อาวุธปืน กับความรุนแรงในสังคมไทย

ดุลยภาพ ดุลยพินิจ  นวลน้อย ตรีรัตน์  มติชนรายวัน  วันที่  17  กันยายน  2546

ช่วง 3-4 เดือนที่ผ่านมารัฐบาลทักษิณได้ประกาศว่า จะดำเนินนโยบายเร่งด่วน ในเรื่องของการปราบปรามผู้มีอิทธิพล และเจ้าพ่อที่เกี่ยวข้องกับธุรกิจที่ผิดกฎหมาย

ทั้งนี้ได้มีการจัดกลุ่มผู้มีอิทธิพลออกเป็น 15 กลุ่มด้วยกัน โดยได้รวมถึงมือปืนรับจ้างเอาไว้ด้วย

นโยบายดังกล่าวได้รับการขานรับอย่างดีจากประชาชนเป็นจำนวนมาก

และเมื่อเร็วๆ นี้รัฐบาลก็ได้ประกาศออกมาอีกว่าจะมีการควบคุมการขายอาวุธปืน และการอนุญาตให้ประชาชนสามารถครอบครองอาวุธปืนอย่างถูกกฎหมายให้เข้มงวดมากขึ้น

ทั้งนี้รัฐบาลมีความหวังว่าในอีกไม่กี่ปีข้างหน้า สังคมไทยน่าจะเป็นสังคมที่ปราศจากอาวุธปืน

เป็นดินแดนแห่งสันติสุขที่ปราศจากความรุนแรง

อาจกล่าวได้ว่ารัฐบาลทักษิณเป็นรัฐบาลที่มีการพูดถึง หรือพยายามวางแนวนโยบายที่เกี่ยวข้อง กับการจัดระเบียบสังคมไทย เพื่อลดปัญหาสังคมและอาชญากรรมมากกว่ารัฐบาลในอดีตที่ผ่านมา

แต่ยังคงมีข้อถกเถียงกันในหลายแง่มุมว่า ความรุนแรงต่างๆ ที่เกิดขึ้นในสังคมไทย ไมได้มีสาเหตุมาจากการมีอาวุธปืนอยู่ในครอบครอง หรือเกี่ยวข้องกับอาวุธปืนเสมอไป

เราสามารถพบเห็นความรุนแรงต่างๆ ในสังคมไทยได้แม้ว่าจะไม่มีการใช้อาวุธปืน

ดังนั้น การควบคุมเกี่ยวกับอาวุธปืนคงจะเป็นการช่วยบรรเทาความรุนแรงได้ในระดับหนึ่งเท่านั้น

ขณะเดียวกันก็มีข้อโต้แย้งว่าการครอบครองอาวุธปืนของประชาชนจำนวนมากก็เป็นไปเพื่อการป้องกันตนเอง ครอบครัว และทรัพย์สิน เช่นมีไว้ป้องกันตัวเมื่อเกิดมีโจรปล้นบ้าน

หรือในเรื่องที่เกี่ยวข้องกับเศรษฐกิจเลี้ยงปากเลี้ยงท้อง เช่นกรณีผู้เลี้ยงกุ้งที่จะต้องมีการนอนเฝ้าบ่อกุ้งของตนเอง ผู้ที่มีอาชีพเลี้ยงกุ้งคงจะรู้กันดีว่า ถ้าไม่มีการนอนเฝ้าบ่อกุ้ง กุ้งก็อาจจะถูกขโมยหมดทำให้ขาดทุน เป็นหนี้สินได้ และส่วนใหญ่บ่อกุ้งก็มักจะอยู่ห่างไกลชุมชน คนที่ไปเฝ้าบ่อกุ้งจึงมักจะพกพาอาวุธไว้ป้องกันตัวเองและทรัพย์สินด้วย

การพกพาอาวุธปืนหรือมีไว้ในครอบครองของสุจริตชนเหล่านี้จึงเป็นไปเพื่อป้องกันทรัพย์สินและชีวิตของตนเอง

แต่ในขณะเดียวกันการมีอาวุธเหล่านี้ในครอบครองก็อาจนำมาซึ่งโศกนาฎกรรมได้เช่นเดียวกัน เช่นเก็บไว้ไม่ดี เด็กเอาไปเล่น และเกิดปืนลั่นขึ้นมา หรือเกิดการบันดาลโทสะและใช้อาวุธปืนทำร้ายผู้อื่นได้โดยง่าย

