กองทุนการเงินเอเชียกับจีน

โลกาปริทรรศน์ : วรพล พรหมิกบุตร  กรุงเทพธุรกิจ  วันที่  10  กันยายน  2546

พลังของจีน มิได้ขึ้นอยู่กับการสะสมเงินตราระหว่างประเทศ และศักยภาพการขยายตัวเท่านั้น แต่จีนยังมีจำนวนประชากรถึง 1,300 ล้านคน ซึ่งสามารถแปรให้เป็น "ดีมานด์ทางเศรษฐกิจ" มากมายมหาศาล

ความคืบหน้าอย่างเป็นรูปธรรมในการนำแนวคิดเรื่อง "พันธบัตรอาเซียน" (Asian Bond) ไปแปรเป็นมาตรการเชิงปฏิบัติระหว่างตัวแทนรัฐบาลหลายประเทศของทวีปเอเชียในช่วงที่ผ่านมา

ทำให้เห็นได้ว่า พลังการต่อรองทางเศรษฐกิจของกลุ่มประเทศ ที่เคยถูกดูถูกดูแคลนว่า "ด้อยพัฒนา" ในสารบบความคิดของธนาคารโลกเมื่อ 4 ทศวรรษก่อน เริ่มจะพัฒนาขึ้นเป็นพลังที่อาจมีนัยสำคัญต่อการปลดเปลื้องพันธนาการทางการเงินของตน ออกจากการกำหนดเงื่อนไข และอำนาจกำกับควบคุมของกองทุนการเงินระหว่างประเทศ (ไอเอ็มเอฟ)

ความชัดเจนเป็นรูปธรรมมากขึ้น เกี่ยวกับโครงการพันธบัตรอาเซียน ที่จำเป็นต้องอาศัยความร่วมมือพร้อมใจกันในหลายประเทศของเอเชีย รวมทั้งไทย ทำให้แนวคิดชุดใหญ่กว่านั้นคือ แนวคิดเรื่องการจัดตั้ง "กองทุนการเงินเอเชีย"

(หรืออีกนัยหนึ่งคือ กองทุนการเงินระหว่างประเทศในภูมิภาคเอเชีย ที่เป็นอิสระจากการครอบนโยบายด้วย "กองทุนการเงินระหว่างประเทศ" ที่วอชิงตัน ดีซี. ประเทศสหรัฐอเมริกา) ถูกนำกลับมากล่าวถึงกันมากขึ้นว่า น่าจะเป็นเป้าหมายการปรึกษาหารือกันในระยะต่อไป ภายใต้รูปธรรมความเข้มแข็งของโครงการพันธบัตรอาเซียน

ภายในเวทีการประชุมปรึกษาหารือบางส่วนของตัวแทนกลุ่มประเทศอาเซียน (รวมทั้งบางส่วนในเอเปค) มีการระบุถึงศักยภาพปัจจุบัน และแนวโน้มความเข้มแข็งของการสะสมทุนสำรองเงินตราระหว่างประเทศ ของสาธารณรัฐประชาธิปไตยประชาชนจีนว่า น่าจะช่วยเป็น "ฐานการเงิน" เพียงพอหากจะมีประเทศอื่นๆ ในภูมิภาคปรึกษาหารือ ทำความตกลงร่วมกันจัดตั้งกองทุนการเงินของกลุ่มประเทศอาเซียนขึ้น

โดยเฉพาะอย่างยิ่ง ถ้าความร่วมมืออย่างจริงจังจากประเทศที่มีทั้งประสบการณ์ และสถานะเทียบเคียงกับ "มหาอำนาจเศรษฐกิจโลก" รายหนึ่งในปลายศตวรรษ 20 อย่างประเทศญี่ปุ่น ซึ่งต้องขวยขวาย พยายามรักษาสถานะทางเศรษฐกิจของตนต่อไป ท่ามกลางบรรยากาศแข็งขัน และกีดกันจากกลุ่มประเทศมหาอำนาจสายตะวันตก

