|
การลงทุนที่ได้ทั้งผลตอบแทน
และช่วยลดภาษี
ปิยสวัสดิ์ อัมระนันทน์, PiyasvastiA@k-asset.co.th กรุงเทพธุรกิจ วันที่ 9 กันยายน 2546 ในช่วงนี้มักถูกถามเสมอว่า ควรลงทุนในหุ้นดีหรือไม่ ซึ่งความเห็นส่วนตัวของผมก็คือ หากเป็นการลงทุนระยะยาวแล้ว น่าจะคุ้มค่า เพราะผลตอบแทนจากเงินปันผล โดยเฉลี่ย อยู่ในระดับสูงกว่าดอกเบี้ยเงินฝากธนาคาร อีกทั้งยังมีโอกาสที่ราคาหุ้นจะเพิ่มสูงขึ้นอีกมาก เนื่องจากเศรษฐกิจไทยคาดว่า จะเติบโตต่อไปในระดับที่สูงพอสมควร แต่ก็ต้องเข้าใจว่า การลงทุนในหุ้น มีความเสี่ยงสูงกว่าการฝากเงินธนาคาร เพราะดัชนีตลาดหลักทรัพย์ได้เพิ่มขึ้นมาสู่ระดับ 540 แล้วในปัจจุบัน ถ้าดัชนียังอยู่ในระดับ 360 เหมือนในเดือนเมษายนที่ผ่านมา ผมก็จะมีความมั่นใจมากกว่านี้ว่า การลงทุนในหุ้นเป็นการลงทุนที่ไม่เสี่ยงจนเกินไป อย่างไรก็ตาม ไม่ว่าตลาดหุ้นจะเปลี่ยนแปลงไปในทิศทางใด มีการลงทุนประเภทหนึ่ง ที่น่าจะมีความเหมาะสมมาก สำหรับคนทั่วไป คือการลงทุนในกองทุนรวมเพื่อการเลี้ยงชีพ (Retirement Mutual Fund: RMF) เนื่องจากได้รับการสนับสนุนจากภาครัฐ ในเรื่องสิทธิประโยชน์ทางด้านภาษี โดยจะสามารถนำเงินที่ลงทุน มาขอยกเว้นภาษีเงินได้ แต่เนื่องจากรัฐบาลเล็งเห็นว่า การที่จะมีเงินออมพอใช้ในยามเกษียณนั้น คนที่ออมจะต้องมีวินัยในการออม จึงกำหนดเงื่อนไขเพื่อจูงใจ ให้มีการออมอย่างต่อเนื่อง และในระยะเวลาที่ยาวนานพอ เพื่อให้มีเงินพอใช้ในช่วงเกษียณอายุ สิทธิประโยชน์นี้เป็นสิทธิประโยชน์ ที่เหมือนกับที่รัฐบาลให้กับกองทุนสำรองเลี้ยงชีพ หรือกองทุนบำเหน็จบำนาญข้าราชการ คือ เงินได้ที่ลงทุนในกองทุนรวม เพื่อการเลี้ยงชีพจะได้รับยกเว้นภาษี สูงสุดไม่เกินร้อยละ 15 ของเงินได้ต่อปี ทั้งนี้เมื่อรวมกับกองทุนสำรองเลี้ยงชีพ หรือกองทุนบำเหน็จบำนาญข้าราชการต้องไม่เกิน 300,000 บาทในปีภาษีนั้น ยกตัวอย่างง่ายๆ คือ ถ้าเรามีเงินได้สุทธิ 2,300,000 บาทต่อปี ดังนั้นเงินจำนวนที่เกิน 1,000,000 บาท คือเงินจำนวน 1,300,000 เราต้องเสียภาษีเงินได้บุคคลธรรมดาในอัตราร้อยละ 37 ต่อปี แต่หากเรานำเงินบางส่วน (300,000 บาท) ที่จะต้องเสียภาษีในอัตราร้อยละ 37 ไปลงทุนใน RMF เงินจำนวน 300,000 บาทนี้แทนที่จะต้องถูกหักภาษี 37% คือเป็นเงิน 110,000 บาท กลับไม่ต้องเสียภาษีนั้นคือเราประหยัดภาษีได้ 110,000 บาท แต่หากคิดกลับกันคือเงิน 300,000 บาท ที่เรานำมาลงทุนก็เสมือนกับเงินลงทุนนี้ให้ผลตอบแทนทันที 