|
เร่งการลงทุนด้านโครงสร้างพื้นฐาน
:
ยิงปืนนัดเดียวได้นกสองตัว
ปิยสวัสดิ์ อัมระนันทน์, PiyasvastiA@k-asset.co.th กรุงเทพธุรกิจ วันที่ 16 กันยายน 2546 อีกมาตรการที่จะช่วยชะลอการแข็งตัวของค่าเงินบาท และช่วยสร้างรากฐานที่แข็งแกร่งมากยิ่งขึ้นแก่เศรษฐกิจไทย ก็คือ การเพิ่มการลงทุนในโครงสร้างพื้นฐานที่จำเป็น และมีความคุ้มค่าทางเศรษฐศาสตร์ แม้ว่า ธปท. จะเข้ามาแทรกแซงค่าเงินบาทอย่างต่อเนื่อง และกำหนดมาตรการต่างๆ ให้ค่าเงินบาทอ่อนตัวลง แต่ค่าเงินบาทก็ยังมีแนวโน้มแข็งขึ้น ล่าสุด 11 ก.ย. ที่ผ่านมา ได้กำหนดให้สถาบันการเงินจำกัดการรับฝากเงินบาท หรือธุรกรรมอื่นที่มีลักษณะเป็นการรับฝากเงินบาทจากผู้มีถิ่นฐานอยู่นอกประเทศ กรณีไม่มีการค้าหรือการลงทุนรองรับ ให้ทำได้ไม่เกินรายละ 50 ล้านบาท เว้นแต่มีอายุสัญญาเกิน 3 เดือนขึ้นไป ทั้งนี้เพื่อจำกัดช่องทางที่ผู้มีถิ่นฐานนอกประเทศจะสามารถนำเงินทุนระยะสั้นเข้ามาเก็งกำไรเงินบาท แม้ว่าในวันที่ 12 ก.ย. 2546 ค่าเงินบาทได้อ่อนตัวลงบ้าง แต่นักค้าเงินต่างคาดกันว่า จะเป็นเหตุการณ์ชั่วคราวเท่านั้น และเงินบาทยังมีแนวโน้มแข็งค่า ซึ่งผมค่อนข้างเห็นด้วยกับการวิเคราะห์นี้ เพราะค่าเงินบาทที่แข็งขึ้นนี้เป็นผลมาจากปัจจัยพื้นฐานทางด้านเศรษฐกิจเป็นหลัก โดยเฉพาะดุลบัญชีเดินสะพัดของไทยที่เกินดุลในระดับสูงอย่างต่อเนื่องในระดับ 600 ล้านดอลลาร์สหรัฐต่อเดือน การขยายตัวของเศรษฐกิจในระดับสูง และอัตราเงินเฟ้อในระดับต่ำ ดุลบัญชีเดินสะพัดที่เกินดุลในระดับ 600 ล้านดอลลาร์สหรัฐต่อเดือน หมายความว่า ไทยขายสินค้า และบริการ (เช่นรายได้จากการท่องเที่ยว) รวมทั้งมีรายได้จากการลงทุนในต่างประเทศหรือรายได้จากแรงงานไปทำงานต่างประเทศมากกว่าการนำเข้าสินค้า บริการ รายจ่ายค่าดอกเบี้ยเงินกู้ และการส่งออกผลกำไร และค่าแรงของคนต่างชาติไปนอกประเทศ ในระดับเดือนละ 25,000 ล้านบาท ฉะนั้นทรัพย์สินสุทธิของประเทศก็จะเพิ่มขึ้นในระดับเดียวกัน ทรัพย์สินสุทธิที่เพิ่มขึ้นส่วนหนึ่งอาจถูกนำไปใช้หนี้สินต่างประเทศ ซึ่งในช่วงแรกหลังวิกฤติเศรษฐกิจจะมีการชำระคืนเงินกู้ต่างประเทศจำนวนมาก