เหตุผลหรือข้อถกเถียงถึงผลดีผลเสียของการมีอาวุธปืนไว้ในครอบครองไม่ได้เกิดขึ้นเฉพาะในสังคมไทย

ข้อถกเถียงดังกล่าวมักมีให้เห็นในต่างประเทศ เป็นครั้งคราวหลังเกิดโศกนาฏกรรมต่างๆ ที่เกี่ยวข้องกับอาวุธปืน เช่นลูกแอบเอาปืนของพ่อแม่ไปเล่น หรือเอาไปยิงเพื่อนและครูที่โรงเรียนตายหลายศพ

อย่างไรก็ตาม เมื่อพิจารณาในบริบทของสังคมไทย เราจะเห็นว่าความรุนแรงหรือปัญหาอาชญากรรมที่เกิดขึ้นที่เกี่ยวข้องกับอาวุธปืนอาจจะแยกออกได้เป็น 2 ระดับ

กล่าวคือ ปัญหาที่เกิดขึ้นกับบุคคลทั่วไป ได้แก่ การปล้น การล้างแค้นส่วนตัว การฆ่าตัวตาย การทะเลาะวิวาท เช่นในกรณีที่นักเรียนยกพวกตีกันและมีการใช้อาวุธปืนทำร้ายฝ่ายตรงข้าม หรือขับรถปาดหน้ากันและเกิดบันดาลโทสะใช้อาวุธที่พกพามายิงฝ่ายตรงกันข้าม

ส่วนปัญหาความรุนแรงที่เกิดขึ้นจากอาวุธปืนอีกประเภทหนึ่งคือ ปัญหาที่เกี่ยวข้องกับอิทธิพลเถื่อน ที่มีการดำเนินการอย่างเป็นขบวนการ โดยมีความพยายามใช้อาวุธปืน เป็นเครื่องมือเพื่อวัตถุประสงค์ในการแสวงหาผลประโยชน์ จำนวนมหาศาล หรือเพื่อผลประโยชน์ทางการเมือง

ขบวนการเหล่านี้มักจะเกี่ยวข้องกับธุรกิจที่ผิดกฎหมาย เช่นการทวงหนี้ การเรียกค่าคุ้มครอง การกำจัดฝ่ายตรงข้ามที่ขัดแย้งผลประโยชน์ทางเศรษฐกิจ หรือทางการเมือง

เราจึงมักได้ยินข่าวการฆ่าหัวคะแนนของนักการเมืองทั้งระดับชาติและระดับท้องถิ่น

การกำจัดคู่แข่งทางการค้า การฆ่าหรือข่มขู่คุกคามผู้นำชาวบ้าน หรือชุมชน ที่ต่อต้านหรือขวางผลประโยชน์ ของผู้มีอิทธิพลโดยสุจริต

หรือแม้กระทั่งการฆ่าตัดตอนกันในระหว่างที่รัฐบาลดำเนินการปราบปรามกลุ่มที่ค้ายาเสพติดอย่างจริงจังเมื่อต้นปี มีการฆ่าตัดตอนกันเป็นจำนวนมากกว่าพันคนขึ้นไป การฆ่าตัดตอนกันดังกล่าวกระทำกันโดยใช้อาวุธปืน ทั้งที่เป็นปืนพกขนาดเล็กและปืนที่จัดเป็นอาวุธสงคราม

ยังไม่มีตัวเลขที่ชัดเจนว่า อาวุธปืนที่ใช้ในการก่อเหตุร้ายทั้งหลายที่กล่าวมาข้างต้น ทั้งที่เป็นเรื่องที่เป็นบุคคลทั่วไป และที่เกี่ยวข้องกับผู้มีอิทธิพลเถื่อนนั้น เป็นอาวุธปืนที่มีแหล่งที่มาจากการซื้อขายและได้รับอนุญาตให้ครอบครองอย่างถูกต้องตามกฎหมาย หรือเป็นอาวุธปืนเถื่อนที่ซื้อขายกันในตลาดมืด

ทั้งนี้ การก่ออาชญากรรมจำนวนมากที่มีการวางแผนไว้ล่วงหน้า อาชญากรมักจะใช้อาวุธปืนเถื่อนที่ไม่สามารถสืบหาแหล่งที่มามากกว่าที่จะใช้ปืนที่ถูกกฎหมาย ทั้งนี้เพราะว่าปืนที่ถูกกฎหมายจะต้องมีการจดทะเบียนอย่างถูกต้อง ผู้ที่จะสามารถซื้ออาวุธปืนได้จะต้องยื่นเรื่องขออนุญาตครอบครองอาวุธปืน

