|
บทบาทของธุรกิจ
SMEs ในยุทธศาสตร์เจาะตลาด
และความรับผิดชอบสภาพต่อสิ่งแวดล้อม
ดุลยภาพดุลยพินิจ โดย ดิเรก ปัทมสิริวัฒน์ มหาวิทยาลัยนเรศวร มติชนรายวัน วันที่ 24 กันยายน 2546 ธุรกิจขนาดกลางและขนาดย่อม(SMEs) ได้รับการยกย่องและนับถือว่าเป็น "ขุมกำลัง" สำคัญของเศรษฐกิจไทย กว่าร้อยละ 90 ของภาคธุรกิจไทยเป็นสถานประกอบการขนาดเล็กหรือขนาดกลาง ธุรกิจเหล่านี้สามารถสร้างผลผลิตและมูลค่าเพิ่มให้ประเทศเป็นเป็นมูลค่ามหาศาล วิสาหกิจขนาดเล็กและธุรกิจชุมชนกำลังถูกวางตัวให้เป็น "หัวหอก" ในการทะลวงตลาดโลกในรัฐบาลคิดใหม่ทำใหม่ ส่งเสริมให้ผลิตสินค้าคุณภาพ ที่มีคุณค่าเชิงศิลป์ และมีเอกลักษณ์ไทย เป็นต้น ควบคู่กันได้สร้างยุทธศาสตร์การท่องเที่ยว ผ่านเครือข่ายธุรกิจคนไทยที่กระจายอยู่ทั่วทุกทวีป หน่วยราชการไทยร่วมช่วยกันคิดมาตรการที่มีชื่อเก๋ไก๋ เช่น ครัวไทยสู่โลก กรุงเทพฯเมืองแฟชั่น และโครงการชื่อ sexy อีกหลายๆ อย่าง การวางตัวให้ SMEs เป็นหัวหมู่ทะลวงฟันหรือเป็น "ตัวทำประตู" ในเกมการส่งออกให้เศรษฐกิจไทย ไม่ใช่ความคิดที่เหลวไหล หลายฝ่ายประเมินว่าได้คะแนนบวก(และผมเห็นพ้องด้วย) ไม่ว่าจะมองในมุมเศรษฐกิจหรือการเมือง เพื่อให้ได้ผลิตภัณฑ์ใหม่ที่มีคุณภาพสูงและราคาดี ให้กำไรต่อประเทศไทยมากกว่าการผลิตสินค้าดั้งเดิม-ราคาถูก นอกจากนี้ยังจะเกิดผลมีกำไรในระยะยาวที่เกี่ยวโยงกับ "การเรียนรู้" ของฝ่ายการผลิตด้วย จะอย่างไรก็ตาม ความรับผิดชอบของธุรกิจ SMEs ต่อสภาพสิ่งแวดล้อม เป็นอีกมิติหนึ่งที่ไม่ควรจะละเลย และเป็นประเด็นที่ขอเชิญชวนให้อภิปรายกันมากๆ ต้องยอมรับว่า ธุรกิจ SMEs ช่วยสร้างงาน สร้างเงิน และนำเงินตราเข้าประเทศ ก็จริงอยู่ แต่ว่า SMEs บางประเภทเกิดให้เกิดผลเสียต่อสภาพสิ่งแวดล้อมเช่นเดียวกัน เช่น ใช้กระบวนการผลิตที่ต่ำกว่ามาตรฐาน การทิ้งขยะหรือปล่อยน้ำเสียโดยปราศจากการบำบัดดูแล ใช้เทคนิคการผลิตล้าสมัย ไม่กล้าลงทุนเพื่อปรับปรุงเทคนิค ฯลฯ การที่พ่อค้าเลือกใช้ยุทธศาสตร์การลดต้นทุน เป็นสิ่งที่เข้าใจได้ เพื่อขายสินค้าออกและมีกำไร ถือว่าเป็น first-best strategy ในมุมมองของปัจเจก