37% นอกจากการลดหย่อนภาษี ผลประโยชน์ที่ได้รับจากการลงทุนใน RMF ก็ได้รับการยกเว้น ไม่ต้องเสียภาษีเงินได้เช่นกัน อย่างไรก็ตามรัฐ ได้กำหนดเงื่อนไขที่จะทำให้ได้รับสิทธิประโยชน์ทางภาษี ซึ่งแบ่งออกเป็นสองส่วนคือ เงื่อนไขในการลงทุน และเงื่อนไขในการไถ่ถอน เงื่อนไขการลงทุน คือ จะต้องลงทุนอย่างน้อยปีละ 1 ครั้ง โดยเงินที่นำมาลงทุนจะต้องไม่น้อยกว่าร้อยละ 3 ของเงินได้แต่ละปี หรือไม่น้อยกว่า 5,000 บาทต่อปี (แล้วแต่จำนวนเงินใดจะต่ำกว่า) ทั้งนี้ต้องไม่ระงับการลงทุนเป็นเวลาเกินกว่า 1 ปีติดต่อกัน เงื่อนไขในด้านการไถ่ถอน คือ ต้องลงทุนมาแล้วไม่น้อยกว่า 5 ปี (นับเฉพาะปีที่ได้รับสิทธิยกเว้นภาษีเงินได้) และสามารถไถ่ถอนได้ เมื่ออายุต้องไม่น้อยกว่า 55 ปี แต่ถ้าไม่สามารถทำตามเงื่อนไขได้ จะต้องคืนภาษีที่ได้รับลดหย่อน ย้อนหลังห้าปีปฏิทินติดต่อกันนับตั้งแต่ปีที่ทำผิดเงื่อนไข นอกจากนี้ยังมีเงื่อนไขว่า เงินได้ที่ลงทุนในกองทุน RMF และได้รับยกเว้นภาษีจะต้องเป็นเงินได้จากการจ้างแรงงาน (เงินเดือน ค่าจ้าง เบี้ยเลี้ยง โบนัส เบี้ยหวัด หรือบำนาญ) หรือเงินได้จากการรับทำงานให้ หรือเงินได้จากวิชาชีพอิสระ เช่น วิชาชีพกฎหมาย การประกอบโรคศิลป วิศวกรรม การบัญชี เป็นต้น หรือเงินได้จากการรับเหมา หรือเงินได้จากการธุรกิจ การพาณิชย์ การเกษตร การอุตสาหกรรม การขนส่ง หรือ ค่าลิขสิทธิ์ที่ไม่ได้รับโอนมาทางมรดก แต่หากใครไม่สามารถปฏิบัติตามกติกาที่วางไว้ เช่นอาจต้องถอนเงินออกจากกองทุนก่อนอายุครบ 55 ปี หรือลงทุนมาน้อยกว่า 5 ปี หรือ ทั้งที่ยังทำงานมีเงินได้อยู่ แต่ไม่ได้ลงทุนในกองทุนรวมเพื่อการเลี้ยงชีพ เป็นระยะเวลาเกินกว่า 1 ปีติดต่อกัน กรณีเหล่านี้สรรพากรเขาขอคืนแค่ภาษีที่สรรพากรยกเว้นให้เราตลอดระยะเวลา 5 ปีปฏิทินที่ผ่านมาเท่านั้น (คำว่าปีปฏิทิน คือ นับทุกปี ไม่ว่าเราจะลงทุนในกองทุนรวมเพื่อการเลี้ยงชีพหรือไม่ก็ตาม) เช่น เราลงทุนมา 6 ปี แล้วหยุดลงทุน 2 ปีติดต่อกัน (รวมเป็น 8 ปี) เราต้องคืนภาษีย้อนหลัง 5 ปีปฏิทิน คือปีที่ 4 ถึง 8 แต่เนื่องจากปีที่ 7 และ 8 เราไม่ได้ลงทุนเลยไม่ได้รับการยกเว้นภาษี ดังนั้นเราจึงคืนภาษีที่ได้รับยกเว้นเฉพาะปีที่ 4 ถึง 6 เท่านั้น หรือกรณีเราถอนเงินจากกองทุน RMF เช่น เราลงทุนในกองทุนรวมเพื่อการเลี้ยงชีพ มา 10 ปี ได้ยกเว้นภาษีมาตลอด ปีที่ 11 เราขายคืนกองทุน เราก็คืนภาษีที่เราได้ยกเว้นมาเฉพาะ 5 ปีปฏิทินสุดท้าย ส่วนปีที่ 1 ถึง 5 สรรพากรให้แล้วให้เลย