ซึ่งโดยทั่วไปจะไม่ได้รับอนุญาตให้พกพาออกจากที่พักอาศัย

จากข้อมูลการศึกษาเรื่องเศรษฐกิจนอกกฎหมายและนโยบายสาธารณะของศูนย์ศึกษาเศรษฐศาสตร์การเมืองในช่วงปี 2536-2538 พบว่ามูลค่าการค้าอาวุธเถื่อนมีมากกว่าหมื่นล้านบาทขึ้นไป ถึงแม้ว่าในช่วงที่มีการประมาณการ มูลค่าการค้าอาวุธเถื่อน จะเป็นช่วงที่เหตุการณ์ในประเทศรอบบ้านเรา ยังมีการสู้รบกันค่อนข้างมาก

ในปัจจุบันเหตุการณ์ในประเทศเพื่อนบ้านคลี่คลายไปกว่าก่อนมากแล้ว แต่ก็ยังไม่สามารถเรียกได้ว่าสงบ ดังนั้นการค้าอาวุธเถื่อนจึงยังคงมีอยู่อย่างต่อเนื่อง

นอกจากนี้แล้วเราจะพบว่า ความรุนแรงที่เกี่ยวข้องกับอาวุธปืน ยังเกี่ยวพันกับกลุ่มเจ้าหน้าที่ ที่มีหน้าที่ในการดูแลความสงบเรียบร้อย ทั้งที่เป็นตำรวจ และทหาร แม้ว่ากฎหมายจะกำหนดให้การพกพาอาวุธปืนจะทำได้ ขณะที่อยู่ระหว่างการปฏิบัติหน้าที่เท่านั้น  และเมื่อไม่ได้ปฏิบัติหน้าที่ ก็จะไม่อนุญาตให้มีการพกพาอาวุธปืน ออกนอกสถานที่ได้ แต่ก็พบว่ามีการแอบทำกันโดยตลอด

เช่นการจับกุมนายทหารโดยตำรวจด้วยข้อหาการพกพาอาวุธปืน การยิงกันในผับ หรือสถานบันเทิง ที่มีผลทำให้มีตำรวจถึงแก่ความตาย การทะเลาะวิวาทที่มีเจ้าหน้าที่พกพาอาวุธปืน ทั้งที่ไม่ได้อยู่ระหว่างปฏิบัติหน้าที่ร่วมด้วย ซึ่งในหลายกรณีมักจะมีการบันดาลโทสะและใช้อาวุธปืนทำร้ายฝ่ายตรงข้าม

ปัญหาเหล่านี้สะท้อนให้เห็นว่า จะต้องมีการควบคุมเจ้าหน้าที่ ให้ปฏิบัติตามระเบียบวินัยให้ถูกต้องเคร่งครัดมากยิ่งขึ้น เพื่อลดปัญหาและความรุนแรงที่อาจจะเกิดขึ้นได้

ทั้งนี้ปัญหาความรุนแรงที่เกิดจากอาวุธปืน มักเป็นปัญหาที่เกี่ยวข้องกับอิทธิพลเถื่อนขบวนการธุรกิจนอกกฎหมาย ซึ่งมีความสัมพันธ์เชื่อมโยงกับกลุ่มผู้มีอำนาจ  และจากกลุ่มเจ้าหน้าที่ที่ไม่ปฏิบัติตามระเบียบวินัยที่ต้องการแสดงอำนาจ หรืออิทธิพลมากกว่าปัญหาที่เกิดจากสุจริตชนโดยทั่วไป

การลดความรุนแรงที่เกี่ยวข้องกับอาวุธปืนเป็นโจทย์ที่ใหญ่ ไม่สามารถเกิดผลสำเร็จได้จากการควบคุม การครอบครองอาวุธปืนอย่างถูกต้องตามกฎหมายเท่านั้น

แต่จะต้องมีการแก้ไขปัญหาการลักลอบค้าอาวุธเถื่อนกันอย่างจริงจัง

ต้องมีการปราบผู้มีอิทธิพลอย่างได้ผล

และต้องมีการเข้มงวด กับเจ้าหน้าที่ที่กฎหมายอนุญาตให้มีอาวุธปืนในครอบครอง ให้อยู่ในกรอบระเบียบที่ถูกต้องอย่างเข้มงวด

หน้า 6

 

กลับหน้าแรก