บทบาทของจีนในฐานะพลังสำคัญทางเศรษฐกิจและการเงินระหว่างประเทศของโลก เป็นที่รับรู้ และจับตามองของ "คนวงใน" ที่ศึกษาหรือดำเนินกิจกรรมทางเศรษฐกิจกับจีนมาก่อนแล้ว (แม้ว่าคนจำนวนมากที่รับฟังข่าวสารระหว่างประเทศ ผ่านการรายงานขององค์กรเอกชน และสำนักข่าวต่างประเทศจำนวนมากในช่วง 1-2 ทศวรรษที่ยังคงเชื่อว่า จีนเป็นประเทศ "ล้าหลัง" หรือ "ด้อยพัฒนา" ก็ตาม

ตัวอย่างรูปธรรมของพลังงานทางการเงินระหว่างประเทศของจีน ซึ่งเป็นที่รับรู้กันภายในแวดวงรัฐมนตรีและผู้บริหารระดับสูงของไทย ในช่วงที่ผ่านมาไม่นานนัก ก็คือบทบาทสำคัญที่รัฐบาลจีนให้ความช่วยเหลือทางการเงินแก่ไทย ท่ามกลางแรงกดดันของกรอบเงื่อนไขไอเอ็มเอฟ ที่ดำเนินความพยายามพันธนาการระบบการเงินของไทย อย่างผูกมัดแน่นกว่าความเหมาะสมพอดี หลังวิกฤติการเงินระหว่างประเทศในเอเชียเมื่อปี พ.ศ.2540

ความช่วยเหลือทางการเงินของจีนต่อกรณีประเทศไทย ช่วยให้รัฐบาลชุดปัจจุบันมี "ระยะผ่อนลมหายใจ" มากขึ้นในการใช้เวลาปรับปรุงโครงสร้างนโยบายเศรษฐกิจใหม่ๆ ที่มีสาระรายละเอียด "แตกต่าง" ไปจากนโยบายฟื้นฟูเศรษฐกิจที่ไอเอ็มเอฟต้องการให้ประเทศไทยเดิน

ส่วนสำคัญของการปรับโครงสร้างนโยบายเศรษฐกิจ (แม้จะเป็นเพียงบางส่วนและไม่ทั้งหมด) ที่รัฐบาลพรรคไทยรักไทยดำเนินการอย่างมีนัยสำคัญแตกต่างไปจากความต้องการของไอเอ็มเอฟ ได้แก่ รูปธรรมของนโยบายที่ถูกวิพากษ์วิจารณ์คัดค้านจากภายในประเทศเอง ว่าเป็น "นโยบายแบบประชานิยม" (Popularism) เช่น กองทุนหมู่บ้าน เป็นต้น

ผมเข้าใจว่า นายกรัฐมนตรี พ.ต.ท.ดร.ทักษิณ ชินวัตร มีเหตุผลที่แจ่มกระจ่าง โดยฐานข้อมูลรูปธรรมหนักแน่นเพียงพอมาก่อนแล้ว จนถึงวันที่ท่านประกาศ "ขอบคุณจีน" และประเทศอื่นๆ ในเอเชีย) ที่ช่วยให้รัฐบาลไทยชุดปัจจุบัน สามารถส่งคืน "เงินยืมที่มีข้อผูกมัดอัดแน่น" ให้แก่ไอเอ็มเอฟได้ก่อนครบวาระกำหนด

แต่ผมไม่แน่ใจนักว่า สหรัฐอเมริกา และไอเอ็มเอฟ จะ "ขอบคุณจีน" ในกรณีที่ช่วยปลดปล่อยพันธนาการบางส่วน ในระบบการเงินของไทยด้วยหรือไม่?