ไม่เอาคืน อีกส่วนหนึ่งที่สรรพากรขอจากเรา กรณีที่เราถอนเงินจากกองทุน ก็คือ เงินในส่วนที่เป็นกำไรของเรา เช่น หากเราถอนมา 10,000 บาท เป็นเงินต้น 9,000 บาท เป็นกำไร 1,000 บาท กำไรนี้ ในภาษาสรรพากรเขาเรียก ผลประโยชน์ที่ได้รับ สรรพากรบอกว่าให้เอาผลประโยชน์ที่ได้รับนี้ไปรวมกับเงินได้อื่นเพื่อเสียภาษีด้วย การลงทุนในกองทุนเพื่อการเลี้ยงชีพนั้น ต้องติดต่อที่บริษัทหลักทรัพย์จัดการกองทุน โดยแต่ละบริษัทจัดการ ก็จะมีประเภทของกองทุนให้เลือกอย่างหลากหลาย โดยถึงวันนี้ มีกองทุนรวมเพื่อการเลี้ยงชีพทั้งหมด 35 กองทุน จากบริษัทจัดการ 11 แห่ง ที่เป็นเช่นนี้ก็เพราะแต่ละบริษัทจัดการ ต่างต้องการสร้างทางเลือกให้กับผู้ที่สนใจลงทุนในกองทุน RMF โดยแต่ละบริษัทนั้น ก็จะมีกองทุนให้เลือกหลายรูปแบบด้วยกัน ตั้งชื่อกองทุนให้เกิดความแตกต่างกัน เพื่อสื่อความเข้าใจต่อผู้ลงทุน ที่เป็นกลุ่มเป้าหมายของตน เช่น กองทุนรวมตราสารแห่งทุน กองทุนรวมตราสารแห่งหนี้ กองทุนรวมตราสารแห่งหนี้ระยะสั้น กองทุนรวมผสม กองทุนรวมผสมแบบยืดหยุ่น เป็นต้น โดยทุกกองทุน RMF จะต้องมีสร้อยต่อท้ายชื่อว่า "เพื่อการเลี้ยงชีพ" เพื่อให้ทราบว่าเป็นกองทุน RMF แน่ๆ เช่น กองทุนเปิดรวงข้าวพันธบัตรเพื่อการเลี้ยงชีพ เป็นต้น แต่ถ้าเราลองพิจารณาตามวัตถุประสงค์หรือนโยบายของการลงทุน เราอาจจะแบ่งรูปแบบของการลงทุนตามระดับผลตอบแทนและระดับความเสี่ยงได้ดังนี้ 1. กองทุนตราสารหนี้ระยะสั้น ซึ่งลงทุนในตราสารที่ให้ผลตอบแทนในรูปแบบของดอกเบี้ย อาทิตั๋วเงินคลัง ตั๋วเงิน พันธบัตรหรือ หุ้นกู้ รวมถึงเงินฝากธนาคารด้วย แต่ส่วนใหญ่อายุไม่เกินหนึ่งปี 2. กองทุนที่เน้นลงทุนในตราสารหนี้ เช่น พันธบัตรรัฐบาล หุ้นกู้ 3. กองทุนผสมซึ่งเน้นลงทุนทั้งในตราสารหนี้และหุ้นที่จดทะเบียนในตลาดหลักทรัพย์ 4. กองทุนที่มีนโยบายเน้นลงทุนในหุ้นที่จดทะเบียนอยู่ในตลาดหลักทรัพย์ ดังนั้นสิ่งที่สำคัญก็คือ เราจะต้องเลือกกองทุนที่เหมาะ กับความต้องการ และรูปแบบการดำเนินชีวิตของตนเอง โดยเฉพาะอย่างยิ่ง ระดับความเสี่ยงที่เรายอมรับได้ นั่นก็คือเราจะต้องกำหนดนโยบายการลงทุนของตนเองให้ได้เสียก่อน แล้วจึงตัดสินใจซื้อหน่วยลงทุน ให้สอดคล้องกับนโยบายการลงทุนที่เราได้ตั้งไว้ โดยไม่ว่าเราจะเลือกการลงทุนในรูปแบบใด เราจะสามารถประหยัดภาษีได้โดยถูกต้องตามกฎหมาย +++++++++++++ (ตาราง)
|
|||||||||||||||||||||||||||
| กลับหน้าแรก | |||||||||||||||||||||||||||