|
จุดเปลี่ยนการค้าโลก?
จับกระแส : นภาภรณ์ พิพัฒน์ np_pipat@yahoo.com กรุงเทพธุรกิจ วันที่ 17 กันยายน 2546 การเจรจาการค้าโลก ที่แคนคูน ล่มลงอย่างน่าเสียดาย กลายเป็นความล้มเหลวครั้งที่ 2 ของเวทีใหญ่ อย่าง องค์การการค้าโลก (ดับบลิวทีโอ) ที่ต้องเดินซ้ำรอยการเจรจาการค้าโลก รอบสหัสวรรษ ที่ซีแอตเติล เมื่อปลายปี 2542 แม้แต่ดร.ศุภชัย พานิชภักดิ์ ผู้อำนวยการใหญ่ ดับบลิวทีโอ ก็ออกอาการผิดหวังอย่างไม่ปิดบัง แต่ท่ามกลางความล้มเหลว กลับมีมุมที่น่าสนใจให้จับตามองอยู่ในหลายๆ ประเด็น มีทั้งมองในเรื่องอนาคตขององค์การการค้าโลกเอง ในฐานะเวทีกลางของสมาชิก 146 ประเทศว่า ยังจะเป็นอย่างไรหลังจากนี้ ซึ่งแน่นอนว่า เรื่องนี้จะต้องวิเคราะห์พ่วงไปกับแนวโน้มของระบบพหุภาคีว่า ยังจะเป็นที่นิยม และสามารถทนแรงเสียดทานของการเจรจาการค้าแบบทวิภาคี และระดับภูมิภาคได้หรือไม่ด้วย ในหลายๆ เรื่องที่น่าสนใจ มีอยู่ประเด็นหนึ่งที่สื่อตะวันตกค่อนข้างจะมองออกมาในทางเดียวกัน นั่นคือ พวกเขามองการฮึดสู้ของกลุ่มประเทศยากจนและกำลังพัฒนา ที่มักจะต้องสวมบท ผู้ตาม(ใจ) เสียจนไม่มีใครคิดว่า พวกเขาจะกล้างัดข้อกับประเทศที่มีอำนาจทางเศรษฐกิจเหนือกว่า แต่ที่เวทีแคนคูน ประเทศยากจน และกำลังพัฒนา จากหลายๆ ภูมิภาค พิสูจน์ให้เห็นว่า พวกเขาไม่ใช่ หมูสนาม บนเวทีดับบลิวทีโออีกต่อไป ในการเจรจาประเด็นสินค้าเกษตร ซึ่งถือประเด็นชี้เป็นชี้ตาย ของการเจรจาการค้าโลกรอบใหม่ ที่มีชื่อรอบสวยหรูว่า วาระการพัฒนาแห่งโดฮา (Doha Development Agenda) ชาติกำลังพัฒนากลับฮึดสู้ ตั้งกลุ่มขึ้นมาทำหน้าที่เจรจาต่อรองกับสหรัฐ และสหภาพยุโรป (อียู) ในนาม กลุ่มจี-21 อีกทั้ง ยังหาแนวร่วมเพิ่ม ด้วยการดึงกลุ่มประเทศแอฟริกามาเป็นกองหนุน เพื่อเพิ่มอำนาจต่อรองกับชาติร่ำรวยจากซีกโลกตะวันตก กลุ่มจี-21 + กลุ่มแอฟริกา ทำให้ดับบลิวทีโอ มีความเป็นเวทีต่อรอง ไม่ใช่เวที ล็อบบี้ เหมือนหลายๆ ครั้งที่ผ่านมา เห็นได้จากถึงจะมีร่างที่บางประเทศเขียนมา รวมถึงร่างที่ดับบลิวทีโอเขียนขึ้นด้วย มีการต่อรองและแก้ไขกันค่อนข้างมาก จนต้องจัดทำร่างแถลงการณ์ขึ้นใหม่ อีกกลุ่มหนึ่งที่น่าจับตามอง คือ กลุ่มเอซีพี และเอเชียบางประเทศ โดยเฉพาะกลุ่มเอซีพี ที่ประกอบไปด้วยประเทศในแอฟริกา แคริบเบียน และแปซิฟิก ซึ่งประเทศเหล่านี้ เป็นอดีตอาณานิคมของสหภาพยุโรปมาก่อน และยังอุดหนุน และค้ำชูกันทางการค้าและเศรษฐกิจ มาจนถึงทุกวันนี้ กลับกล้าที่จะประกาศความไม่ต้องการของพวกเขา ที่เวทีแคนคูน