คลังอุ้มทหารไทย

วิน พรหมแพทย์ win6350@yahoo.com  กรุงเทพธุรกิจ  วันที่ 12 กันยายน 2546

"ครม.อนุมัติคลัง นำหุ้น 2 รัฐวิสาหกิจ "ปตท.-การบินไทย" บางส่วน ขายกับ "แบงก์ออมสิน" โดยตั้งเงื่อนไขซื้อคืนในระยะเวลา 3 ปี เพื่อให้ได้เงิน 1.12 หมื่นล้านบาท เข้าอุ้มหุ้นเพิ่มทุน "ทหารไทย" กว่า 3 พันล้านหุ้นตามสิทธิ ขณะที่เอเอ็นแซด-แบงก์จีน และรายย่อยเมินใช้สิทธิประเมินทางการสูญเสียแล้ว 1.2 หมื่นล้านบาท อุ้มแบงก์ทหารไทย ตามมาตรการ "14 สิงหา"... กรุงเทพธุรกิจ 10 กันยายน 2546

นี่ไม่ใช่ครั้งแรกที่รัฐบาลมีนโยบาย "อุ้ม" ธุรกิจบางราย ผมเชื่อว่าน่าจะมีรายการ "อุ้ม" ตามมาอีกหลายระลอก

หลักการของการแปรรูปรัฐวิสาหกิจ คือการทยอยขายหุ้นบางส่วนที่กระทรวงการคลังถืออยู่ให้กับนักลงทุนสถาบันและประชาชน เพื่อลดสัดส่วนการถือหุ้นของรัฐบาล

ดังนั้น การที่รัฐบาลจำเป็นต้องแก้ปัญหาเฉพาะหน้าด้วยการจองซื้อหุ้นเพิ่มทุนธนาคารทหารไทย เพื่อรักษาสัดส่วนที่กระทรวงการคลังถือหุ้นอยู่ 49.84% ก็ไม่น่าจะเป็นวิธีการที่ถูกต้องนักในหลักการ เพราะเชื่อว่า ความตั้งใจเดิมของรัฐบาล คือการลดสัดส่วนการถือหุ้น ไม่ใช่การรักษาสัดส่วน

ผมได้นำเสนอบทความมาแล้วหลายครั้ง เกี่ยวกับความพยายามของรัฐบาลในการแปรรูปรัฐวิสาหกิจ ผมตั้งข้อสังเกตว่า นอกจากกรณีหุ้นปตท. แล้ว ความพยายามในการแปรรูปรัฐวิสาหกิจรายอื่นๆ ที่ผ่านมามักไม่ประสบความสำเร็จนัก อย่างกรณีของไทยธนาคาร ที่เกิดอาการขายไม่ค่อยออก จนถึงกับต้องขอให้ธนาคารออมสินรับซื้อไปส่วนหนึ่ง

สาเหตุที่ขายไม่ค่อยออกในตอนนั้น ไม่ใช่เพราะว่าธุรกิจของไทยธนาคารไม่ดี แต่นักลงทุนมองว่า ราคาขายแพงไปหน่อย ซึ่งหลังจากที่หุ้นของไทยธนาคารเข้าทำการซื้อขายในตลาดหลักทรัพย์ ราคาหุ้นที่ซื้อขายกันก็สะท้อนความเป็นจริงตามนั้น คืออยู่ในระดับต่ำกว่าราคาจองซื้อมาโดยตลอด

สังเกตได้ว่า เวลาผ่านไปเกือบครบหนึ่งปี ดัชนีตลาดหลักทรัพย์ปรับเพิ่มขึ้นจาก 340 จุด เป็น 560 จุด แต่ราคาหุ้นไทยธนาคารก็ยังคงอยู่ที่ 8 บาท ต่ำกว่าราคาจองซื้อที่ 10.30 บาท

กรณีของทหารไทยก็แสดงอาการขายไม่ค่อยออกอีกครั้ง เพราะหลังจากที่มีข่าวว่ามีสถาบันการเงินต่างประเทศ 2 ราย คือ ธนาคารออสเตรเลีย แอนด์ นิวซีแลนด์แบงกิ้ง หรือ ANZ และธนาคารจากประเทศจีน แสดงความสนใจซื้อหุ้นของธนาคาร เท่าที่ตามข่าวการเจรจาก็ยังไม่ประสบความสำเร็จ

สิ่งที่เหมือนกันอีกอย่างหนึ่งระหว่างกรณีของไทยธนาคารกับทหารไทย ก็คือวิธีการแก้ปัญหาเฉพาะหน้า ด้วยการขอความช่วยเหลือจาก ธนาคารออมสิน เพียงแต่ต่างกันในรายละเอียด

กรณีไทยธนาคารนั้น ธนาคารออมสินเข้ามาช่วยรับซื้อส่วนหนึ่ง ส่วนกรณีทหารไทย รัฐบาลหาเงินไปซื้อหุ้นทหารไทยโดยใช้วิธีนำหุ้นบางส่วนที่กระทรวงการคลังถือในปตท.กับการบินไทย ขายให้กับธนาคารออมสิน โดยมีสัญญาซื้อคืนหุ้นดังกล่าวภายใน 3 ปี ในราคาต้นทุนบวกผลตอบแทนจากการลงทุนเทียบเท่ากับอัตราดอกเบี้ยเงินฝาก 12 เดือน บวกค่าใช้จ่ายในการบริหาร