ซึ่งทำให้หนี้สินต่างประเทศลดลงมากจากกว่า 100 พันล้านดอลลาร์สหรัฐในปี 2540 เหลือ 56 พันล้านดอลลาร์สหรัฐ ในปัจจุบัน ทรัพย์สินสุทธิของประเทศที่เพิ่มขึ้นอีกส่วน จะถูกแลกเป็นเงินบาทเพื่อนำมาลงทุนภายในประเทศ ซึ่งก็จะทำให้เงินทุนสำรองต่างประเทศเพิ่มขึ้น โดยจะถูกนำไปลงทุนในพันธบัตรรัฐบาลต่างประเทศ โดยเฉพาะพันธบัตรรัฐบาลสหรัฐอเมริกา หรือลงทุนในทรัพย์สินประเภทอื่นในต่างประเทศ ส่วนเงินที่ถูกแลกเป็นเงินบาทนั้นก็ต้องหาแหล่งที่จะลงทุน เช่น เงินฝากธนาคาร ตราสารหนี้ พันธบัตรรัฐบาล และหุ้นในบริษัทต่างๆ ในช่วงแรกหลังวิกฤติเศรษฐกิจในปี 2540 อัตราดอกเบี้ยอยู่ในระดับสูงมาก ในขณะที่ธุรกิจต่างๆ กำลังทรุดตัว และราคาหุ้นลดลงอย่างรวดเร็ว ฉะนั้นผู้ลงทุนจึงเลือกลงทุนในเงินฝากธนาคาร พันธบัตรหรือตราสารหนี้เป็นหลัก แต่เมื่อดอกเบี้ยเงินฝากธนาคารเริ่มลดลง ผู้ลงทุนได้เข้ามาลงทุนจำนวนมากในตราสารหนี้ และพันธบัตรรัฐบาล อย่างไรก็ตามปัจจุบันสถานการณ์ได้เปลี่ยนไป กล่าวคือ เศรษฐกิจฟื้นตัวอย่างต่อเนื่อง ผลประกอบการของธุรกิจต่างๆ ดีขึ้นมาก และอัตราดอกเบี้ยอยู่ในระดับต่ำมาก อีกทั้งดูเหมือนว่าอัตราดอกเบี้ยได้ลงมาสู่ระดับต่ำสุดแล้ว และมีแนวโน้มที่จะค่อยๆ เพิ่มสูงขึ้นในช่วงสามปีนี้ แต่ผลประกอบการของธุรกิจต่างๆ ยังมีแนวโน้มที่จะดีขึ้นต่อไป ดังนั้นผู้ลงทุนจึงเปลี่ยนกลยุทธ์ในการลงทุนโดยลงทุนในหุ้นมากขึ้น และลดการลงทุนในตราสารหนี้ ดุลบัญชีเดินสะพัดที่เกินดุลนี้จึงเป็นสาเหตุสำคัญที่ทำให้ราคาหุ้นในตลาดหลักทรัพย์เพิ่มสูงขึ้นอย่างต่อเนื่อง อีกทั้งยังเป็นแรงกดดันให้ค่าของเงินบาทแข็งขึ้นด้วย สถานการณ์นี้ถูกซ้ำเติมโดยการไหลเข้าของเงินลงทุนจากต่างประเทศเพราะในแง่ของนักลงทุนต่างชาติ การลงทุนหุ้นในตลาดหลักทรัพย์ไทย ในปัจจุบันเป็นทางเลือกที่น่าสนใจเมื่อเปรียบเทียบกับตลาดอื่นในภูมิภาคนี้แล้ว อีกทั้งยังมีโอกาสได้กำไรเพิ่มเติมจากค่าของเงินบาทที่แข็งขึ้น ดังนั้นมาตรการแทรกแซงค่าเงินบาท และการขจัดการเก็งกำไรค่าเงินบาทของ ธปท. จึงเป็นการแก้ไขปัญหาที่ปลายเหตุ ในระยะสั้นอาจได้ผลบ้างในการชะลอการแข็งตัวของค่าเงินบาท