|
โครงสร้างอุตสาหกรรมพลังงานไฟฟ้า
สานฝันให้นายกฯ : ธงชัย มีนวล t.meenual@bbt.utwente.nl กรุงเทพธุรกิจ วันที่ 11 กันยายน 2546 สาเหตุที่ต้องพูดเกี่ยวกับอุตสาหกรรมไฟฟ้าหลายครั้ง
มีอยู่ 4 ประเด็นหลัก คือ (2) ผลประโยชน์ได้เสียเยอะแยะ ข้อมูลในปี 2545 ชี้ให้เห็นว่า เพียงเฉพาะสินทรัพย์ของทั้งสามการไฟฟ้าก็มีมูลค่ารวมกัน ประมาณ 651,933.74 แสนล้านบาท (3) อยู่ในกระแสโลกการแปรรูปรัฐวิสาหกิจที่แพร่สะพัด ต่อเนื่องยาวนานกว่าเชื้อซาร์ส และ (4) เป็นที่หมายปองของนักลงทุนทั้งไทยและเทศ นอกจากนั้นยังถูกกำหนดให้เป็นเครื่องมือทางยุทธศาสตร์ของประเทศ ตามคำประกาศของท่าน นายกฯ ทักษิณ เมื่อครั้งไปเยี่ยมชมกิจการของ กฟผ. ในฐานะเครื่องมือยุทธศาสตร์ มันจึงมีหน้าที่เด่นอยู่สองประการ ประการแรก คือ เป็นเครื่องมือเพิ่มขีดความสามารถในการแข่งขันของประเทศ ประการที่สอง ไทยจะเป็นผู้นำด้านพลังงานไฟฟ้าในภูมิภาค ถึงกับตั้งความหวังว่า ไทยจะเป็น "แลนด์มาร์ค" แห่งเอเชียหลังการแปรรูป กฟผ. ส่วนเหตุผลเสริมอีกประการหนึ่งก็คือ เป็นเรื่องที่ผมคุ้นเคยมากที่สุดเรื่องหนึ่ง เมื่อถูกกำหนดให้เป็นยุทธศาสตร์ของประเทศ กิจการไฟฟ้าจึงมีความสำคัญสูงทันทีทันใด การนำกลยุทธ์ไปสู่การปฏิบัติเป็นเรื่องที่ต้องใช้ความพยายามเป็นอย่างยิ่ง ผู้นำการเปลี่ยนแปลงที่มีคุณสมบัติอย่างเอกอุเท่านั้นที่จะดำเนินการสำเร็จอย่างงดงาม สิ่งที่ น.พ. พรหมินทร์ เจ้าภาพกลยุทธ์ต้องทำ ได้แก่ การจัดโครงสร้างทัพกิจการไฟฟ้าของประเทศ กำหนดบทบาทว่า ใครมีหน้าที่ต้องทำอะไร กำหนดกฎกติกาที่เป็นธรรมกับผู้เกี่ยวข้องทุกฝ่ายทั้งไทยและเทศ ผู้ที่เกี่ยวข้องก็จะรู้ว่าจะแข่งขันหรือร่วมมือกันอย่างไร และหากเกิดข้อขัดแย้งขึ้นมาจะทำอย่างไร หากจะพูดในเชิงหลักการแล้ว เจ้าภาพที่จะรับผิดชอบเป้าหมายในการปรับโครงสร้างอุตสาหกรรมพลังงานไฟฟ้าทางด้านเศรษฐกิจ เช่น การปรับฐานะของกิจการไฟฟ้าไปเป็นบริษัท การนำบริษัทการไฟฟ้าเข้าตลาดหลักทรัพย์ การสร้างความเชื่อมั่นต่อบริษัทการไฟฟ้าให้กับนักลงทุน และการเลือกเวลาที่เหมาะสมเพื่อให้การขายหุ้นสร้างเม็ดเงินให้รัฐบาลมากที่สุด เป็นต้น ควรเป็นกระทรวงการคลังที่ท่านรัฐมนตรีสุชาติ รับผิดชอบอยู่ ไม่ใช่กระทรวงพลังงาน ในทางความเป็นจริงที่เกิดขึ้นแล้วนั้นปรากฏว่า เจ้ากระทรวงพลังงานได้แสดงบทแทนกระทรวงการคลังไปเรียบร้อยแล้ว แต่ก็ยังไม่อาจถือได้ว่าผิดแต่ประการใด แต่ถ้าหากกระทรวงพลังงานไม่ทำภารกิจพื้นฐานที่จำเป็นของตัวเองให้ดี เอาแต่มัวทำหน้าที่แทนกระทรวงการคลังเพียงประการเดียวก็อาจจะเกิดความผิดพลาดขึ้นได้ และภายใต้เงื่อนเวลาที่จะนำ กฟผ. เข้าตลาดหลักทรัพย์ภายในเดือน มี.