แต่ว่ายุทธศาสตร์นี้อาจจะไม่ใช่เป็นสิ่งที่ดีที่สุดเสมอไปในมุมมองของส่วนรวมระดับชาติ กลับจะกลายเป็น second-best strategy มากกว่า เพราะว่าผู้บริโภคในยุคใหม่ไม่ได้เลือกซื้อของถูกเสมอไป จำนวนไม่น้อยยอมจ่ายสินค้าราคาแพงแต่ว่าคุณภาพดี ผู้บริโภคกลุ่ม Green เลือกซื้อสินค้าที่เป็นมิตรต่อสภาพสิ่งแวดล้อม นอกจากนี้หลายประเทศใช้มาตรการกีดกันการนำเข้าหากพบหลักฐานว่า มาตรฐานการผลิตต่ำหรือเกิดผลกระทบทางลบต่อสภาพสิ่งแวดล้อม ดังนั้น ยุทธศาสตร์การพัฒนาของประเทศที่ถูกต้อง-จึงควรเร่งรัดให้สถานประกอบการ (ทั้งเล็กและใหญ่ และธุรกิจชุมชน) ใส่ใจต่อสภาพสิ่งแวดล้อม การตั้งเป้าหมาย "การผลิตสินค้าคุณภาพ" และในเวลาเดียวกัน "ไม่ทำลายสิ่งแวดล้อม" จึงเป็นเกมการเรียนรู้ที่สำคัญของธุรกิจไทย ซึ่งทั้งขนาดใหญ่และเล็กต้องปรับตัว โดยที่ภาครัฐกำกับดูแลและให้การสนับสนุน มักจะมีความคิดที่คลาดเคลื่อนว่า การทำดีต่อสิ่งแวดล้อมมีผล "เพิ่มต้นทุน" ความคิดเช่นนี้ถูกเพียงครึ่งเดียว คือพิจารณาว่าฝ่ายผลิตจะต้องเพิ่มกิจกรรมการบำบัดน้ำเสีย-การจัดการขยะให้ดี-หรือเปลี่ยนแปลงเทคนิคการผลิตใหม่ๆ ดังนั้น ต้นทุนของผู้ประกอบการอาจจะสูงขึ้นฯลฯ แต่มุมมองเช่นนี้แคบเกินไป เมื่อพิจารณาอย่างรอบคอบลึกซึ้งจะเห็นความจริงอีกด้านหนึ่งว่า การสร้างกิจกรรมที่ดีต่อสิ่งแวดล้อมนั้นไม่มีเพียงคุณค่าในตัวเองเท่านั้น ยังสร้างมูลค่าเพิ่มทางเศรษฐกิจให้ด้วย กิจกรรมต่างๆ จากการจัดการขยะที่ดี-การรีไซเคิล-การคัดแยกขยะ ฯลฯ ช่วยสร้างงานและรายได้ให้กับคนจำนวนมาก เพิ่มคุณภาพชีวิตคนไทยโดยรวม ระบบการผลิตที่ดีและไม่ทำลายต่อสภาพแวดล้อม ทำให้ "ต้นทุนที่แท้จริง" (full cost pricing) ปรากฏออกมาอย่างชัดเจน *การทำดีต่อสิ่งแวดล้อม ในกระบวนการผลิต--อาจจะเพิ่มต้นทุนก็จริงอยู่ แต่ว่าคุณภาพของสินค้าก็สูงขึ้น ดังนั้นฝ่ายผลิตสามารถจะอธิบายได้ เพียงแต่ว่าพ่อค้ารายใดรายหนึ่งก็ไม่อยากจะเพิ่มต้นทุนของตัวเอง-ยกเว้นว่าพ่อค้ารายอื่นๆ ก็กระทำอย่างเดียวกัน สิ่งที่ภาครัฐทำได้และควรจะคือ หนึ่ง ให้การยกย่องธุรกิจที่ทำดีต่อสิ่งแวดล้อม โดยออกใบประกาศรับรองว่ากระบวนการผลิตใช้ดี