พลังสำคัญของจีนมิได้ขึ้นอยู่กับการสะสมเงินตราระหว่างประเทศ ในปัจจุบัน และศักยภาพการขยายตัวของอนาคตเท่านั้น แต่จีนยังมีจำนวนประชากรถึง 1,300 ล้านคน ซึ่งสามารถแปรให้เป็น "ดีมานด์ทางเศรษฐกิจ" มากมายมหาศาล สำหรับปฏิบัติการเชิงทุนนิยมการตลาดในกลุ่มประเทศเอเชีย

มหาอำนาจเศรษฐกิจในทุกภูมิภาคของโลก ต้องการควบคุมการตอบสนอง "ดีมานด์ทางเศรษฐกิจ" ชุดนี้ และโดยหลักการของระบบทุนนิยมโลก (เช่น Immunuel Wallerstein ศาสตราจารย์ทางสังคมในมหาวิทยาลัยของสหรัฐอเมริกาเคยนำเสนอไว้) ภูมิศาสตร์กายภาพและพลเมืองของจีน คือเป้าหมายการถูก "ผนวกรวม" เข้าไปอยู่ใน "พื้นที่ผลประโยชน์" ของมหาอำนาจเศรษฐกิจโลกด้วย

โดยข้อเท็จจริงทางปฏิบัติ, "ดีมานด์ทางเศรษฐกิจ" มากมายมหาศาลในประเทศจีน สามารถช่วยแก้ไขปัญหาผลประโยชน์ของมหาอำนาจเศรษฐกิจอย่างสหรัฐอเมริกา และบางส่วนของยุโรปได้ บนพื้นฐานหลักการเดียวกับที่ "ซัพพลายทางเศรษฐกิจ" จากบ่อน้ำมันมากมายมหาศาลในอิรัก ที่มีคุณค่าเป็นเครื่องมือแก้ไขปัญหาความถดถอยของสหรัฐ ในช่วงเวลาที่ผ่านมา (และส่วนใหญ่เป็น "ปัญหาทางการเงิน" มากกว่าปัญหาทางเทคโนโลยีการผลิต)

การขยับตัวของจีนในเรื่อง "กองทุนการเงินอาเซียน" จะช่วยบ่งชี้ทิศทางของเอเชียในโลกาภิวัตน์ขั้นตอนต่อไป

+++++++++++++++

กองทุนการเงินเอเชียกับจีน (2)

โลกาปริทรรน์ : วรพล พรหมิกบุตร  กรุงเทพธุรกิจ  วันที่  17  กันยายน  2546

แนวโน้มความเข้มแข็งทางเศรษฐกิจการเงินระหว่างประเทศของจีน คงจะเป็นที่จับตามองจากรัฐบาล และองค์กรระหว่างประเทศในสังกัดอำนาจของกลุ่มทุน และรัฐในประเทศมหาอำนาจตะวันตกมานานพอสมควร

ในบทความ "กองทุนการเงินเอเชียกับจีน" (กรุงเทพธุรกิจ วันพุธที่ 10 กันยายน 2546) ผู้เขียนระบุถึงศักยภาพทางการเงินระหว่างประเทศของจีนว่า สามารถเป็น "พลังสำคัญทางเศรษฐกิจ" ของโลกดังนี้ ;

"ภายในเวทีการประชุมปรึกษาหารือบางส่วนของตัวแทนกลุ่มประเทศอาเซียน (รวมทั้งบางส่วนในเอเปค) มีการระบุถึงศักยภาพปัจจุบันและแนวโน้มความเข้มแข็งของการสะสมทุนสำรองเงินตราระหว่างประเทศ ของสาธารณรัฐประชาชนจีน ว่าน่าจะช่วยเป็น "ฐานการเงิน" เพียงพอหากจะมีประเทศอื่นๆ ในภูมิภาคปรึกษาหารือทำความตกลงร่วมกันจัดตั้งกองทุนการเงินของกลุ่มประเทศอาเซียนขึ้น