ซึ่งวิธีการนี้ กรุงเทพธุรกิจ ได้ใช้คำศัพท์ที่อธิบายความภาษาชาวบ้านได้ชัดเจนมาก ว่าเป็นการ "จำนำ"

ถึงตรงนี้อาจจะมีข้อโต้แย้งว่า การที่กระทรวงการคลังขายหุ้นให้ธนาคารออมสิน โดยมีสัญญาซื้อคืนในราคาต้นทุนบวกค่าใช้จ่ายนั้น ไม่น่าจะสร้างความเสียหายให้กับธนาคาร ไม่เหมือนกับกรณีไทยธนาคารที่ออมสินต้องรับภาระขาดทุน หากต้องขายหุ้นในวันนี้ที่ราคาตลาด

แต่หากคิดในทางเศรษฐศาสตร์แล้ว ธนาคารออมสินมีค่าเสียโอกาสหากธนาคารมีทางเลือกในการลงทุนอื่นที่ดีกว่า หรือให้ผลตอบแทนมากกว่าการ "รับจำนำ" หุ้นของกระทรวงการคลัง

ธนาคารออมสิน ในฐานะธนาคารของรัฐบาล ต้องพบกับความลำบากใจหลายครั้งในการทำหน้าที่เป็นแขนขาเพื่อดำเนินนโยบายของรัฐบาลให้บรรลุผล น่าสนใจว่า ณ วันนี้ พอร์ตการลงทุนของธนาคารออมสินจะเป็นอย่างไรบ้าง มีสัดส่วนการลงทุนตามนโยบายของรัฐมากน้อยเพียงใด

ผมได้นำเสนอไว้ในครั้งไทยธนาคารแล้วว่า รัฐบาลไม่ควรด่วนสรุปว่า การที่รัฐบาลเป็นผู้ถือหุ้นใหญ่ หรือเป็น "เจ้าของ" ธนาคารออมสิน จะสามารถสั่งการให้ธนาคารดำเนินการอย่างใดก็ได้

เพราะต้องไม่ลืมว่า ประชาชนผู้ที่ฝากเงินไว้กับธนาคารนั้น ถือเป็น "เจ้าหนี้" การที่ธนาคารจะนำเงินฝากไปลงทุนเพื่อให้เกิดดอกออกผล และนำดอกผลที่ได้มาจ่ายดอกเบี้ยให้ผู้ฝากเงินนั้น จะต้องเป็นการลงทุนที่มีวินัยอย่างเคร่งครัด คำนึงถึงผลประโยชน์ของทั้งผู้ถือหุ้น หรือ "เจ้าของ" และผู้ฝากเงิน หรือ "เจ้าหนี้" ไปพร้อมๆ กัน

ที่จริงวิธีการจำนำหุ้นกับธนาคารออมสินนี้ ทำให้ผมคิดได้ว่า วิธีการจัดตั้งกองทุนรวมวายุภักษ์ก็ใช้แนวคิดการ "จำนำ" หุ้นเช่นกัน เพราะวิธีการที่ใช้คือการขายหุ้นที่กระทรวงการคลังถืออยู่ให้กับประชาชน แต่แทนที่จะเป็นการขายโดยตรง ก็ขายให้กับกองทุนวายุภักษ์ แล้วขายหน่วยลงทุนของกองทุนให้กับประชาชนอีกทอดหนึ่ง โดยที่กระทรวงการคลังมีสัญญาซื้อหน่วยลงทุนคืนเมื่อครบกำหนด 10 ปี ที่ราคาต้นทุนบวกผลตอบแทนเท่ากับอัตราดอกเบี้ยเงินฝากธนาคาร

ดังนั้น การที่ประชาชนส่วนใหญ่เข้าใจว่า การลงทุนในกองทุนรวมวายุภักษ์มีความเสี่ยงต่ำ เพราะรัฐบาลค้ำประกันเงินต้นและผลตอบแทน จึงเป็นความเข้าใจที่ไม่ถูกต้องนัก เพราะรัฐบาลไม่ได้ "ค้ำประกัน" เป็นเพียงการ "จำนำ" หุ้นมากกว่า

เราคงต้องติดตามกันต่อไปว่า จะมีการ "จำนำ" เกิดขึ้นอีกหรือไม่ เพราะเท่าที่ทราบตอนนี้มีธนาคารกรุงไทยกับบางจากที่จ่อคิวรอการขายหุ้นให้กับประชาชน สิ่งที่อยากให้พิจารณา ก็คือ หากคิดว่าหุ้นที่กระทรวงการคลังจะขายให้กับนักลงทุนและประชาชนเป็น "สินค้า" รัฐบาลก็ควรจะคำนึงถึง "คุณภาพ" และ "ราคา" ที่เหมาะสม

หากสินค้ามีคุณภาพไม่ดี หรือมีคุณภาพดีแต่ราคาไม่เหมาะสม ก็เป็นเรื่องปกติที่จะไม่มีคนซื้อ ซึ่งเป็นไปตามกลไกตลาด การฝืนกลไกตลาดด้วยการบังคับซื้อ หรือการแก้ปัญหาเฉพาะหน้าด้วยการโยกย้ายเงินจากกระเป๋าซ้ายออกกระเป๋าขวา จากธนาคารออมสินไปกระทรวงการคลังนั้น ไม่อาจนับเป็นการแปรรูปรัฐวิสาหกิจได้เลย

 

กลับหน้าแรก