คำถามจากผู้อ่านเรื่อง "ประชานิยมฯ"

บ้านเขาเมืองเรา : ดร.ไสว บุญมา sawaib@hotmail.com  กรุงเทพธุรกิจ  วันที่  5  กันยายน 2546

พรรคการเมือง อาจมีนโยบายไม่แตกต่างกัน ทางป้องกันที่อาจเป็นทางเลือกเดียว คือ การดำเนินชีวิต ตามกฎเกณฑ์ของสังคม ทั้งในด้านกฎหมาย ศีลธรรมจรรยา ใช้จ่ายแต่พอประมาณ

หลังจากหนังสือเรื่อง "ประชานิยม : หายนะจากอาร์เจนตินาถึงไทย?" ออกสู่สายตาผู้อ่าน มีคำถามตามมาทันที

"อาจารย์ไม่กลัวหรือ?" เป็นคำถามแรกๆ และส่วนมากมาจากผู้ที่รู้จักผม

ผมไม่ใช่อาจารย์หรือนักวิชาการ เป็นเพียงประชาชนคนหนึ่ง รู้สึกอึดอัดใจที่มีผู้ถามเช่นนั้น ไม่รู้จะตอบอย่างไร จึงตอบไปในทำนองว่า เนื้อหาของหนังสือเป็นการย้อนไปดูประวัติศาสตร์ของอาร์เจนตินาและของไทย เปรียบกับของสหรัฐอเมริกาและของญี่ปุ่น เพื่อจะหาบทเรียนสำหรับคนไทย ไม่มีอะไรที่จะก่อให้เกิดความเสียหายต่อส่วนรวมหรือส่วนบุคคลจนถึงกับจะมีคนคิดร้ายกับผมหรอก

ผู้ถามมักออกความเห็นว่า การไปอยู่เมืองนอกเป็นเวลานาน ทำให้ผมคิดว่า เมืองไทยคล้ายฝรั่ง คิดว่าเมื่อมีการปกครองระบอบประชาธิปไตยแล้ว ประชาชนย่อมออกความเห็นที่ตนคิดว่าน่าจะเป็นประโยชน์ต่อส่วนรวมได้อย่างเสรี แต่ความจริงหาเป็นเช่นนั้นไม่

พวกเขาเชื่อว่า ยังมีผู้ที่มักลุแก่อำนาจในเมืองไทยเพียงเมื่อใครขัดใจ จึงไม่กล้าออกมาแสดงความเห็นใดๆ ซึ่งอาจขัดใจผู้มีอำนาจเพราะกลัวอันตรายจะเกิดแก่ตน หรือมันอาจมีผลร้ายต่ออาชีพการงาน

ผมรู้สึกหดหู่ใจ ไม่อยากจะเชื่อว่า คนไทยจำนวนหนึ่งมีชีวิตอยู่ในความกลัว ไม่ว่าความกลัวนั้นจะอยู่บนฐานของความเป็นจริง หรือเกิดจากความเชื่อผิดๆ ก็ตาม เพราะเมืองไทยจะพัฒนาต่อไปไม่ได้ หากผู้มีอำนาจใช้อิทธิพลข่มขู่ผู้ที่ไม่เห็นด้วย หรือประชาชนกลัวแม้แต่จะเสนอผลของการค้นคว้าและออกมาแสดงความเห็น ซึ่งอาจต่างกับของผู้มีอำนาจ

"เมื่อไรเมืองไทยจะเกิดวิกฤติ?" เป็นอีกคำถามหนึ่งซึ่งเกิดขึ้นบ่อยๆ

ผมไม่แน่ใจว่า ผู้ถามคิดว่าเมืองไทยจะประสบวิกฤติร้ายแรงอีกครั้งจากการวิเคราะห์เหตุการณ์ของตนเอง หรือเพราะเข้าใจว่า ผมทำนายไว้อย่างนั้น

หากคำถามเกิดจากสาเหตุแรก ผมคงไม่สามารถให้ความกระจ่างได้ หากคำถามเกิดจากสาเหตุหลัง ผมอยากเรียนว่า หนังสือเรื่อง "ประชานิยมฯ" ไม่ได้ทำนายว่าเมืองไทยจะประสบวิกฤติร้ายแรงอีกอย่างหลีกเลี่ยงไม่ได้ เพราะนโยบายประชานิยม หากบอกว่านโยบายแนวประชานิยม จะนำไปสู่วิกฤติหรือไม่ขึ้นอยู่กับปัจจัยอีกหลายอย่าง