แต่ตราบใดที่ไทยยังมีดุลบัญชีเดินสะพัดที่เกินดุลอย่างต่อเนื่องในระดับเดือนละ 25,000 ล้านบาท แล้ว ค่อนข้างยากที่จะรักษาค่าเงินบาทให้อ่อนต่อไป วิธีการในการแก้ไขปัญหาจะต้องเน้นการปรับปรุงอุตสาหกรรมส่งออกให้มีต้นทุนต่ำลง และมีคุณภาพดีขึ้น มาตรการในการปรับโครงสร้างเศรษฐกิจและอุตสาหกรรมที่มีผู้เชี่ยวชาญหลายท่านเสนอแนะ จึงเป็นสิ่งที่จำเป็นอย่างยิ่ง อย่าหลงดีใจว่า เศรษฐกิจดีแล้วการปรับโครงสร้างเศรษฐกิจไม่จำเป็นต้องทำก็ได้ อีกมาตรการที่จะช่วยชะลอการแข็งตัวของค่าเงินบาทและช่วยสร้างรากฐานที่แข็งแกร่งมากยิ่งขึ้นแก่เศรษฐกิจไทยก็คือ การเพิ่มการลงทุนในโครงสร้างพื้นฐานที่จำเป็น และมีความคุ้มค่าทางเศรษฐศาสตร์ หลังวิกฤติเศรษฐกิจในปี 2540 โครงการขนาดใหญ่ของภาครัฐหลายโครงการได้ถูกชะลอลง โครงการที่กำลังจะสร้างเสร็จในขณะนี้ล้วนเป็นโครงการที่ได้เริ่มมาก่อนวิกฤติเศรษฐกิจทั้งนั้น เศรษฐกิจที่ดีขึ้นมากได้ทำให้ความต้องการบริการพื้นฐานเหล่านี้เพิ่มขึ้นอย่างรวดเร็ว ดังจะเห็นได้ว่าในปัจจุบันปัญหาการจราจรติดขัดในกรุงเทพฯ มีความรุนแรงขึ้นเรื่อยๆ แม้ว่ารถไฟฟ้าใต้ดินจะสามารถเปิดให้บริการได้ในวันที่ 13 เม.ย 2547 แต่คาดว่าจะช่วยบรรเทาปัญหาได้ในช่วงหนึ่งเท่านั้น ส่วนระบบที่จะมีการขยายต่อไปคือ สายสีน้ำเงินและสายสีส้ม ตามแผนเดิมกว่าจะเสร็จสมบูรณ์ และเปิดใช้บริการได้ก็ปี 2557 ในขณะเดียวกันการเดินทางและขนส่งสินค้าภายในประเทศก็ยังมีแนวโน้มที่จะใช้การขนส่งทางถนนมากขึ้น ทั้งที่ในหลักการแล้วการขนส่งทางรถไฟมีประสิทธิภาพมากกว่า แต่ในกรณีของไทยหากไม่มีการปรับปรุงการขนส่งทางรถไฟก็คงยากที่จะจูงใจให้มีการใช้บริการมากขึ้น ส่วนทางด้านไฟฟ้าก็เช่นเดียวกัน แม้ว่าในขณะนี้กำลังการผลิตสำรองยังอยู่ในระดับสูง แต่ความต้องการไฟฟ้าที่เพิ่มขึ้นอย่างต่อเนื่องจะทำให้กำลังผลิตสำรองลดลงอย่างรวดเร็ว ในขณะที่การลงทุนใหม่ยังประสบความล่าช้า ซึ่งอาจทำให้เกิดการขาดแคลนไฟฟ้าได้ภายในสามปี หากพิจารณาในภาพรวมของการลงทุนแล้วจะเห็นว่าในปัจจุบันสัดส่วนของการลงทุนต่อผลิตภัณฑ์มวลรวม (GDP) อยู่ในระดับร้อยละ 