โดยเฉพาะอย่างยิ่ง ถ้าหากมีความร่วมมืออย่างจริงจังจากประเทศ ที่มีทั้งประสบการณ์ และสถานะเทียบเคียงกับ "มหาอำนาจเศรษฐกิจโลก" รายหนึ่งในปลายศตวรรษ 20 อย่างประเทศญี่ปุ่น ซึ่งต้องขวนขวายพยายามรักษาสถานะทางเศรษฐกิจของตนต่อไป ท่ามกลางบรรยากาศการแข่งขันและกีดกันจากกลุ่มประเทศมหาอำนาจสายตะวันตก"

แนวโน้มความเข้มแข็งทางเศรษฐกิจการเงินระหว่างประเทศของจีน คงจะเป็นที่จับตามองจากรัฐบาล และองค์กรระหว่างประเทศในสังกัดอำนาจของกลุ่มทุน และรัฐในประเทศมหาอำนาจตะวันตกมานานพอสมควร (อาจนานก่อนการคืนเกาะฮ่องกง ตามสัญญาในยุคล่าอาณานิคมของชาวยุโรปตะวันตก)

แต่ทัศนะที่กลุ่มทุนและรัฐบาลในสังกัดมหาอำนาจสายตะวันตก เช่น สหรัฐอเมริกา ในปัจจุบันมีต่อ "พลังทางเศรษฐกิจการเงิน" ของจีน อาจมิได้เป็นทัศนะในเชิงต้อนรับอบอุ่น หรือยินดีปรีดาต่อศักยภาพความเข้มแข็งของจีนเท่าใดนัก

เราอาจจะพูดได้ว่า ตราบใดที่มหาอำนาจทางเศรษฐกิจสายตะวันตก เช่น สหรัฐอเมริกา และอังกฤษ ยังไม่สามารถสร้างกลไกเงื่อนไขควบคุม "พลังทางเศรษฐกิจการเงินของจีน" ให้เป็นประโยชน์อย่างมั่นใจ ต่อการรักษาและขยายพลังอำนาจสายตะวันตกต่อไปในระบบโลกคริสต์ศตวรรษ 21, ตราบนั้นรัฐบาลและองค์กรระหว่างประเทศ ในสังกัดอำนาจกลุ่มทุนตะวันตก ก็ยังมิอาจส่งเสริมสนับสนุนพลังทางเศรษฐกิจการเงินของจีน

ในทางตรงข้าม, เราจะสังเกตเห็นทัศนะในทางโต้แย้งคัดค้าน, บ่อนทำลายกำลังใจ, และระดมความร่วมมือ ให้ช่วยกัน "ลดทอน" พลังทางเศรษฐกิจการเงินของจีนลง

กองทุนการเงินระหว่างประเทศ (ไอเอ็มเอฟ) ถือกำเนิดขึ้นในปี ค.ศ.1946 จากความคิดเชิงยุทธศาสตร์โลกของสหรัฐอเมริก หลังสงครามโลกครั้งที่สอง โดยมีการจัดตั้งสำนักงานศูนย์กลางการทำงานของไอเอ็มเอฟ ขึ้นที่ประเทศสหรัฐอเมริกา แต่มีเครือข่ายโยงใยกำกับดูแลกฎระเบียบทางการเงินระหว่างประเทศ ที่เกื้อหนุนการพัฒนาสถานะของสหรัฐอเมริกา ให้กลายเป็น "มหาอำนาจเศรษฐกิจโลก" แทนที่อดีตประเทศ "จ้าวอาณานิคม" ในอดีต ไม่ว่าจะเป็นอังกฤษ, ฝรั่งเศส, เนเธอร์แลนด์, เยอรมนี, อิตาลี

กองทุนการเงินระหว่างประเทศ (ไอเอ็มเอฟ) เพิ่งแสดงทัศนะในทางโต้แย้งคัดค้าน, บ่อนทำลายกำลังใจ, และระดมความร่วมมือให้ช่วยกัน "ลดทอน" พลังทางเศรษฐกิจการเงินของจีน และเอเชียในการแถลงข่าวอย่างค่อนข้างเป็นทางการ เมื่อปลายสัปดาห์ที่ผ่านมา ในรายงานสภาวะทางเศรษฐกิจการเงินโลกรายครึ่งปี ในทัศนะของผู้เชี่ยวชาญไอเอ็มเอฟ

รายงานสรุปของไอเอ็มเอฟ (เผยแพร่ต่อสื่อมวลชนระหว่างประเทศ อย่างเป็นทางการเมื่อวันที่ 12 กันยายน ที่ผ่านมา) มีเนื้อหาการวิเคราะห์ที่นำไปสู่ "ความเห็น" หรือทัศนะของไอเอ็มเอฟ ที่ต้องการให้จีนและประเทศต่างๆ ในภูมิภาคอาเซียน "ลด" การสะสมทุนสำรองเงินตราระหว่างประเทศลงจากระดับปัจจุบัน

ทุนสำรองเงินตราระหว่างประเทศส่วนใหญ่ ที่จีนและแทบทุกประเทศในภูมิภาคเอเชียดำเนินการสะสมต่อเนื่อง หลังวิกฤติการเงินระหว่างประเทศหลายครั้งที่ผ่านมา คือเงินตราสกุลดอลลาร์สหรัฐ

เคน โรกอฟฟ์ นักเศรษฐศาสตร์ผู้เชี่ยวชาญของไอเอ็มเอฟ นำเสนอทัศนะในทำนอง "คำเตือน" ถึงอันตรายของการสะสมทุนสำรองเงินตราต่างประเทศมากมายในจีน และเอเชียว่าจะเป็นตัวการสร้างความผันผวนในระบบกำกับดูแลอัตราแลกเปลี่ยนเงินตราระหว่างประเทศในอนาคต

นัยความหมายที่โรกอฟฟ์กล่าวถึงอาจตีความได้หลายประการ เช่น

(1) ไอเอ็มเอฟไม่ต้องการให้จีนและเอเชียควบคุมปริมาณเงินสกุลดอลลาร์ของสหรัฐอย่างเกินดุล การควบคุมปริวรรตเงินตราต่างประเทศ ที่สหรัฐมีอยู่ในปัจจุบัน

และ (2) การสะสมทุนสำรองเงินตราระหว่างประเทศ ที่เต็มไปด้วยเงินสกุลดอลลาร์สหรัฐในคลังเศรษฐกิจของจีน และเอเชียในปัจจุบัน ทำให้ไอเอ็มเอฟจะประสบความยากลำบากมากขึ้น ในการใช้ "ระเบียบการเงินระหว่างประเทศ" ชุดปัจจุบันเกื้อหนุนเป็นคุณต่ออำนาจเศรษฐกิจการเงินของสหรัฐ และอาจถึงกับทำให้ไอเอ็มเอฟต้องละเมิด "มารยาทการเงินระหว่างประเทศ" บางประการในอนาคต

เช่น การทำให้ความผันผวนอัตราแลกเปลี่ยนเงินตราระหว่างประเทศ ในอนาคตเกิดขึ้นเสียเอง เพื่อจูงใจหรือกดดันขึ้น และเอเชียให้ "ปล่อย" ปริมาณเงินสกุลดอลลาร์ที่สะสมไว้เป็นจำนวนมากคืนกลับออกมาสู่การควบคุมของสหรัฐ และกองทุนในสังกัดสหรัฐ

เอกสารรายงานของไอเอ็มเอฟ ระบุว่า ทุนสำรองเงินตราต่างประเทศของจีนในช่วง 2 ไตรมาสแรกของปีนี้ ยังคงสะสมเพิ่มมากขึ้นอีกถึง 60,000 ล้านดอลลาร์ จากพื้นฐานจำนวนมากมายมหาศาลก่อนหน้านี้

