|
รายงานสถานการณ์
และแนวโน้มประเทศไทย
สิงหาคม 2546 เศรษฐกิจฟื้นตัว :
หนทางยังยาวและขรุขระ
โครงการข่าวสารทิศทางประเทศไทย(TTMP) โดยการสนับสนุนของ สำนักงานกองทุนสนับสนุนการวิจัย(สกว.) มติชนรายวัน วันที่ 17 กันยายน พ.ศ. 2546 สถานการณ์ในประเทศ ในทางเศรษฐกิจ สัญญาณฟื้นตัวชัดเจน ไม่ว่าจะเป็นเรื่องการส่งออก การใช้กำลังทางการผลิตของโรงงานอุตสาหกรรม หนี้สาธารณะแม้ว่ายังสูงแต่ก็อยู่ในระดับที่ลดลง พอที่จะจัดการได้ เงินบาทค่อนข้างมีเสถียรภาพ และแข็งค่าขึ้น ดัชนีตลาดหลักทรัพย์และปริมาณการซื้อขายในแต่ละวันเพิ่มสูงขึ้น การท่องเที่ยวก็ยังเดินหน้าไปได้ แม้ว่าจะเผชิญกับเหตุการณ์ร้ายหลายระลอก อัตรากำไรของบริษัทจดทะเบียนรวมทั้งธนาคารพาณิชย์สูงขึ้น สถาบันจัดอันดับความน่าเชื่อถือระหว่างชาติเพิ่มระดับความน่าเชื่อถือของประเทศไทยขึ้น เมื่อเศรษฐกิจฟื้นตัวก็มีคำถามต่อไปว่าแนวโน้มจะเป็นอย่างไร และจะเป็นการฟื้นตัวอย่างยั่งยืนหรือไม่ ต่อปัญหานี้มีคำตอบ 2 ขั้วใหญ่ ได้แก่ 1) ทางด้านลบหรือทางฝ่ายค้าน ที่เห็นว่าการฟื้นตัวนี้เป็นแต่เปลือก หรือกระจุกตัวอยู่ในบางส่วนไม่ได้กระจายทั่วไป โครงการต่างๆ ที่จัดทำขึ้นจะทยอยกันล้มเหลว หรือในอีกด้านกล่าวว่าเป็นการฟื้นตัวที่จะก่อให้เกิดฟองสบู่ใหม่ โดยเฉพาะในด้านอสังหาริมทรัพย์และตลาดหลักทรัพย์ 2) ทางด้านบวกหรือฝ่ายทางการเห็นว่า เป็นการฟื้นตัวอย่างแท้จริง และจะยืนยาวจนกระทั่งขจัดความยากจนให้หมดไปในอีกไม่กี่ปีข้างหน้า ทรรศนะด้านบวกที่อ่อนลงมาเห็นว่า การฟื้นตัวนี้น่าจะต่อเนื่องไปอีกสักราว 5 ปี เนื่องจากว่าวิกฤตเศรษฐกิจไม่ได้กระทบต่อการเป็นเจ้าของทรัพย์สินภายในนัก หรือกล่าวอีกอย่างหนึ่งไม่ได้มีการขายทรัพย์สินให้แก่ทุนต่างชาติมากนัก การกระตุ้นเศรษฐกิจที่รากหญ้าเป็นแรงขับเคลื่อนในระยะปานกลาง นอกจากนี้ นโยบายเชิงรุกทั้งในด้านการเปิดตลาดการค้าใหม่ไปทั่วโลก การพยายามดึงเงินทุนให้ไหลกลับเข้ามาใหม่ การเสริมกระตุ้นลงทุนของภาครัฐและภาคเอกชน การพยายามผนึกกำลังทางเศรษฐกิจในระดับภูมิภาค เช่น การตั้งกองทุนเอเชียบอนด์ การเปิดเขตการค้าเสรีในภูมิภาค และการที่ประเทศจีนและอินเดียซึ่งมีประชากรมากมีอัตราการเติบโตทางเศรษฐกิจ และน่าจะรักษาอัตราการเติบโตนี้ไว้ได้ในระยะใกล้ เป็นสิ่งแวดล้อมที่ดีทางเศรษฐกิจถ้าหากจัดการอย่างเหมาะสม พิจารณาจากสถานการณ์เศรษฐกิจในปัจจุบัน ดูจะเป็นการยากที่จะตอบว่าการฟื้นตัวนี้เป็นไปอย่างยั่งยืนหรือไม่ แต่น่าจะตอบได้ว่าหนทางดำเนินของเศรษฐกิจไทยคงยาวไกลและขรุขระทั้งจากเหตุปัจจัยภายในและภายนอก ด้านภายในมีการปรับปรุงบางอย่างซึ่งก่อให้เกิดความเข้มแข็งในระยะใกล้และระยะปานกลางได้แก่ 1) การสร้างการจัดการที่ดีหรือธรรมาภิบาลในองค์กรธุรกิจเอกชนและการปฏิรูประบบราชการให้เป็นแบบองค์กรธุรกิจเอกชน 2) การตื่นตัวในการบริหารและการผลิตให้เกิดประสิทธิภาพสูงสุด มีตั้งแต่การสนใจทางด้านการวิจัยและพัฒนามากขึ้น การรวมกลุ่มทางอุตสาหกรรม และการเสริมความเข้มแข็งแก่วิสาหกิจขนาดกลางและขนาดย่อย 3) การพยายามยกมาตรฐานสินค้าและบริการในประเทศสู่ระดับโลก ตั้งแต่ครัวโลกถึงการออกแบบ อย่างไรก็ตาม โครงสร้างทางเศรษฐกิจของประเทศยังคงมีการเปลี่ยนแปลงน้อย นั่นคือ 1) ยังคงพึ่งการส่งออกและการท่องเที่ยว(ซึ่งถือว่าเป็นการส่งออกอีกรูปแบบหนึ่ง) การเดินไปสู่จุดหมายที่จะให้อัตภาพพึ่งพาเศรษฐกิจภายในประเทศสูงขึ้น และพึ่งพาการค้าระหว่างประเทศลดลงเป็นอย่างน้อยครึ่งต่อครึ่ง ต้องใช้เวลานานกว่าจะทำให้เป็นจริง การพึ่งพาตลาดโลกที่มีความผันผวนและการแข่งขันสูง และประเทศไทยมีส่วนกำหนดน้อยนี้เป็นความไม่แน่นอนและเป็นความเสี่ยงใหญ่ 2) การซึมลึกเข้ามาในเศรษฐกิจไทยของบรรษัทข้ามชาติยังคงสูง ซึ่งมีผลทั้งการพัฒนาอุตสาหกรรมภายในประเทศโดยเฉพาะ และการพัฒนาเศรษฐกิจโดยรวม 3) ช่องว่างทางเศรษฐกิจยังคงสูงเนื่องจากมีการรวมศูนย์ความมั่งคั่งภายในชาติค่อนข้างมาก ภาคครัวเรือนมีหนี้สินเพิ่มขึ้น ช่องว่างทางเศรษฐกิจนี้แก้ไขได้ยากกว่าความยากจน ซึ่งดูได้จากกรณีของสหรัฐ เป็นสาเหตุของการคับข้องใจและการประท้วงต่อต้านระบบใหญ่ของสังคม 4) ทรัพยากรธรรมชาติที่ถูกใช้เพื่อเป็นเชื้อเพลิงผลักดันการเติบโตของเศรษฐกิจมานานได้ร่อยหรอไปมาก ต้องหันไปใช้จากประเทศเพื่อนบ้านมากขึ้น ซึ่งจะก่อความตึงเครียดได้ง่าย ถึงแม้ว่าจะหันไปเพิ่มพูนความรู้ด้านวิทยาศาสตร์และเทคโนโลยีให้สูงเหมือนประเทศญี่ปุ่น ก็ต้องใช้ทรัพยากรธรรมชาติจากต่างประเทศมากอยู่ดี เป็นเพียงว่าสามารถสร้างมูลค่าเพิ่มได้ดีขึ้น
