|
จีนกับการลอยตัวค่าเงินหยวน
ประชาชาติธุรกิจ หน้า 4 วันที่ 08 กันยายน 2546 ปีที่ 27 ฉบับที่ 3512 (2712) ในส่วนของจีน หลังจากที่พยายามต่อต้านเสียงเรียกร้องของสหรัฐมาเป็นเวลานานในเรื่องการลอยตัวค่าเงินหยวน ล่าสุดนายจู เชี่ยว ฉวน ผู้ว่าการธนาคารกลางจีนออกมากล่าวยอมรับว่า ในที่สุดแล้วค่าเงินหยวนจะต้องถูกกำหนดให้เป็นไปตามราคาตลาด กระนั้นนายจูก็ยังไม่ได้ระบุถึงกำหนดเวลาแน่นอนในการลอยตัวค่าเงินหยวน ทั้งนี้ปัจจุบันเงินหยวนผูกติดอยู่กับดอลลาร์สหรัฐที่ระดับ 8.3 หยวนต่อดอลลาร์ ซึ่งเป็นระดับที่นักวิเคราะห์ส่วนใหญ่รู้สึกว่าทำให้จีนได้เปรียบในตลาดส่งออกโลกอย่างไม่เป็นธรรม โดยท่าทีที่เปลี่ยนไปของผู้ว่าการธนาคารกลางจีนเกิดขึ้นหลังจากเมื่อเร็วๆ นี้ นายจอห์น สโนว์ รัฐมนตรีคลังสหรัฐเดินทางมาเยือนกรุงปักกิ่งเพื่อพูดคุยกับรัฐบาลจีนในประเด็นเรื่องการปล่อยเสรีค่าเงินหยวน บีบีซีนิวส์กล่าวว่า นายสโนว์ตกอยู่ภายใต้ความกดดันที่ต้องพยายามผลักดันให้จีนปรับค่าเงินหยวนให้เร็วที่สุด เพื่อช่วยบรรเทาปัญหาการว่างงานในสหรัฐ ซึ่งจะกลายมาเป็นประเด็นสำคัญที่ใช้หาเสียงในการเลือกตั้งประธานาธิบดีสหรัฐปีหน้า บีบีซีนิวส์ระบุว่า การที่จีนยืนยันไม่เปลี่ยนแปลงค่าเงินหยวน เนื่องจากค่าเงินหยวนที่อยู่ในระดับต่ำกว่าความเป็นจริงนี้ช่วยทำให้ภาคส่งออกของประเทศเติบโตได้อย่างแข็งแกร่ง ซึ่งการส่งออกถือเป็นหนึ่งในหลายปัจจัยสำคัญที่ทำให้เศรษฐกิจจีนขยายตัวได้อย่างเข้มแข็ง นอกจากนี้การเปลี่ยนแปลงค่าเงินหยวนอาจทำให้จีนมีความสามารถในการแข่งขันน้อยลง ซึ่งจะทำให้เกิดปัญหาการว่างงานในพื้นที่ชนบทของประเทศ เพราะพื้นที่ดังกล่าวยังไม่มั่นคงนักเมื่อเทียบกับเมืองเศรษฐกิจหลักของประเทศ และในที่สุดอาจจะนำมาซึ่งปัญหาสังคมภายในประเทศได้ ขณะที่นักเศรษฐศาสตร์บางรายแสดงความคิดเห็นว่า การปล่อยให้ค่าเงินหยวนลอยตัวอย่างเสรีอาจก่อให้เกิดปัญหาต่อการไหลเข้าออกของเงินทุนต่างชาติได้ ซึ่งปัญหาดังกล่าวเป็นหนึ่งในปัจจัยที่กระตุ้นให้เกิดวิกฤตการเงินขึ้นในเอเชียในช่วงปี 1997-1998 อนึ่ง ความได้เปรียบของจีนในตลาดโลกสร้างความไม่พอใจให้กับหลายๆ ฝ่ายในสหรัฐ เพราะสหรัฐขาดดุลการค้ากับจีนเป็นมูลค่าถึง 103 พันล้านเหรียญสหรัฐ โดยเมื่อเร็วๆ นี้มีรายงานหลายฉบับที่ออกมาตำหนิถึงภาวะที่เงินดอลลาร์สูงกว่าความเป็นจริงเมื่อเทียบกับเงินหยวนและเงินตราบางสกุลในเอเชียว่า เป็นสาเหตุของการว่างงานที่เพิ่มสูงขึ้นในภาคการผลิตเพื่อการส่งออกของสหรัฐ จากการคำนวณพบว่า เงินหยวนอาจต้องปรับค่าเพิ่มสูงขึ้นถึง 40% เพื่อทำให้ตลาดโลกกลับเข้าสู่ภาวะสมดุล อย่างไรก็ดี ฝ่ายจีนออกมาระบุว่า สิ่งที่สหรัฐควรกระทำคือ หาวิธีการในการกระตุ้นและส่งเสริมภาคการส่งออกของตนให้มากกว่านี้ มากกว่าที่จะออกมากดดันให้ประเทศอื่นช่วยแก้ปัญหาผ่านการปรับอัตราแลกเปลี่ยน "ยังเร็วเกินไปที่จะบอกว่าค่าเงินหยวนอยู่ในระดับที่ไม่เหมาะสม" ผู้ว่าการธนาคารกลางจีนกล่าว ขณะที่นายยี่ เซียน หลง นักเศรษฐศาสตร์จาก Chinese Academy of Social Sciences ระบุว่า การปล่อยเสรีค่าเงินหยวนอย่างเต็มรูปแบบอาจต้องใช้เวลาถึง 10 ปี และเรื่องดังกล่าวควรจะถูกกระตุ้นจากความกังวลภายในประเทศ ไม่ใช่เกิดจากการกดดันของสหรัฐ ที่สำคัญคือ การดำเนินการผ่อนคลายการควบคุมเงินทุนอย่างต่อเนื่อง ไม่ควรจะเป็นผลมาจากการกดดันจากต่างชาติ แต่ควรมีพื้นฐานที่ต้องคำนึงถึงเรื่องภายในประเทศเป็นหลัก เพราะการขยายตัวของทุนสำรองเงินตราต่างประเทศจะทำให้มีซัพพลายเงินเพิ่มขึ้นและทำให้เกิดความเสี่ยงขึ้นได้ อย่างไรก็ตาม แม้ท่าทีของจีนจะอ่อนลงเกี่ยวกับการปรับค่าเงินหยวน แต่กระนั้นนายจูก็กล่าวอย่างชัดเจนว่า ปักกิ่งจะไม่เปลี่ยนแปลงอย่างรวดเร็วในเรื่องดังกล่าว และยืนยันอีกครั้งว่า รัฐบาลจีนจะเปลี่ยนแปลงหรือปฏิรูปนโยบายเกี่ยวกับค่าเงินหยวนเมื่อถึงเวลาที่พร้อมแล้วเท่านั้น "ตลาดจะมีบทบาทสำคัญเพิ่มขึ้นเรื่อยๆ ต่อการเปลี่ยนแปลงของค่าเงินหยวนสู่การลอยตัวอย่างเสรี และสิ่งที่จีนจะทำคือ ยอมให้ตลาดเข้ามามีบทบาทดังกล่าวอย่างค่อยเป็นค่อยไป" นายจูย้ำ สอดคล้องกับธนาคารโลกที่ได้ออกมากล่าวสนับสนุนถึงการตัดสินใจของจีน ที่จะดำเนินการปรับเปลี่ยนอัตราแลกเปลี่ยนเงิน อย่างระมัดระวัง โดยนายโดมินิค แวน เดอ เมนส์บรุกค์ นักเศรษฐศาสตร์อาวุโสของธนาคารโลก กล่าวว่า ปัญหาการขาดดุลของสหรัฐเป็นปัญหาที่เกิดจากปัจจัยทางเศรษฐกิจมหภาคของสหรัฐเอง ไม่เกี่ยวข้องกับการขาดดุลการค้าที่สหรัฐมีกับจีน เพราะฉะนั้นสหรัฐควรให้ความสนใจ กับความไม่สมดุลทางการเงินในประเทศมากกว่าการขาดดุลทางการค้าที่เกิดขึ้น
|
| กลับหน้าแรก |