเสียสมดุลอย่างร้ายแรงและทำลายล้างส่วนดีของทักษิโณมิกส์ลงอย่างสิ้นเชิง ส่วนนั้นคือการมีส่วนได้ส่วนเสียของคณะผู้บริหารประเทศและการมุ่งเน้นการขยายตัวทางเศรษฐกิจในอัตราสูงสุด จากการเร่งรัดให้รัฐบาลใช้เงินประกอบกับการกระตุ้นให้ประชาชนใช้จ่ายจนเกินฐานะ นับตั้งแต่วันเริ่มรัฐบาลของท่านนายกฯ ทักษิณ ธุรกิจหลักๆ ของคณะผู้นำขยายตัวอย่างต่อเนื่อง สร้างความมั่งคั่งยิ่งขึ้นให้แก่กลุ่มคนรวยในขณะที่ความเหลื่อมล้ำต่ำสูงในสังคมเลวร้ายยิ่งขึ้น รัฐบาลมีโครงการใช้จ่ายเงินทั้งในและนอกงบประมาณจำนวนมหาศาลพร้อมกับการเร่งรัดให้ส่วนต่างๆ ของราชการใช้เงินให้หมดๆ ไปโดยไม่คำนึงถึงผลตอบแทน กิจกรรมสำคัญยิ่งของส่วนราชการต่าง ๆ จึงได้แก่ การประชุมสัมมนานอกสถานที่ ซึ่งรัฐบาลกดดันให้ทำ และทำกันอย่างซ้ำซากโดยปราศจากการติดตามประเมินผลอย่างแท้จริง นอกจากนั้นหน่วยงานต่าง ๆ ยังทำกิจกรรมประชาสัมพันธ์กันอย่างเป็นล่ำเป็นสัน กิจกรรมเหล่านั้นนอกจากจะไม่ได้ผลตอบแทนคุ้มค่าและฟูมฟักวัฒนธรรมการใช้เงินอย่างไม่รอบคอบให้กับบุคลากรแล้ว ยังเป็นการมอมเมาประชาชนด้วยข้อมูลเพียงบางส่วนพร้อมทั้งสร้างความหวังลม ๆ แล้ง ๆ ให้แก่พวกเขาอีกด้วย เช่น อีก 6 ปีเมืองไทยจะไม่มีความยากจน ร้ายยิ่งกว่านั้น ได้แก่ การกระตุ้นให้ประชาชนใช้จ่ายจนเกินตัวถึงขนาดนายกรัฐมนตรีเองออกมาประกาศว่า การกู้หนี้ยืมสินเป็นสิ่งที่ดี โครงการกองทุนหมู่บ้าน/ธนาคารประชาชนและการแปลงทรัพย์สินเป็นทุน ส่งเสริมให้ประชาชนในระดับรากหญ้ากู้หนี้ยืมสินเพิ่มขึ้นโดยไม่แยกแยะว่า เงินนั้นจะนำไปลงทุนหรือนำไปบริโภคสิ่งที่อยู่นอกเหนือความจำเป็นเบื้องต้นของชีวิต แม้จะกู้ไปลงทุน ผู้กู้ในระดับรากหญ้าก็มักไม่ประสบความสำเร็จ เพราะพวกเขาขาดความรู้ความสามารถในด้านเทคนิค ด้านข้อมูล ด้านตลาดและด้านการบริหารจัดการ โครงการเหล่านี้แทนที่จะเพิ่มรายได้และลดรายจ่ายให้แก่คนจนจึงกลับไปพอกพูนหนี้สินให้กับพวกเขาจนโงหัวไม่ขึ้น นอกจากจะกระตุ้นให้บริโภคจนเกินฐานะและไม่รู้จักพอเพียง โดยการกู้หนี้ยืมสินแล้ว รัฐบาลยังฟูมฟักนิสัยหวังได้ของเปล่าให้แก่ประชาชนด้วยโครงการเอื้ออาทรต่าง ๆ โครงการแนวนี้มีผลในการทำลายจิตวิญญาณการช่วยตัวเองของประชาชนในระดับรากหญ้า จนทำให้บางประเทศต้องประสบวิกฤติเศรษฐกิจ สังคมและการเมืองร้ายแรงแบบซ้ำซากมาแล้ว โดยสรุปคือ การมีผลประโยชน์ทับซ้อนของคณะผู้บริหาร มาตรการซ่อนเร้นการใช้จ่ายเงินของรัฐบาล การใช้งบประมาณอย่างไม่คุ้มค่า การมอมเมาประชาชน การบ่มเพาะนิสัยบริโภคจนเกินฐานะ อันก่อให้เกิดหนี้สินล้นพ้นตัวและการหวังพึ่งรัฐอย่างพร่ำเพรื่อ อยู่นอกกรอบของเศรษฐกิจพอเพียง มันเป็นปัจจัยที่จะทำให้สังคมและเศรษฐกิจขาดสมดุลยิ่งขึ้น เพิ่มความอ่อนแอให้แก่ประเทศชาติ หากรัฐบาลตัดสิ่งเหล่านี้ออกเสีย ทักษิโณมิกส์น่าจะอยู่ในกรอบของเศรษฐกิจพอเพียง และปูทางไปสู่การพัฒนาที่ยั่งยืนตามความคาดหวังของสังคม
|
| กลับหน้าแรก |