ไม่มีผลเสียต่อสภาพสิ่งแวดล้อมจริง สอง ตักเตือนหรือลงโทษหน่วยธุรกิจที่ผลิตสินค้าที่มีคุณภาพต่ำกว่ามาตรฐานและเกิดผลเสียต่อสภาพสิ่งแวดล้อม *การที่ฝ่ายผลิตทำดีต่อสิ่งแวดล้อม ตัวอย่างเช่น ไม่แอบทิ้งน้ำเสีย ทิ้งกากหรือขยะอันตรายในบรรยากาศ ช่วยลดต้นทุนของภาครัฐ(และเป็นต้นทุนของส่วนรวม) ในการดูแลมลพิษทางน้ำ ช่วยลดต้นทุนการผลิตประปา *การที่ฝ่ายผลิตทำดีต่อสิ่งแวดล้อม ช่วยลดอัตราการเจ็บไข้ของประชาชน ลดภัยอันตรายที่เกิดต่อระบบนิเวศที่เราไม่เห็นทั่วไป(บางประเภทเปราะบาง) *การใช้เทคนิคที่สะอาดของธุรกิจ SMEs จะกระตุ้นให้เกิดการค้นคว้าและพัฒนาเทคโนโลยีขนานใหญ่ จะเกิดมี spillover effect ต่อวงการนักวิทยาศาสตร์สิ่งแวดล้อม ซึ่งเป็นอาชีพที่หน่วยงาน อบจ. เทศบาล และ อบต. มีความต้องการ *การทำดีต่อสิ่งแวดล้อมด้วยการรีไซเคิลขยะ-ของเหลือใช้-และวัสดุบรรจุภัณฑ์ ช่วยให้เกิดการจ้างงาน ความจริงกิจกรรมรีไซเคิลเหล่านี้นับว่าส่งเสริมหรือเหมาะกับธุรกิจ SMEs อย่างยิ่ง เพราะว่าเกือบ 100% ของรีไซเคิลดำเนินการโดยวิสาหกิจขนาดย่อม-ธุรกิจครอบครัว-และธุรกิจชุมชน *ที่กล่าวข้างต้น คือ การที่ภาครัฐใช้ทั้งพระเดชและพระคุณควบคู่กันไป ทางหนึ่งยกย่องและส่งเสริม อีกทางหนึ่งใช้ไม้เรียวและการลงโทษธุรกิจที่ไม่ดูแลสิ่งแวดล้อม ผมคิดว่าถึงเวลาแล้วที่สังคมไทยควรจะเลิกอดทนหรือยอมจำนนกับการมี "สองมาตรฐาน" คือความเฉยเมย เฉยเมยกับมาตรฐานการผลิตทั้งที่ดี(ทั้งๆ อาจจะชมอยู่ในใจ) แต่ในเวลาเดียวกันเราก็ยอมทนหรือยอมจำนนกับผู้ผลิตมาตรฐานห่วย หมายเหตุ ในวิชาเศรษฐศาสตร์ มีทฤษฎีการเงินโบราณหนึ่ง เรียกว่าทฤษฎี "เงินเลวไล่เงินดี" หมายความว่าถ้ามีเงินสองมาตรฐาน "เงินเลว" จะแพร่สะพัด จนดูเสมือนว่า "เงินดี" ของขับออกจากระบบ ในยุคปัจจุบันมีทฤษฎีที่มีเนื้อหาคล้ายคลึงกันเรียกว่า adverse selection *ข้อคิดประการสำคัญ คือ การทำให้การทำดีต่อสิ่งแวดล้อมเป็นการประสานเสียงวงใหญ่ เหมือนกับวงออร์เคสตร้าหรือวงคอรัสใหญ่ ทั้งนี้ต้องถือเป็นบทบาทและหน้าที่ของภาครัฐ ไม่ใช่ปล่อยตามบุญตามกรรม ความสำเร็จของยุทธศาสตร์การพัฒนาประเทศที่ยั่งยืน