ทำไมประชุมที่แคนคูนล้มอีก

คอลัมน์ เดินคนละฟาก  โดย กมล กมลตระกูล  ประชาชาติธุรกิจ หน้า 2  วันที่ 18 กันยายน 2546   ปีที่ 27 ฉบับที่ 3515 (2715)

ทำไมการประชุมขององค์การค้าโลกครั้งที่ 5 ระหว่างวันที่ 10-14 กันยายน ที่เมืองแคนคูน ประเทศเม็กซิโก ซึ่งมีประเทศสมาชิกจำนวน 148 ประเทศ และมีภาคประชาสังคมอีกกว่า 1 หมื่นคนไปร่วมจัดประชุมคู่ขนานและประท้วงจึงล้มอีก เป็นคำถามที่น่าจะมาหาคำตอบร่วมกัน

ในขณะที่เป้าหมายของการก่อตั้งองค์การค้าโลกนั้นวาดไว้อย่างสวยงามมาก คือ 
1.เพื่อยกระดับมาตรฐานการดำรงชีพ 
2.เพื่อให้เกิดการจ้างงานเต็ม 
3. เพื่อให้ประชากรโลกมีรายได้จริงเพิ่มขึ้นอย่างสม่ำเสมอ 
4.เพื่อขยายการผลิตและการค้าทั้งภาคสินค้าและภาคบริการ
5.เพื่อให้ประเทศกำลังพัฒนา และด้อยพัฒนาได้รับประโยชน์จากการเติบโตของเศรษฐกิจโลก ไปสนองความต้องการภายในประเทศ

แต่ความเป็นจริงที่ประเทศกำลังพัฒนาต่างๆ ค้นพบ คือ กฎ ระเบียบและธรรมนูญขององค์การค้าให้ประโยชน์เฉพาะกับประเทศที่พัฒนาแล้วและบริษัทข้ามชาติเท่านั้น ดังนั้น จึงมีข้อพิพาทต่างๆ มากมายตั้งแต่องค์การค้าโลกกำเนิดเป็นตัวเป็นตนขึ้นมาจากแกตต์เมื่อ 9 ปีที่แล้ว

เบื้องหลังที่การประชุมคณะมนตรีขององค์การการค้าโลกที่มีการประชุมกันทุก 2 ปี ซึ่งการประชุมครั้งนี้ที่เมืองแคนคูน ประเทศเม็กซิโก เป็นการประชุมครั้งที่ 5 มักจะได้รับการต่อต้านจากภาคประชาสังคมทั่วโลก และล้มเหลวหาข้อสรุปไม่ได้ตั้งแต่การประชุมครั้งที่ 3 ที่เมืองซีแอตเติล ประเทศสหรัฐอเมริกา และก่อนหน้านี้ที่เมืองโดฮา ประเทศการ์ตานั้นคือวาระซ่อนเร้นของประเทศที่พัฒนาแล้ว ที่ต้องการยึดครองและควบคุมระบบเศรษฐกิจโลกเพื่อดูดความมั่งคั่งทางด้านทรัพยากร และการแปรให้ประเทศกำลังพัฒนากลายเป็นลูกค้าถาวร พึ่งพาตัวเองไม่ได้ ต้องทำงาน "ส่งส่วย" ให้ประชาชนในประเทศที่พัฒนาแล้วได้อยู่ดีกินดี โดยการใช้ข้อตกลงทางการค้ามาเป็นเครื่องมือ

อำนาจอธิปไตย อำนาจในการตัดสินใจดำเนินนโยบายการพัฒนาประเทศ อำนาจในการออกกฎหมายเพื่อสร้างความสงบเรียบร้อยของสังคมต้องขึ้นต่อกติกาขององค์การการค้าโลกที่ไร้ความเป็นธรรม และเลือกปฏิบัติ