ในด้านการเมือง มีการเคลื่อนไหวเตรียมการเพื่อการเลือกตั้งทั่วไปล่วงหน้าอย่างคึกคัก นับว่าเป็นบรรยายกาศใหม่ทางการเมืองของไทย ต่างกับของเดิมที่การหาเสียงเลือกตั้งทั่วไปบางทีเริ่มจริงจังเมื่อมีการยุบสภาแล้ว พรรคไทยรักไทยกล่าวได้ว่าเป็นผู้สร้างบรรยากาศใหม่นี้ โดยเหตุปัจจัยหลายประการได้แก่ 1) การตั้งเป้าผลการเลือกตั้งไว้สูงมากเพื่อตั้งรัฐบาลพรรคเดียว โดยให้ได้ ส.ส.สูงถึง 400 ที่นั่ง ซึ่งทำให้ต้องตระเตรียมล่วงหน้าทั้งทางด้านแนวนโยบาย การเฟ้นตัวผู้สมัคร การกำหนดกลยุทธ์การหาเสียง และการตระเตรียมขบวนทัพ 2) การเป็นพรรคใหญ่ ที่มีองค์ประกอบ จากหลายส่วน ซึ่งมีปัญหาความไม่ลงรอยกันปะทุขึ้นมาเป็นระยะ การเลือกตั้งจึงสามารถใช้เป็นเครื่องมือจัดระเบียบภายในพรรคล่วงหน้า ทั้งในด้านความขัดแย้งและประสิทธิภาพในการทำงาน 3) เป็นการรุกทางการเมือง ซึ่งดูจะเป็นการปฏิบัติทั่วไปของพรรคไทยรักไทยที่เน้นการปฏิบัติเชิงรุก การรุกทางการเมืองนี้อาจกล่าวได้ว่ามีอยู่ 2 ด้านด้วยกัน ได้แก่ ก) การรุกต่อพรรคการเมืองอื่นทั้งที่เป็นฝ่ายค้านและร่วมรัฐบาล ให้ต้องหันมาเล่นเกมการเลือกตั้ง และเร่งให้ต้องตัดสินใจเลือกข้างในภูมิทัศน์การเมืองใหม่ที่จะมีพรรคใหญ่ 2 พรรค การรุกนี้คาดหมายว่าคงกระทำทั้งต่อพรรคและผู้นำพรรค รวมทั้งผู้สนับสนุนพรรครายใหญ่ ผู้คิดว่าจะลงสมัคร ไปจนถึงพื้นที่เขตเลือกตั้งและฐานกำลังต่างๆ มีกลุ่มหัวคะแนน เป็นต้น ข) การรุกเพื่อสร้างเกมการเลือกตั้งใหม่ จากการอาศัยผู้มีอิทธิพลท้องถิ่นและหัวคะแนน ซึ่งบางทีเรียกว่าพวกนายหน้าทางการเมือง มาถึงการใช้เครือข่ายของพรรคการเมืองที่มีศูนย์บัญชาการเดียว อย่างไรก็ตาม จากกรณีการเลือกตั้งในระดับท้องถิ่น ที่ผลการเลือกตั้งส่อแสดงว่ากลุ่มอิทธิพลท้องถิ่นและหัวคะแนนยังคงมีบทบาทสูง ดังนั้น การสร้างเกมการเลือกตั้งใหม่จึงไม่ใช่งานง่าย คาดหมายว่าพรรคไทยรักไทยจะเพิ่มปฏิบัติการเชิงรุกมากขึ้น ในช่วงเวลาปีเศษก่อนจะถึงการเลือกตั้งทั่วไปตามวาระ