นอกจากนั้น ยังพบว่าปริมาณทุนสำรองเงินตราต่างประเทศของกลุ่มประเทศ "เขตเศรษฐกิจใหม่" ของเอเชียในปัจจุบัน มีจำนวนสะสมรวมกันสูงถึง 1 ล้านล้านดอลลาร์ ขณะที่เมื่อ 18 เดือนก่อน ยังมีอยู่เพียงประมาณ 170,000 ล้านดอลลาร์

ถ้าจีนและเอเชียพร้อมใจกันใช้เงิน 1 ล้านล้านดอลลาร์ ให้เป็นประโยชน์ต่อ "จีนและเอเชีย" จริงๆ แรงสะเทือนถึง "นิวยอร์ก" จะมากมายมหาศาลจนไอเอ็มเอฟอาจกลายเป็นเพียงตำนานความยิ่งใหญ่

++++++++++++

กองทุนการเงินเอเชียกับจีน (3)

โลกาปริทรรน์ : วรพล พรหมิกบุตร  กรุงเทพธุรกิจ  วันที่  24  กันยายน  2546

หากจีนยังสามารถยืนยันนโยบายอัตราแลกเปลี่ยนเงินตราระหว่างประเทศ ค่อนข้างมีเสถียรภาพที่ระดับปัจจุบัน แรงกดดันทางเศรษฐกิจการเงิน จะตกเป็นของระบบเศรษฐกิจเจ้าของเงินสกุลต่างประเทศที่จีนสะสมไว้

ตลอดระยะเวลา 5 ปี นับจากการปะทุเหตุการณ์วิกฤติการเงินเอเชีย ค.ศ.1997 (ที่มีบทบาทของวิเทศธนกิจ, บริษัทสถาบันการเงิน และภาคธุรกิจเอกชนของไทยเป็นชนวนจุดระเบิดครั้งสำคัญ สั่นสะเทือนไปถึงเอเชียตะวันออก และเอเชียตะวันออกเฉียงใต้)

สาธารณรัฐประชาชนจีน ดูแลนโยบายอัตราแลกเปลี่ยนเงินตราระหว่างประเทศ ให้มีเสถียรภาพที่อัตราเฉลี่ย 8.3 RMB/$ แม้ว่ากองทุนการเงินระหว่างประเทศ (ไอเอ็มเอฟ) จะพยายามผลักดันประเทศต่างๆ ในเอเชียตะวันออก และเอเชียตะวันออกเฉียงใต้หลายประเทศ เช่น ไทยให้เปลี่ยนแปลงนโยบายมาใช้หลักการ "อัตราแลกเปลี่ยนลอยตัว" (Managed Float) แทน "ระบบตะกร้าเงิน" ซึ่งเคยใช้กำกับดูแลอัตราแลกเปลี่ยนเงินตราระหว่างประเทศ ในช่วงทศวรรษก่อนให้มีเสถียรภาพ

ผลของการเปลี่ยนมาใช้นโยบายอัตราแลกเปลี่ยนลอยตัว เช่น ในกรณีประเทศไทย ปรากฏชัดระหว่างปี ค.ศ.1998-1999 ว่า ทำให้มูลค่าทางการตลาดของสินทรัพย์ส่วนรวมในประเทศมี "ราคาถูกลง" เมื่อเจ้าหนี้หรือนักลงทุนจากกลุ่มประเทศเจ้าหนี้ ต้องการซื้อหรือถ่ายโอนกรรมสิทธิ์

ในขณะเดียวกัน การทำให้ลูกหนี้รายใหญ่ในประเทศประสบความยากลำบากเพิ่มขึ้น เป็นสัดส่วนเทียบเท่ามูลค่าการเปลี่ยนแปลงอัตราแลกเปลี่ยนเงินตราระหว่างประเทศ เมื่อครบกำหนดวาระการชำระหนี้ของตน