ค. 2547 ที่จะถึง การอ้ำอึ้ง พะว้าพะวัง รอให้แผนงานสมบูรณ์แบบแล้วจึงประกาศนั้น ก็ดูจะไม่เหมาะสมและไม่สอดคล้องกับหลัก Economy of speed และหลักการมีส่วนร่วมของประชาชนในการบริหารราชการในยุคปัจจุบันที่ต้องการ ความโปร่งใสของรัฐบาลในการบริหารประเทศเป็นอย่างยิ่ง ผลเสียที่เกิดขึ้นไม่เพียงแต่กระทบต่อประสิทธิภาพของอุตสาหกรรมเท่านั้น แต่จะกระทบต่อรายได้เข้าภาครัฐจากการขายหุ้นของกิจการไฟฟ้าทั้งสามด้วย เค้าลางของความเสียหายเริ่มเห็น ชัดมากยิ่งขึ้นด้วยเหตุผลอย่างน้อยสองประการ ประการแรก จากรายงานข่าวการสัมมนาเพื่อระดมความคิดเห็นในการปรับโครงสร้างกิจการพลังงานและการจัดตั้งองค์กรกำกับดูแลอิสระ เมื่อช่วงกลางๆ เดือน ส.ค. 2546 พบว่า ประเด็นที่ตัวแทนจากสภาที่ปรึกษาเศรษฐกิจและสังคมแห่งชาติยังเน้นอยู่ที่ "การลดการผูกขาดของผู้ผลิตรายใหญ่ เช่น กฟผ., บริษัทผลิตไฟฟ้าจำกัด, บริษัทราชบุรีโฮลดิ้ง" หรือการ "ลดบทบาทของภาครัฐในการกำหนดว่า ประเทศควรใช้พลังงานอย่างไร หรือเท่าไร" ซึ่งถือว่า เป็นเพียงประเด็นปลีกย่อยรองๆ เท่านั้น เค้าลางประการที่สองนั้นได้จากการประชุมเชิงปฏิบัติการเรื่อง พลังงานเพื่อการแข่งขันของประเทศ ครั้งที่ 1 ของกระทรวงพลังงาน โดยมีนายกฯ ทักษิณ เป็นประธาน เมื่อ 28 ส.ค. 2546 ครั้งนี้ชัดเจนเป็นอย่างยิ่งว่า (ก) ประเด็นแรกเป็นการฉกฉวยโอกาสลักไก่ จากสถานการณ์ไฟดับทั้งระบบ (Blackout) ในนิวยอร์กและรัฐใกล้เคียง ซึ่งประเด็นเจ้าภาพที่รับผิดชอบเป็นปัญหาสำคัญ และอาจจะคิดว่า เหตุการณ์ดังกล่าวเพิ่งเกิดขึ้น ทำให้นายกฯ ทักษิณ และ น.พ. พรหมินทร์ อยู่ในภาวะตื่นตระหนกเล็กน้อย จึงสรุปว่า "กฟผ. เป็นเจ้าภาพระบบผลิตและส่งไฟฟ้า... No Brownout No Blackout" ทั้งๆ ที่ข้อมูลที่นำเสนอในการสัมมนาครั้งเดียวกันนี้ (ในสไลด์ก่อนหน้าข้อสรุปเพียงแผ่นเดียว) บอกว่า เมื่อ 1 เม.ย. 2546 เวลา 16:51 น. เกิด "ไฟฟ้าดับ ในภาคใต้ทั้งหมด (ยกเว้น จ.ชุมพร) รวม 963 MW นาน 141 นาที" ข้อมูลที่ขัดแย้งกันนี้เป็นสิ่งที่พิสูจน์ได้ว่า น่าจะเป็นการแหกตาและตบหน้ากันระดับประเทศเลยทีเดียว และ (ข) ประการที่สองมาจากเหตุการณ์ไฟดับในภาคใต้ครั้งเดียวกัน ข้อมูลที่นำเสนอระบุชัดเจนว่า สาเหตุ "เกิดปัญหาที่ระบบจ่ายก๊าซให้ โรงไฟฟ้าขนอม" เป็นผลทำให้สายส่งไฟฟ้า เชื่อมโยงภาคกลางกับใต้หลุดออกจากระบบ แต่กลับเสนอการแก้ปัญหานี้ด้วยการ "ปรับปรุง สายส่ง...