โดยเฉพาะมาตรการต่างๆ ที่รัฐบาลกำลังดำเนินอยู่ในปัจจุบันจะวิวัฒน์ต่อไปอย่างไร และถ้ามันวิวัฒน์ต่อไปจนมีผลกระทบร้ายแรงต่องบประมาณแล้ว รัฐบาลจะปิดงบประมาณอย่างไร

สิ่งที่อยากจะชี้ให้เห็นเป็นพิเศษคือคำว่า "รัฐบาล" ซึ่งไม่ได้เจาะจงว่าจะต้องเป็นรัฐบาลใดรัฐบาลหนึ่งโดยเฉพาะ เพราะประวัติการใช้นโยบายแนวประชานิยมของอาร์เจนตินาบ่งว่า หลังจากมีผู้เริ่มต้น รัฐบาลที่ตามมามักจะใช้นโยบายในแนวประชานิยมด้วย นอกจากนั้น นโยบายแนวประชานิยมใช้เวลานานก่อนจะวิวัฒน์ไปถึงขั้นก่อให้เกิดวิกฤติ

อาร์เจนตินาใช้เวลากว่า 30 ปี ตอนนั้นรัฐบาลผู้ริเริ่มนโยบายหมดอำนาจไปนานแล้ว ฉะนั้นหากมองจากมุมของประวัติศาสตร์อาร์เจนตินา การใช้นโยบายแนวประชานิยมของไทยอยู่เพียงในระยะเริ่มต้นเท่านั้น

หนังสือเรื่อง "ประชานิยมฯ" เขียนเสร็จหลังการประกาศใช้มาตรการแนวประชานิยมชุดแรก เช่น โครงการกองทุนหมู่บ้าน ธนาคารประชาชน การประกันสุขภาพถ้วนหน้า หรือ 30 บาทรักษาทุกโรค แต่ก่อนที่โครงการเอื้ออาทรต่างๆ จะประดังออกมา

ฉะนั้นคำทำนายในหนังสือที่ว่า จะมีมาตรการแนวประชานิยมตามมาเริ่มเป็นความจริงแล้ว เนื่องจากอีกไม่นานจะมีการเลือกตั้งสมาชิกสภาผู้แทนราษฎร ผมคาดว่ามาตรการแนวประชานิยมจะทยอยออกมาให้เห็นเพิ่มเติมอีก

การที่พรรคฝ่ายค้านผุดความคิดต่างๆ ออกมาแบบโยนหินถามทาง หรืออาจเรียกว่าแบไต๋ก็ได้ เช่น เรื่อง 1 ครอบครัว 1 ปริญญา และการศึกษาให้เปล่า 14 ปี บ่งว่าฝ่ายค้านก็กำลังคิดจะใช้นโยบายแนวประชานิยมเช่นกัน

และเมื่อฝ่ายรัฐบาลเห็นว่าฝ่ายค้านจะได้เปรียบก็จะนำเอาความคิดนั้นมาใช้เสียเอง เช่น การศึกษาให้เปล่า 14 ปีที่ฝ่ายค้านเสนอกลายเป็นนโยบายของฝ่ายรัฐบาลไปในเวลาอันรวดเร็ว หลังจากแนวคิดรุ่นแรกของตนถูกยึด พรรคฝ่ายค้านก็เสนอเรื่องการปลดเปลื้องหนี้สินของเกษตรกร

ผมทำนายว่า อีกไม่ช้าฝ่ายรัฐบาลจะเสนอมาตรการซึ่งตนคิดว่าจะสร้างคะแนนนิยมในหมู่ชาวไร่ชาวนามากกว่าฝ่ายค้าน

โดยสรุป ไม่ว่าฝ่ายใดจะได้เป็นรัฐบาล ประชานิยมไทยจะวิวัฒน์ไปอีกระดับหนึ่ง แต่ผมทำนายไม่ได้ว่า อีกนานเท่าไรนโยบายแนวนี้จึงจะมีผลร้ายแรงต่องบประมาณ