แต่จีนไม่เผชิญปัญหาร้ายแรงแบบนั้น แบบไหน? แบบที่ไทย, ฟิลิปปินส์ และอินโดนีเซียเผชิญภายหลังการปะทุวิกฤติการเงินเอเชีย 1997

ตลอดระยะเวลาตั้งแต่ปี ค.ศ.1996-2001 ปริมาณทุนสำรองเงินตราระหว่างประเทศของจีน คิดเป็นมูลค่าเงินสกุลดอลลาร์สหรัฐ มีจำนวนสะสมเพิ่มทุนต่อเนื่องขึ้นถึง 2 เท่า หรือร้อยละ 100 ภายในเวลา 5 ปี ดังมีรายละเอียดข้อมูลตัวเลขต่อไปนี้ ;

ค.ศ.1996 จีนมีทุนสำรองเงินตราระหว่างประเทศ 105.0 พันล้านดอลลาร์สหรัฐ ; ต่อมาเพิ่มขึ้นเป็น 139.9 พันล้านดอลลาร์สหรัฐ ในปี 1997 เพิ่มขึ้นเป็น 145.0 พันล้านดอลลาร์ในปี 1998 เพิ่มขึ้นเป็น 154.7 พันล้านดอลลาร์สหรัฐ ในปี 1999 ; เพิ่มขึ้นเป็น 165.6 พันล้านดอลลาร์สหรัฐ ในปี 2000 และเพิ่มขึ้นเป็น 212.2 พันล้านดอลลาร์สหรัฐ ในปี 2001 (ที่มา ; Dow Jone News Service ; Foreign Broadcast Information Service ; Financia Times)

นอกจากนั้น กองทุนการเงินระหว่างประเทศ (ไอเอ็มเอฟ) แถลงเพิ่มเติมว่าในช่วง 2 ไตรมาสแรกของปีนี้ ยังมีการสะสมทุนสำรองเงินตราต่างประเทศในจีนเพิ่มขึ้นอีก 60 พันล้านดอลลาร์สหรัฐ (ไอเอ็มเอฟ, รายงานแถลงสื่อมวลชน, วันที่ 12 กันยายน 2003)

หากจีนยังคงสามารถยืนยันนโยบายอัตราแลกเปลี่ยนเงินตราระหว่างประเทศ ค่อนข้างมีเสถียรภาพที่ระดับปัจจุบัน (8-3 RMB/$) แรงกดดันทางเศรษฐกิจการเงินระหว่างประเทศ จะตกเป็นของระบบเศรษฐกิจเจ้าของเงินสกุลต่างประเทศที่จีนสะสมไว้ได้เป็นจำนวนมาก ซึ่งในที่นี้คือเงินสกุลดอลลาร์สหรัฐ

แต่ถ้าหากจีนถูกกดดันให้หันมาใช้ระบบอัตราแลกเปลี่ยนลอยตัว แรงกดดันทางด้านเศรษฐกิจจะย้อนกลับมาหาระบบเศรษฐกิจจีนมากขึ้น ในสภาวการณ์ทางโลกาภิวัตน์การเงินระหว่างประเทศ ที่กลุ่มทุนการเงินเครือข่ายของไอเอ็มเอฟ เช่น กองทุนเฮดจ์ฟันด์ขนาดใหญ่จำนวนมาก ของนักลงทุนในยุโรป และสหรัฐมีทักษะความชำนาญ และความสามารถเข้าถึงกลไกการเก็งกำไรในตลาดทุนเงินตราระหว่างประเทศ มากกว่ารัฐบาลและทุนจีน