ใช้เงินประมาณ 4,000 ล้านบาท" คำถามที่เกิดขึ้นก็คือ ทำไมไม่แก้ปัญหาให้ตรงสาเหตุที่เกี่ยวกับระบบจ่ายก๊าซ หากต้องการจะปรับปรุงสายส่งก็ควรอ้างเหตุผลความจำเป็นอย่างอื่นก็ทำไป ไม่ใช่จับแพะชนแกะอย่างนี้ เสียชื่อ กฟผ. ที่เป็นรัฐวิสาหกิจชั้นดีของไทยหมด การกล้ามั่วนิ่มครั้งนี้ ก็ไม่ธรรมดา เพราะอาจจะทำให้ทั้ง น.พ. พรหมินทร์ ขุนพลนักกลยุทธ์ และนายกฯ เชื่อไปตามนั้นแล้วอย่างสนิทใจ ทิศทางยุทธศาสตร์ด้านพลังงานไฟฟ้าของประเทศชาติก็อาจจะผิดพลาด สาระจากการประชุมเชิงปฏิบัติการเมื่อ 28 ส.ค. ที่กำหนดตำแหน่งให้ประเทศเป็นศูนย์กลางพลังงาน (น้ำมัน ปิโตรเคมี และไฟฟ้า) ในภูมิภาค นับว่า เป็นสิ่งที่น่าชื่นชม ทั้งน้ำมันและปิโตรเคมีนั้นอยู่ในระบบตลาดที่มีการแข่งขันเรียบร้อยแล้ว ประเด็นหลักที่เกี่ยวข้องกับอุตสาหกรรมทั้งสองกลุ่มจึงอยู่ที่การเพิ่มขีดความสามารถในการแข่งขันและการสร้างมูลค่าเพิ่ม สำหรับภาคพลังงานไฟฟ้านั้นในปัจจุบันยังคงเป็นกิจการที่มีการผูกขาดโดย กฟผ. สูง ดังนั้น เป้าหมายที่สำคัญในอุตสาหกรรมพลังงานไฟฟ้าจึงเป็นเป้าหมายต่อประชาชนทั้งประเทศ ระบบไฟฟ้าต้องมั่นคง เพียงพอ มีคุณภาพ และราคาเหมาะสมกับผู้ใช้ไฟ ในแต่ละกลุ่ม ผู้ใช้ไฟรายใหญ่ใช้ไฟในระดับราคาที่ไม่แพงเกินไป ขณะเดียวกันผู้ใช้ไฟรายเล็กรายน้อยก็มีโอกาสที่จะใช้ไฟฟ้าตามอัตภาพ ความเท่าเทียมต้องเกิดขึ้น กล่าวคือ ผู้ใช้ไฟในชนบทต้องได้รับโอกาสในการใช้ไฟเท่าเทียมกับผู้ใช้ไฟในเมือง เพราะพวกเขาแต่ละคนมีสิทธิความเป็นเจ้าของทรัพยากรที่นำมาใช้ ผลิตไฟฟ้าเท่าๆ กัน ประการที่สองเกี่ยวกับประสิทธิภาพโดยรวมของอุตสาหกรรมพลังงานไฟฟ้า ซึ่งจะมีผลทำให้ประเทศชาติใช้พลังงานไฟฟ้าอย่างคุ้มค่ามากที่สุด ไม่ใช่ใช้แบบล้างผลาญไม่เหลือเผื่อแผ่ถึงรุ่นลูกรุ่นหลาน แนวคิดรวบยอดในเรื่องการใช้พลังงานจึงต้องเป็นแบบอนุรักษ์ กล่าวคือ ใช้เท่าที่จำเป็นเท่านั้น ไม่มากเกินไปจนเป็นการสิ้นเปลือง แต่ขณะเดียวกันไม่น้อยเกินไปจนไม่สามารถ สร้างสินค้าหรือผลิตภัณฑ์ให้เพียงพอกับความต้องการของประชาชน แนวคิดนี้ก็มีปัญหาโดยตัวมันเอง เพราะเป็นการยากมากๆ ที่จะทราบระดับที่เหมาะสมในการใช้พลังงานของประเทศ เพื่อให้ประสิทธิภาพของอุตสาหกรรมพลังงานไฟฟ้าเกิดขึ้นได้ จำเป็นต้องมี (ก) ผู้เกี่ยวข้อง (นับจากผู้ผลิตไฟฟ้า ผู้ส่งและจ่ายไฟฟ้า ผู้ค้าปลีกไฟฟ้า ผู้ใช้ไฟ ผู้ควบคุมระบบ และผู้กำกับ ดูแลกฎเกณฑ์ของตลาด) ที่สามารถดำเนินบทบาทของตนให้สัมฤทธิ์ผลอย่างมีประสิทธิภาพ (ข) ตลาดต้องเสรีเท่าที่จะเป็นไปได้ และ (ค) การแข่งขันอย่างเสรีและเป็นธรรมต้องเกิดขึ้น กว้างขวางมากที่สุดเพื่อให้เหลือผู้ประกอบการที่มีประสิทธิภาพ สูงอยู่ในตลาด ผู้ผลิตและผู้ค้าปลีกไฟฟ้าควรอยู่ในตลาดที่ค่อนข้างเสรี การแทรกแซงจากภาครัฐจะกระทำเมื่อจำเป็นเท่านั้น ส่วนผู้ส่งและจ่ายไฟฟ้า จะต้องมีการกำกับดูแลที่เข้มงวดมากกว่ากลุ่มแรก อย่างไรก็ตามในกลุ่มที่สองนี้ก็สามารถนำแนวคิดในการแข่งขันมาใช้ในการเพิ่มประสิทธิภาพได้เช่นกัน การกำหนดราคาค่าไฟเป็นอีกประเด็นหนึ่งที่มีความสำคัญมาก ปัจจุบันกลไกการปรับราคาค่าไฟค่อนข้างจะใช้ได้ คือ ประกอบด้วยค่าไฟฐาน และค่าไฟเอฟที ในส่วนค่าเอฟทีจะปรับขึ้นหรือลงตามภาวะที่เป็นจริงในช่วงนั้น สิ่งที่ต้องปรับปรุงอย่างเร่งด่วนก็คือ ผู้ที่เกี่ยวข้องกับการพิจารณาปรับเพิ่มหรือลดค่าเอฟทีจะต้องประกอบด้วย (1) กลุ่มที่ต้องการให้ค่าไฟเพิ่มขึ้น (2) กลุ่มที่ต้องการให้ค่าไฟลดลง และ (3) กลุ่มที่ต้องการเพิ่มประสิทธิภาพของอุตสาหกรรมพลังงาน ไฟฟ้า แต่ละกลุ่มควรมีอำนาจการต่อรองเท่าเทียมกัน สำหรับกลุ่มที่สองนั้นต้องมีทั้งผู้ใช้ไฟ รายใหญ่และผู้ใช้ไฟรายย่อย นอกจากบทบาทของกลุ่มผู้เกี่ยวข้องทั้งสามกลุ่มแล้ว จะต้องประยุกต์ใช้หลักวิชาเศรษฐศาสตร์ ในการกำหนดราคาที่สัมพันธ์กับระดับดุลยภาพของอุตสาหกรรมพลังงานไฟฟ้า สิ่งที่ปรากฏให้เห็นในตอนนี้ เป็นแนวโน้มที่สวนทางกับสิ่งที่ควรจะเป็น กล่าวคือ จากการประชุมเชิงปฏิบัติการเมื่อ 28 ส.ค. ที่ผ่านมานั้น เห็นความพยายามอย่างชัดเจนจาก กฟผ. ที่จะคงอำนาจการผูกขาดต่อไป ด้วยการโอ้อวดเสมือนเป็นเหตุผลรองรับการผูกขาดว่า อัตราค่าไฟภาคอุตสาหกรรมของไทยต่ำกว่าของมาเลเซีย อยากจะขอบอกดังๆ ว่าประเด็นนี้ยังไม่ใช่เป็นตัวบ่งชี้ถึงประสิทธิภาพของอุตสาหกรรมพลังงานไฟฟ้าอย่างเบ็ดเสร็จ เพราะยังมีสมมติฐานเบื้องหลังตัวเลขดังกล่าวอีกมาก เช่น เป็นเพราะผู้ใช้ไฟในภาคอุตสาหกรรมของไทยมีอิทธิพลต่อการกำหนดราคาค่าไฟฟ้าสูงใช่หรือไม่ จึงสามารถกดดันให้ราคาค่าไฟในภาคอุตสาหกรรมต่ำได้ตามต้องการ นอกจากนั้นคงลืมแจ้งให้ท่านนายกฯ ทักษิณ และ น.พ. พรหมินทร์ ทราบเกี่ยวกับราคาค่าไฟของประชาชนทั่วไปที่จะลงคะแนนเสียงให้กับ ทรท. ในการเลือกตั้งครั้งต่อไปว่า ราคาค่าไฟที่พวกเขาต้องจ่ายนั้นสูงหรือต่ำกว่าประเทศอื่นๆ อย่างไรบ้าง จึงอยากหวังอีกครั้งว่า อัศวินคลื่นลูกที่สาม และขุนพลนักกลยุทธ์ คงไม่หลับหูหลับตารับรู้แต่ราคาค่าไฟในภาคอุตสาหกรรมแต่เพียงส่วนเดียว เดี๋ยวประชาชนเจ้าของคะแนนเสียงเขาน้อยใจ คิดว่าท่านทอดทิ้งและไม่ยอมกากบาทเลือกท่านและพลพรรคเข้ามาก็จะยุ่งไปกันใหญ่ ฝันที่จะเป็นรัฐบาลพรรคเดียวก็อาจจะเป็นฝันสลายก็ได้ ใครจะไปรู้
|
| กลับหน้าแรก |