สถานการณ์ในภูมิภาค มีที่น่าจับตา 3 เรื่อง ได้แก่ 1) เมื่อต้นเดือนกันยายน 2546 นายฮัมซาห์ ฮัช รองประธานาธิบดีแห่งอินโดนีเซีย ได้กล่าววิจารณ์สหรัฐว่าเป็นจอมก่อการร้าย ในคำปราศรัยต่อผู้นำในโรงเรียนสอนศาสนามุสลิมในชวาตอนกลาง "ใครเป็นผู้ก่อการร้ายที่แท้จริง ใครที่ทำลายสิทธิมนุษยชน คำตอบก็คือสหรัฐ เพราะว่าประเทศนี้โจมตีอิรัก ยิ่งกว่านั้นสหรัฐยังเป็นจอมก่อการร้าย(Terrorist King) ที่ก่อสงคราม" (รอยเตอร์ 030903) การที่ผู้นำทางการเมืองในชาติต่างๆ วิจารณ์สหรัฐทำนองนี้เกิดขึ้นบ่อยจนแทบไม่เป็นข่าว และผู้ที่วิจารณ์เหล่านี้จำนวนไม่น้อย ถูกสหรัฐกดบีบจนต้องลาออกจากตำแหน่งไป แต่สำหรับกรณีนี้เป็นอีกเรื่องหนึ่ง คำวิจารณ์นี้เกิดขึ้นในสถานการณ์ใหม่บางประการ ได้แก่ ก) ทรรศนะด้านบวกต่อสหรัฐที่มีอยู่สูงในอินโดนีเซีย ได้เปลี่ยนเป็นทรรศนะด้านลบอย่างสูงมากอย่างน่าตกใจ(สำหรับสหรัฐ) ข) มีการวิเคราะห์สถานการณ์หลายชิ้นที่แสดงว่าอิทธิพลของกลุ่มผู้เคร่งคัมภีร์ศาสนากำลังสูงขึ้น ทำให้กลุ่มถือศาสนาสายกลาง ที่กุมอำนาจอยู่และได้รับประโยชน์จากกระบวนโลกาภิวัตน์สูงต้องตกอยู่ในสถานการณ์ตั้งรับ อินโดนีเซียนั้นเหมือนกับยักษ์ในภูมิภาค การเปลี่ยนแปลงใดในประเทศนี้ย่อมก่อผลกระทบอย่างสูงต่อภูมิภาค 2) จอห์น โฮเวิร์ด นายกรัฐมนตรี แห่งออสเตรเลีย เสนอแนวคิด "การปกครองรวมภูมิภาค" (Pooled Regional Governance) สำหรับประเทศในกลุ่มสภาเกาะแปซิฟิก(Pacific Islands Forum) โดยให้เหตุผลว่าประเทศเหล่านี้ ซึ่งบางทีประชากรน้อยกว่า 1 แสนคน จะมีองค์กรการปกครองที่ครบถ้วนสมบูรณ์ได้ นอกจากนี้ ในต้นเดือนสิงหาคม ยังมีรายงานของคณะกรรมาธิการต่างประเทศ กลาโหมและการค้าของวุฒิสภา เสนอให้รวมประเทศในสภาเกาะแปซิฟิกเข้าด้วยกันเป็นประชาคมเศรษฐกิจและการเมืองแปซิฟิก(Pacific Economic and Political Community) ซึ่งจะใช้เงินสกุลเดียวคือดอลลาร์ออสเตรเลีย ประเทศในกลุ่มเกาะแปซิฟิก ได้แก่ ซามัว ฟิจิ ดองกา ปาปัวนิวกินี โซโลมอน คิริบาล(กิริบาติ) ดูวาลู และวานูอาตู มีผู้วิจารณ์ว่านโยบายดังกล่าวจะนำให้ออสเตรเลียเข้ามามีอิทธิพลครอบงำในดินแดนเหล่านี้ 3) การเปลี่ยนแปลงในประเทศพม่า ซึ่งนายพลขิ่น ยุนต์ ผู้ได้ชื่อว่าเป็นสายปฏิรูปได้ขึ้นมาดำรงตำแหน่งนายกรัฐมนตรีและได้ประกาศแผนการไปสู่ประชาธิปไตย