คือการสร้าง "วัฒนธรรมใหม่" ให้กับสังคมไทย ให้ผู้ผลิตร่วมมือกับรัฐที่ไม่ทำลายสิ่งแวดล้อม และในเวลาเดียวกันช่วยยกมาตรฐานสินค้าคุณภาพไปในตัว หลายประเทศในแถบยุโรป กำลังนำความคิดที่เรียกว่า Extended Producers" Responsibility มาประยุกต์ใช้โดยออกเป็นกฎหมาย สรุปแนวความคิดหลักๆ ก็คือ ความรับผิดชอบของผู้ผลิตนั้นไม่ใช่แค่การผลิตสินค้า-ขายสินค้า-และทำกำไรเท่านั้น แต่ยังจะต้องมีหน้าที่รับผิดชอบการจัดเก็บรวบรวมของเหลือใช้-ซาก-และขยะผลิตภัณฑ์(อุตสาหกรรม) รัฐบาลอาจจะให้บริษัทมีสองทางเลือก ทางเลือกที่หนึ่ง บริษัทผลิตสินค้าที่มีซากหรือกากหรือวัสดุเหลือใช้ จะต้องเก็บรวบรวมซากเหล่านี้ให้ได้(ตามอัตราที่กำหนดเช่นไม่น้อยกว่า 90%) มิฉนั้นจะกลายเป็นการผลักภาระอันหนักหน่วงสำหรับเทศบาลและ อบต บริษัทผู้ผลิตเหล่านี้ต้องมีระบบรวบรวม-รับซื้อซากหรือกากเหล่านี้ บางส่วนไปรีไซเคิล-นำกลับไปใช้ใหม่-บางส่วนที่เป็นอันตรายต้องบำบัดดูแลอย่างดีตามหลักวิชาการ สำหรับทางเลือกที่สอง(คิดเผื่อไว้สำหรับบางบริษัทมีสเกลการผลิตเล็กเกินไป ไม่มีสาขาหรือหน่วยย่อยในต่างจังหวัดที่จะรับซื้อซากเหล่านี้) ให้ซื้อบริการของภาครัฐ โดยตั้งสำนักงานรีไซเคิลระดับชาติขึ้นมา(ไม่จำเป็นต้องเป็นราชการ) ในระบบนี้ยังมีหน่วยงานภูมิภาคและสาขาท้องถิ่นด้วย โดยอาจจะร่วมมือกับ อบจ. เทศบาล อบต. ร่วมมือกับร้านค้ารีไซเคิล ให้ความรู้การจัดการขยะที่ถูกต้อง หรือให้เงินอุดหนุนหน่วยงานขนาดเล็ก(ซาเล้ง ซึ่งส่วนใหญ่เป็นธุรกิจครอบครัว) ควบคู่กันคือให้มีกองทุนรีไซเคิล และการจัดเก็บค่าธรรมเนียมผลิตภัณฑ์(ภาษีสิ่งแวดล้อม) บทบาทการเป็น "หัวหมู่ทะลวงฟัน" ของธุรกิจ SMEs ในการเจาะตลาดโลก เป็นสิ่งน่าสนับสนุนและควรค่าแก่ "การทดลอง" แต่ทั้งนี้เราควรจะมองบทบาทของธุรกิจ SMEs อย่างรอบด้าน ไม่ใช่แค่การหาเงินและสร้างมูลค่าเพิ่มเท่านั้น บทความนี้สนับสนุนว่าการสร้างคุณค่าต่อสังคมด้วยทำดีและรับผิดชอบต่อสิ่งแวดล้อมกับการสร้างมูลค่า ไม่จำเป็นต้องขัดแย้งกัน เป็นสหายกันได้ ทำให้หวนคิดถึงเพลงชื่อว่า Let"s do it หน้า 6
|
| กลับหน้าแรก |