23 เท่านั้น เทียบกับระดับร้อยละ 30 โดยเฉลี่ยในช่วง 10 ปีที่ผ่านมา และระดับร้อยละ 40 ในช่วงก่อนวิกฤติเศรษฐกิจในปี 2540 กล่าวคือ การขยายตัวของเศรษฐกิจในปัจจุบันเป็นผลพวงจากการลงทุนในอดีต และการลงทุนในระดับต่ำในปัจจุบันจะกลายเป็นคอขวดสำคัญของการขยายตัวของเศรษฐกิจในอนาคต โดยเฉพาะการขาดแคลนบริการพื้นฐานต่างๆ ดังนั้นการที่รัฐจะเร่งโครงการทางด้านบริการพื้นฐาน เช่น โครงการเกี่ยวกับระบบการคมนาคมขนส่ง ระบบขนส่งมวลชนในกรุงเทพฯ โดยมีการลงทุนเก้าแสนล้านบาท จึงนับว่า เป็นนโยบายที่ถูกต้อง อย่างไรก็ตาม ผมไม่แน่ใจว่าจะเพียงพอที่จะรองรับความต้องการในอนาคตหรือไม่ โดยเฉพาะโครงการทางด้านระบบการขนส่งทั่วประเทศ และระบบขนส่งมวลชนในกรุงเทพฯ ซึ่งตามข่าวระบุว่า จะมีการเร่งระบบรถไฟฟ้าใต้ดินให้เสร็จเร็วขึ้น คือประมาณปี 2554 แทนที่จะเป็น 2557 ซึ่งอย่างดีที่สุดก็จะรักษาปัญหาการจราจรติดขัดมิให้เลวร้ายไปกว่าในปัจจุบัน หากจะให้ระบบการคมนาคมขนส่งดีขึ้น รัฐจำเป็นต้องปรับปรุงแผนการลงทุนโดยเร็วให้ครอบคลุมการให้บริการในวงที่กว้างขึ้นและเร่งให้เร็วขึ้นจากแผนเดิม หลายคนเกรงว่า ภาวะการใช้จ่ายของประชาชนและรัฐในขณะนี้จะนำไปสู่ภาวะฟองสบู่แตก อย่างไรก็ตามสถานการณ์ในขณะนี้แตกต่างจากอดีตค่อนข้างมาก การฟื้นตัวของเศรษฐกิจไทยในช่วงปี 2529-32 เกิดขึ้นโดยอัตราเงินเฟ้อ และอัตราดอกเบี้ยสูงกว่าปัจจุบันมาก ส่วนดุลบัญชีเดินสะพัดก็ขาดดุล แต่ในปัจจุบันดุลบัญชีเดินสะพัดเกินดุลอย่างต่อเนื่อง แต่มีแนวโน้มว่าการลงทุนจะไม่เพียงพอเพื่อรักษาการขยายตัวของเศรษฐกิจในอนาคต สิ่งที่รัฐควรทำในขณะนี้คือ เร่งการลงทุนโดยเฉพาะทางด้านโครงสร้างพื้นฐาน เพื่อรองรับการขยายตัวของเศรษฐกิจในอนาคต แต่ควรพิจารณาให้รอบคอบว่า เป็นโครงการที่มีความคุ้มค่าทางเศรษฐศาสตร์ และกำกับดูแลให้มีการดำเนินการ รวมทั้งการจัดซื้อจัดจ้างอย่างโปร่งใส และให้มีการแข่งขันอย่างเพียงพอ ซึ่งจะลดดุลบัญชีเดินสะพัดที่เกินดุลและมีผลในการช่วยทำให้ค่าของเงินบาทไม่แข็งตัวเกินไป รวมทั้งรักษาระดับการส่งออกให้อยู่ในระดับสูงต่อไปด้วย
|
| กลับหน้าแรก |