ประเทศที่กำลังพัฒนาเริ่มรู้เช่นเห็นชาติของวาระ "ซ่อนเร้น" นี้ เช่น ข้อตกลงเรื่องปัจจุบันองค์การการค้าโลก และกลุ่มประเทศอียูได้เสนอประเด็นใหม่ๆ เข้ามาในองค์การการค้าโลก 4 ประเด็น โดยได้เสนอไว้ในการประชุมเตรียมการการประชุมที่แคนคูนนี้ที่สิงคโปร์ก่อนหน้านี้ ซึ่งแต่เดิมได้ตั้งหลักการในการดูแลและออกกฎเกณฑ์อันเกี่ยวเนื่องกับการค้าที่เป็นตัวสินค้า และเรื่องภาษีเท่านั้น แต่ประเด็นใหม่ๆ ที่เสนอเข้ามาได้ "ล้ำเส้น" ของความเป็นเอกราชของประเทศต่างๆ แล้ว โดยการกำหนดให้ออกกฎหมายให้สิทธิบริษัท และชาวต่างชาติให้มีสิทธิเท่าเทียมกับบริษัท และประชาชนในชาติเช่นเดียวกันทุกประการ (National Treatment) หรือที่แปลว่าการปฏิบัติเยี่ยงคนในชาติ ให้ครอบคุมไม่เฉพาะด้านการค้า แต่ครอบคลุมในด้านต่างๆ เหล่านี้ด้วย คือ 1.ในด้านการลงทุน(Investment) 2.การแข่งขัน (Competition policy) 3.ด้านการจัดซื้อจัดจ้างของรัฐบาล (Transparency in Government Procurement) 4.การอำนวยความสะดวกทางการค้า (Trade facilitation) และ 5.การลดภาษีสินค้าผลิตภัณฑ์ (Industrial Tariffs)

ไม่เพียงแค่นั้น กฎระเบียบข้อนี้ยังขยายออกไปครอบคุมกฎระเบียบอีกข้อหนึ่งขององค์การการค้าโลก คือ Most-Favoured-Nation Treatment หรือการขยายสิทธิที่ให้กับประเทศใดประเทศหนึ่งไปกับทุกๆ ประเทศด้วยโดยไม่มีการยกเว้น

ดังนั้น ตามประเด็นใหม่ข้างต้น ก็หมายความว่าเอกราช  และอธิปไตยของชาติในการปกป้องคุ้มครองผลประโยชน์ของชาติ ได้หมดไปโดยปริยาย ต้องยอมให้คนต่างชาติและบริษัทต่างชาติเข้ามามีสิทธิในการจัดซื้อจัดจ้าง รวมทั้งงานก่อสร้างงานของรัฐบาล ซึ่งเป็นผู้จัดซื้อจัดจ้างรายใหญ่ที่สุดของประเทศผ่านงบประมาณแผ่นดิน เงินภาษีอากรก็จะถูกดูดออกไปต่างประเทศหมด ประเทศก็จะเหลือแต่หนี้

โดยหลักการแล้วข้อตกลงขององค์การการค้าโลกควรจะจำกัดอยู่ในกรอบของเรื่องการค้า เรื่องภาษีศุลกากร เรื่องมาตรการการกำจัดการกีดกันทางการค้าเท่านั้น แต่ประเทศที่พัฒนาแล้วได้ใช้อำนาจทางการเมืองและเศรษฐกิจที่เหนือกว่า "ยัดเยียด" วาระ "ซ่อนเร้นใหม่" เข้ามาตลอดเวลา เช่น เรื่องการลงทุน เรื่องการจัดซื้อจัดจ้างของรัฐบาลซึ่งเป็นอำนาจอธิปไตยของแต่ละชาติ เรื่อง ทรัพย์สินทางปัญญา เป็นต้น