และเมื่อถึงวันนั้นใครจะเป็นรัฐบาลและเขาจะปิดงบประมาณอย่างไร ผมยังเชื่อว่าใครจะขึ้นมาเป็นรัฐบาลก็ตามแต่ เขาจะไม่สติแตกจนปล่อยให้งบประมาณขาดดุลอย่างร้ายแรงและปิดงบประมาณแบบอาร์เจนตินา นั่นคือ ใช้เงินสำรองจนหมดสิ้นแล้วสร้างหนี้และพิมพ์ธนบัตรขึ้นจำนวนมหาศาล

ฉะนั้นวิกฤติไม่น่าเกิดขึ้น เพราะนโยบายประชานิยมอย่างเดียว แต่ประชานิยมจะสร้างความอ่อนแอให้โครงสร้างของสังคมและเศรษฐกิจ โดยเฉพาะการทำลายจิตวิญญาณของประชาชน ทำให้คนหวังได้ของเปล่าจากรัฐอย่างพร่ำเพรื่อ และการกันงบประมาณไปใช้ในกิจการซึ่งให้ผลตอบแทนต่อประเทศโดยรวมต่ำ เมื่อปัจจัยอื่นมากระทบก็จะยังผลให้เกิดวิกฤติโดยง่าย

หากใช้วิวัฒนาการในอาร์เจนตินาเป็นเกณฑ์ ผู้ที่จะเข้ามาเป็นรัฐบาลในตอนเกิดวิกฤติและเป็นแพะรับบาปให้ประชาชนประณาม จะไม่ใช่ผู้ที่ริเริ่มใช้นโยบายแนวประชานิยม โดยเฉพาะในกรณีที่หัวหน้ารัฐบาลปัจจุบันรักษาคำพูดที่ว่าจะอยู่ในตำแหน่งอีกเพียงสมัยเดียว

"จะทำอย่างไรในกรณีที่เกิดวิกฤติ?" เป็นคำถามซึ่งมักตามมาด้วย

อยากจะตอบคำถามนี้ว่า ผมไม่สามารถตอบได้ เพราะหากเกิดวิกฤติร้ายแรงขึ้น แต่ละคนคงอยู่ในสถานะต่างกัน และคงต้องหาทางแก้ไขด้วยวิธีที่ต่างกัน

ดังที่กล่าวแล้ว ประชานิยมในเมืองไทยยังอยู่ในระยะเริ่มต้นเท่านั้น คนไทยยังมีโอกาสที่จะป้องกันมิให้มันวิวัฒน์ไปจนถึงขั้นวิกฤติ ทางป้องกันมีอยู่ 2 ทางหลักๆ ทางแรก ได้แก่ การเป็นผู้รู้เท่าทันนักการเมือง ไม่เลือกผู้สมัครที่มีนโยบายให้ "ของเปล่า" เพราะของเปล่าไม่มี

อย่างไรก็ตาม ประชาชนทั่วไปอาจไม่มีทางเลือกมากนัก เพราะพรรคการเมืองอาจมีนโยบายไม่แตกต่างกันอย่างแจ้งชัด ทางป้องกันที่ 2 จึงอาจเป็นทางเลือกเดียว

นั่นคือ ดำเนินชีวิตตามกฎเกณฑ์ของสังคมทั้งในด้านกฎหมาย ศีลธรรมจรรยาและความเหมาะสม ใช้จ่ายแต่พอประมาณ อย่าหวังพึ่งรัฐบาลอย่างพร่ำเพรื่อ อย่าหลงเชื่อว่าการมีหนี้สินจะนำความร่ำรวยและความก้าวหน้ามาให้ โดยเฉพาะการกู้หนี้ยืมสินเพื่อใช้ในการบริโภคสิ่งไม่จำเป็นต่อการดำรงชีวิตเบื้องต้นต้องหลีกเลี่ยงอย่างที่สุด

แม้แต่การกู้มาลงทุน ก็ต้องดูอย่างรอบคอบว่า การลงทุนนั้นน่าจะได้ผลคุ้มค่าหรือไม่ และอย่ากู้มาเก็งกำไรโดยเด็ดขาด ไม่ว่าจะเป็นในรูปของการซื้อหวย ซื้อหุ้น กักตุนสินค้า หรือซื้ออสังหาริมทรัพย์

 

กลับหน้าแรก