การเปลี่ยนแปลงนี้น่าจะทำให้พม่าค่อยๆ รวมเป็นอันเดียวกับกลุ่มอาเซียน ซึ่งที่สำคัญ ได้แก่ ไทย มากขึ้น โดยมีจีนสนับสนุนอยู่เบื้องหลัง ขณะที่ผ่ายบริหารสหรัฐยังคงต้องการให้การเปลี่ยนแปลงในพม่าเป็นไปในทางที่ตนต้องการมากกว่า นั่นคือมีนโยบายสนับสนุนตะวันตกและเปิดตลาดเสรี ซึ่งฝ่ายนำพม่าคงจะไม่ปฏิบัติเช่นนั้น ความสัมพันธ์ไทย-พม่าจึงเป็นเรื่องละเอียดอ่อน ที่มีประเทศใหญ่ได้แก่ สหรัฐและจีน เข้ามายุ่งเกี่ยวอย่างเปิดเผย การสร้างความปรองดองภายในชาติพม่าและการเชื่อมสัมพันธ์ไทย-พม่า จึงดูจะเป็นระเบียบวาระที่จะยกมาพิจารณาและดำเนินการอย่างจริงจัง
เหตุการณ์ต่างประเทศอื่นๆ มีเหตุการณ์ต่างประเทศอื่นที่น่าจับตาหลายเรื่อง ในที่นี้จะกล่าวเฉพาะสถานการณ์สงครามอิรัก ซึ่งในปัจจุบันเป็นที่ชัดเจนว่าสหรัฐได้ติดหล่มในอิรักทำนองเดียวกับเวียดนาม มีผู้คำนวณค่าใช้จ่ายทางทหารสหรัฐในอิรักและอัฟกานิสถานว่าตกเดือนละ 5 พันล้านดอลลาร์สหรัฐ สถานการณ์เช่นนี้ ฝ่ายนำสหรัฐมีทางเลือกคือ 1) ประกาศอีกครั้งว่าได้ชัยชนะเด็ดขาดแล้ว และถอนทหารออกมา ซึ่งมีความเป็นไปได้น้อยมาก เพราะว่าการที่สหรัฐเข้ายึดครองอิรักในเบื้องต้น ก็สืบเนื่องจากความสำคัญทางภูมิศาสตร์การเมืองของตะวันออกกลาง ทั้งยังมีเจตนาที่จะเปลี่ยนสภาพการเมืองการปกครองทั่วภูมิภาคอีกด้วย 2) เสริมกำลังทหารเพิ่มขึ้น และขยายปฏิบัติการทางทหารเข้าไปในประเทศเพื่อนบ้านของอิรัก ความเป็นไปได้นี้ไม่มากนัก แต่ก็ไม่ควรด่วนตัดออก 3) กลับลำหันไปมาพันธมิตรแอตแลนติกที่ตนเคยเยาะเย้ยว่าเป็น "ยุโรปเก่า" และหันไปหาองค์การสหประชาชาติที่ตนเองได้ทำลายความศักดิ์สิทธิ์ไปแล้ว พิจารณาจากคำปราศรัยของประธานาธิบดีบุช เมื่อวันที่ 7 กันยายน 2546 พอจะเห็นได้ว่าฝ่ายบริหารสหรัฐเลือกหนทางกลับลำ ขณะเดียวกัน ก็เตรียมขอเงินงบประมาณอีกกว่า 8.7 หมื่นล้านดอลลาร์สหรัฐ เพื่อทำศึกในอิรักต่อ สงครามในอิรักจึงยังคงไม่จบลงโดยง่าย การคลี่คลายในเหตุการณ์นี้เป็นตัวชี้วัดดุลอำนาจของโลกที่สำคัญตัวหนึ่ง และยังเกี่ยวข้องกับการเลือกตั้งประธานาธิบดีสหรัฐในปลายปี 2004 อีกด้วย หน้า 7
|
| กลับหน้าแรก |