อย่างไรก็ตาม โอกาสในระยะเวลาอันใกล้ของไอเอ็มเอฟ และกองทุนเฮดจ์ฟันด์ต่างๆ ในการใช้เครื่องมือการเงินระหว่างประเทศของตนสร้างแรงกดดันให้จีนปรับเปลี่ยนนโยบายการเงินของจีน ในปัจจุบันยังคงมีไม่มากนัก แม้ว่าจะมีการเผยแพร่ข่าวสารข้อมูลอีกด้านหนึ่ง (ถ่วงดุลกับอำนาจเงินตราต่างประเทศของจีน ในปัจจุบัน) ว่า จีนกำลังประสบกับภาวะ "การขาดดุลบัญชีการเงิน" ของรัฐบาลจีนที่ส่วนกลาง

รัฐบาลจีนกำลังใช้จ่ายงบประมาณเพื่อการลงทุน โดยมีการกำหนดแผนโครงการที่รัฐมนตรีการคลังของจีน คาดคะเนจะทำให้มีงบขาดดุลราว 309.8 พันล้านหยวน หรือ 37.3 พันล้านดอลลาร์สหรัฐ (รายงานข่าวจากการประชุมสภาประชาชนแห่งชาติครั้งที่ 9 รอบที่ 5 ของจีน)

รัฐมนตรีการคลังของจีน แถลงต่อสื่อมวลชนว่า สัดส่วนการใช้จ่ายเงินงบประมาณจำนวนมากของจีนจะเพิ่มขึ้นในทางสวัสดิการสังคม เช่น งบประมาณจำนวนราว 98.2 พันล้านหยวน (11.8 พันล้านดอลลาร์สหรัฐ) ซึ่งคิดเป็นจำนวนมากถึง 5.18 เท่า เมื่อเปรียบเทียบกับงบประมาณลักษณะเดียวกันในปี 1998

นักวิเคราะห์ชาวต่างประเทศ จำนวนหนึ่งลงมือวิพากษ์วิจารณ์เกี่ยวกับภาระหนี้สินเงินยืมภาครัฐของจีน ในช่วงปัจจุบัน ซึ่งประกอบด้วย หนี้สินภายในประเทศ และหนี้สินต่างประเทศ ดังนี้

หนี้สินในประเทศ (Domestic Debt) จำนวน 184.8 พันล้าน RMB ในปี 1996 เพิ่มเป็น 241.2 พันล้าน RMB ในปี 1997 เพิ่มเป็น 322.9 พันล้าน RMB ในปี 1998 เพิ่มเป็น 370.2 พันล้าน RMB ในปี 1999 เพิ่มเป็น 415.4 พันล้าน RMB ในปี 2000

หนี้สินต่างประเทศ (Foreign Debt) จำนวน 116.3 พันล้านดอลลาร์สหรัฐ ในปี 1996 ; เพิ่มเป็น 131.0 พันล้านดอลลาร์สหรัฐ ในปี 1997 ; เพิ่มเป็น 146.0 พันล้านดอลลาร์สหรัฐ ในปี 1998 ; เพิ่มเป็น 151.8 พันล้านดอลลาร์สหรัฐ ในปี 1999 ; และลดลงเหลือ 145.7 พันล้านดอลลาร์สหรัฐ ในปี 2000

โครงสร้างหนี้ภาครัฐของจีนเมื่อเปรียบเทียบกับข้อมูลการเงินส่วนอื่นๆ และศักยภาพทางการผลิตของจีน ในปัจจุบันประกอบกัน พอจะให้ภาพคร่าวๆ ทำนองเดียวกับที่นักวิเคราะห์ของจีน เช่น เกาชางกวน, ประธานสถาบันวิจัยการปฏิรูปเศรษฐกิจจีน, เคยกล่าวต่อสื่อมวลชนว่า ;

"ผมไม่คิดว่าสัดส่วนดังกล่าว (หนี้สินภาครัฐ/จีดีพี) จะนำความเสี่ยงมาให้เรา" (www.china.org.cn)

 

 

กลับหน้าแรก