หยิบเอาประเด็นใหม่ๆ ในกรอบ Singapore Issues มาหารือกัน การเคลื่อนไหวของ 2 กลุ่มนี้ ซึ่งจริงๆ ก็แทบจะเป็นกลุ่มเดียวกันอยู่แล้ว ทำให้หลายฝ่ายเชื่อว่า กลุ่มประเทศกำลังพัฒนา และยากจน กำลังจะก้าวขึ้นเป็น ขั้วอำนาจใหม่ บนเวทีการค้าโลก และที่สำคัญ เวทีแคนคูน จะเป็นจุดเริ่มต้นของการเจรจาต่อรองอย่างแท้จริงๆ ระหว่างประเทศร่ำรวย และประเทศยากจน ความตกลงที่จะออกมา ต้องไม่ได้มาจากแรงผลักดันของสหรัฐ หรือ มหาอำนาจชาติใดชาติหนึ่งอีกต่อไป อย่างไรก็ตาม ประเด็นเหล่านี้ อาจเป็นแค่เรื่องของการคาดการณ์เท่านั้น หากการผนึกกำลังสู้ของกลุ่มจี-21 กับกลุ่มเอซีพี เป็นแค่การรวมตัวกันเฉพาะกิจ อันเนื่องมาจากมีผลประโยชน์ร่วม ที่ต้องปกป้อง แต่เมื่อต้องกลับมาเจรจาบนเวทีดับบลิวทีโอ อีกครั้ง กลับมีจุดยืนต่างไปจากเดิม ท่าทีแบบนี้ มักจะพบเห็นได้บ่อยครั้ง บนเวทีเจรจาระหว่างประเทศทั่วไป ไม่ใช่เฉพาะแค่เวทีดับบลิวทีโอ เพราะหลายๆ ครั้ง เราพบว่า การเจรจาต่อรอง ไม่ว่าจะในเรื่องใด มักจะถูกขับเคลื่อนโดยมี "การเมือง" อยู่เบื้องหลัง มากกว่าเหตุผลในเรื่องของความชอบธรรม และ ควรจะเป็น ดังการประชุมที่แคนคูนครั้งนี้ มีคนตั้งข้อสังเกตว่า นายโรเบิร์ต เซลลิค ผู้แทนการค้าสหรัฐ (ยูเอสทีอาร์) ไม่ค่อยแข็งกร้าวเหมือนทุกครั้ง ไม่รุกหนักเหมือนเมื่อครั้งเจรจาในเวทีก่อนๆ ที่สหรัฐมักจะเล่นบท ผู้กำกับ เสมอมา แต่ครั้งนี้ สหรัฐก็ไม่เดือดเนื้อร้อนใจ ที่วาระการพัฒนาแห่งโดฮา ไม่คืบ แถมยังสัญญาณชัดว่า หากเวทีพหุภาคีไม่คืบ สหรัฐก็พร้อมจะเจรจาในรูปแบบทวิภาคี เพราะไม่อยากรอให้เสียเวลาเปล่า อีกจุดที่น่าสนใจ คือ สมาชิกใหม่อย่างจีน ที่หลายฝ่ายวิเคราะห์ว่า จีนน่าจะก้าวขึ้นมาเป็นขั้วอำนาจใหม่ ที่ช่วยเหลือประเทศกำลังพัฒนา ในการเจรจาต่อรองกับชาติตะวันตก แต่เท่าที่ทราบ เรากลับไม่ได้รับข่าวคราวในเรื่องท่าทีที่เด่นชัดของจีน บนเวทีแคนคูนเลย ดูเหมือน ว่าที่มหาอำนาจแห่งซีกโลกตะวันออก จะเก็บเนื้อเก็บตัวมากไปหน่อย ซึ่งมีคนวิจารณ์ว่า จีนยังไม่พร้อมจะงัดข้อกับใครตรงๆ โดยเฉพาะสหรัฐ และอียู ประกอบกับหากมองในแง่ของประเด็นใหม่ ที่เป็นเรื่องของการลงทุนล้วนๆ จีนก็แต่ได้ มากกว่าเสีย เมื่อเป็นเช่นนี้ คงต้องรอดูการประชุมการค้าโลกในนัดหน้าเสียก่อนว่า จี-21 และเอซีพี ยังแข็งแกร่ง และผนึกกันเหมือนที่โชว์ไว้ในเวทีแคนคูนหรือไม่ ค่อยมาสรุปกันว่า นี่คือ จุดเปลี่ยนในโลกการค้าเสรี หรือ เป็นแค่การเมืองเรื่องผลประโยชน์เท่านั้น
|
| กลับหน้าแรก |