ประเทศกำลังพัฒนาส่วนใหญ่โดยเฉพาะภาคประชาสังคม รวมทั้งกลไกขององค์การสหประชาชาติบางหน่วยงานก็มองเห็นทะลุถึงเบื้องหลังของข้อเสนอใหม่ที่จะกลายเป็น "โซ่ตรวน" ตรึงประเทศกำลังพัฒนาไม่ให้ได้มีอิสระและเหลือโอกาสในการพัฒนาเศรษฐกิจของตนเองให้เข้มแข็ง จึงได้คัดค้านประเด็นต่างๆ ข้างต้นอย่างหัวชนฝา จนกระทั่งการประชุมคณะมนตรีขององค์การการค้าโลกครั้งที่ 5 ที่เมืองแคนคูน ประเทศเมกซิโก ล้มเหลวหาข้อตกลงสรุปที่เป็นรูปธรรมไมได้อีกครั้งหนึ่ง ซึ่งถือว่าเป็นชัยชนะของประเทศกำลังพัฒนาที่ยากจน และภาคประชาสังคมของโลก แต่ก็ต้องจ่ายด้วยราคาแพง คือ ชีวิตของชาวนาเกาหลีที่ฆ่าตัวตายประท้วง เรื่องข้อตกลงทางการเกษตรที่ประเทศที่พัฒนาอุดหนุนเกษตรกรของตน มากถึงปีละ 3 แสนล้านเหรียญสหรัฐ

การอุดหนุนข้างต้นมีผลให้วัวหนึ่งตัวของประเทศในกลุ่มอียูได้รับเงินอุดหนุนวันละ 2 เหรียญ มากกว่ารายได้ของประชากรกว่าครึ่งหนึ่งในโลกนี้

ข้อตกลงด้านการเกษตร

ข้อตกลงด้านการเกษตรมีใจความสำคัญอยู่ที่ประเทศสมาชิก มีข้อผูกมัดในด้านต่างๆ ดังนี้ 
1.การเปิดตลาดภายใน (market access) เช่น เงื่อนไขการเก็บภาษีศุลกากรและการจำกัดการนำเข้า 
2.การอุดหนุนเกษตรกร 
3.การแข่งขันในด้านการส่งออก (ข้อห้ามการอุดเหนุนการส่งออก)

ในข้อผูกมัดข้อแรกนั้นทุกประเทศจะต้องเปลี่ยนมาตรการการกีดกันการค้า การปกป้องการค้าด้านการเกษตรทุกมาตรการ เช่น การสั่งห้ามการนำเข้า การตั้งกำแพงภาษี การจำกัดจำนวนการสั่งเข้า การกำหนดราคานำเข้าขั้นต่ำ การ กำหนดให้ต้องมีใบอนุญาตการสั่งเข้า เป็นต้น ให้เป็นมาตรการภาษีศุลกากรให้หมด

ข้อเรียกร้องของเกษตรกรทั่วโลกในประเทศกำลังพัฒนา คือ ให้ประเทศที่พัฒนาแล้วยกเลิกการอุดหนุนเกษตรกรของตน และยกเลิกมาตรการกีดกันสินค้าเกษตร จากประเทศกำลังพัฒนาให้หมดสิ้น

ข้อตกลงด้านทรัพย์สินทางปัญญา

ประเทศกำลังพัฒนาได้เสนอให้นำเอาข้อตกลงเรื่องการค้าที่เกี่ยวข้องกับทรัพย์สินทางปัญญา (Trade-related Intellectual Propertiy Rights-TRIPs) ออกจากข้อตกลงขององค์การการค้าโลกอย่างสิ้นเชิง เพราะข้อตกลงนี้ไม่ให้ความสำคัญกับชีวิตมนุษย์ที่เจ็บป่วย ซึ่งต้องจ่ายค่ายาที่บวกค่าสิทธิบัตรในราคาแพงมหาโหด

นายศุภชัย พานิชภักดิ์ ประธานองค์การค้าโลก ได้แสดงจุดยืนอยู่กับประเทศที่พัฒนาแล้วอย่างชัดเจน ทั้งๆ ที่เป็นตัวแทนจากประเทศกำลังพัฒนา ซึ่งเป็นเหยื่อของข้อตกลงอันไม่เป็นธรรมและเลือกปฏิบัติขององค์การการค้าโลก โดยให้สัมภาษณ์ภายหลังจากเสร็จสิ้นการประชุมที่ล้มเหลวในวาระที่ตนเป็นประธานว่า "ผู้แพ้ที่แท้จริงในการประชุมที่ล้มเหลวครั้งนี้ คือ ประเทศที่ยากจนและอ่อนแอ"

แต่นายอิวอน เฮอ เดอ บากี ผู้แทนเข้าประชุมของรัฐบาลอีควาดอร์ ซึ่งเป็นตัวแทนของกลุ่ม ประเทศ 22 ประเทศ ที่มีประเทศจีน บราซิล และอินเดียเป็นสมาชิกอยู่ด้วย ได้คัดค้านวาระซ่อนเร้นข้างต้น ได้เปิดแถลงข่าวตอบโต้ว่า "เราจะไม่ยินยอมเดินหน้าตามข้อเสนอใหม่ นอกจากว่าจะมีข้อเสนอที่ให้อะไรกับคนจนซึ่งมีสิ่งที่ต้องสูญเสียมากมายมากกว่านี้ ความล้มเหลวของการประชุมองค์การการค้าโลกครั้งที่ 5 ที่หาข้อตกลงกันไม่ได้ คือ ชัยชนะของประเทศกำลังพัฒนาแต่นี่เป็นเพียงการเริ่มต้นที่จะเป็นผลดีต่อทุกๆ คนในอนาคต"

ในขณะเดียวกัน นายฟิล พลูมเมอร์ ตัวแทนจากองค์กรเอ็นจีโอ อ๊อกแฟม จากประเทศอังกฤษก็ได้ตอบโต้นายศุภชัยว่า "ในอดีตประเทศที่ร่ำรวยได้แอบทำข้อตกลงลับๆ อยู่เบื้องหลังเวทีการประชุม โดยไม่เคยยอมรับฟังเสียงของประชาชนในประเทศที่ยากจน พวกเขาได้พยายามอย่างหนักอีกครั้งที่เมืองแคนคูนนี้ แต่ประเทศกำลังพัฒนาที่ยากจนไม่ยอมเป็นตรายางอีกต่อไป"

นายริชาร์ด แอล เบอร์นัล ตัวแทนเอ็นจีโอจากจาเมกา กล่าวว่า "ประเทศที่พัฒนาแล้วเห็นแก่ตัวมากเกินไป โดยไม่ยอมผ่อนปรน หรือลดข้อเสนอของตนลงบ้าง จึงทำให้เกิดบรรยากาศที่ไม่สร้างสรรค์ และตกลงกันไม่ได้"

อันที่จริงถ้าประธานองค์การการค้าโลกมีจุดยืนอยู่ข้างประเทศกำลังพัฒนาที่ส่วนใหญ่ยากจน มีหนี้ต่างประเทศมหาศาล การประชุมครั้งนี้ก็อาจจะไม่ล้มเหลว และประธานองค์การการค้าโลกที่เป็นคนไทยก็จะไม่ถูกโห่ฮาป่าอย่างที่เกิดขึ้นที่เมืองแคนคูนเมื่ออาทิตย์ที่ผ่านมา เพราะระบบการค้าเสรีได้พิสูจน์แล้วว่า ก่อให้เกิดผลดังนี้

1.ปัญหาช่องว่างระหว่างคนรวยและคนจนขยายตัวขึ้นทั่วโลก

2.ปัญหาความยากจนขยายตัวขึ้นทั่วโลก

3.ปัญหาการขยายตัวของบริษัทข้ามชาติ และการผูกขาดทั้งทางเศรษฐกิจ และวัฒนธรรม

4.ปัญหาหนี้สินระหว่างประเทศขยายตัวขึ้นทั่วโลก

5.ปัญหาการล่มสลายของวัฒนธรรมท้องถิ่นและการเผยแพร่วัฒนธรรมการบริโภคขึ้นแทน

ปัญหาทั้ง 5 ประการข้างต้นถูกทำให้เบี่ยงเบนไปที่สาเหตุอื่นๆ แต่ความจริงก็เป็นความจริงวันยังค่ำ ความล้มเหลวของการประชุมที่เมืองแคนคูนได้ตอกย้ำว่า "การค้าเสรีจะต้องได้รับการตรวจสอบด้วยกรอบของคิดสิทธิมนุษยชน ซึ่งนิยามว่า ความยากจนคือ การละเมิดสิทธิมนุษยชน ระบบการค้าเสรีเป็นต้นเหตุของความยากจน จึงเป็นตัวการทำลายและละเมิดสิทธิมนุษยชน"

 

กลับหน้าแรก