ปัญหาทางปัญญา ?

ลิขสิทธิ์ทางปัญญา : จันทรา ธนะวัฒนาวงศ์ นักศึกษาปริญญาโท คณะรัฐศาสตร์ มธ.  กรุงเทพธุรกิจ  วันที่  3  กันยายน 2546

มหกรรมคอนเสิร์ต ระหว่างค่ายเทปยักษ์ใหญ่ในเมืองไทยสองค่าย ที่สวนลุมไนท์บาซาร์ เมื่อวันที่ 29-30 สิงหาคมที่ผ่านมา จัดขึ้นเพื่อรณรงค์ให้เห็นความสำคัญของทรัพย์สินทางปัญญา ของมันสมองของคนทำงาน โดยมีจุดมุ่งหมายที่หวังให้เกิดการปลุกจิตสำนึกให้ผู้บริโภคให้ซื้อเทป แผ่นซีดี ที่ถูกต้องตามลิขสิทธิ์ของผู้ผลิต

เป็นที่ทราบกันดีว่า การจัดคอนเสิร์ตลักษณะนี้ดำเนินการมาเป็นครั้งที่ 2 แล้ว โดยครั้งแรกจัดขึ้นที่ท้องสนามหลวง ปรากฏทั้งสองครั้งนี้สะท้อนให้เห็นอะไรบ้าง มาลองพิจารณากัน

ประการแรก วัตถุประสงค์ของงานแสดงทั้งสองครั้ง เพื่อสร้างจิตสำนึกของผู้บริโภคในเรื่องการใช้สินค้าที่ถูกลิขสิทธิ์นั้น ก็ยังคงไม่ก้าวไปสักเท่าไร การที่มีผู้คนมากมายมาร่วมงานแสดงไม่ได้สะท้อนว่าผู้เข้าร่วมทุกคนเล็งเห็นถึงความสำคัญของวัตถุประสงค์ดังกล่าว

ตรงกันข้ามพวกเขากลับแสดงจิตสำนึกที่ชัดเจนออกมาว่า การร่วมงานดังกล่าวเป็นไปเพื่อความบันเทิงใจ โดยได้รับการสมนาคุณจากค่ายเทปดังขนศิลปินมาแสดงโดยไม่ต้องเสียค่าตั๋วราคาแพงแต่อย่างใด เป็นเสมือนการคืนกำไรให้กับผู้บริโภค

ส่วนการใช้สินค้าที่ไม่ถูกลิขสิทธิ์ก็ยังคงเป็นปรากฏการณ์ที่ไม่ได้ลดลงอย่างมีนัยสำคัญแต่ประการใด จะเห็นได้ว่าแผ่นซีดีเพลงของศิลปินต่างๆ ก็ยังคงทยอยออกมาทุกสัปดาห์ หาซื้อได้ตามแหล่งปั๊มซีดีแหล่งใหญ่ใจกลางกรุงได้ไม่ยากนัก

ประการที่สอง การรณรงค์เพื่อสร้างจิตสำนึกในเรื่องการซื้อสินค้าลิขสิทธิ์ ไม่ควรเน้นโทษแต่ผู้บริโภคเท่านั้น โดยใช้เหตุผลว่า "หากไม่มีผู้ซื้อ ก็จะไม่มีผู้ขาย" การสร้างลักษณะคู่ขัดแย้งเช่นนี้ ทำให้ค่ายเทปลอยตัวจากปัญหาความโปร่งใสของตนเอง ค่ายเทปเหล่านี้แน่ใจหรือไม่ว่าตนเองไม่เคย copy เนื้อเพลง ทำนองเพลงจากคนอื่นเขา!!

เพราะเพลงหลายเพลงที่ดังมาในคลื่นวิทยุต่างๆ หลายต่อหลายเพลงมีทำนองที่เหมือนกับเพลงจากต่างประเทศ ตรงนี้ค่ายเทปเคยตระหนักว่าตนเองกระทำการละเมิดลิขสิทธิ์หรือไม่ (ทบทวน ทบทวน ทบทวน…) (ไม่ ไม่ ไม่ ... ) ดังนั้น ความแตกต่างระหว่างค่ายเทปกับนายทุนที่ copy แผ่นซีดีอยู่ที่ไหน

ประการที่สาม ระบบทุนนิยมเสรีที่เป็นระบบเศรษฐกิจหลักของประเทศ ตรรกะของระบบทุนนิยม ถือว่าคนเป็นมนุษย์ที่มีเหตุผล

ดังนั้น ผู้ผลิตก็มีความต้องการซื้อถูก (ปัจจัยการผลิต) ขายแพง และมีทรัพยากรที่จำกัด ในขณะเดียวกัน ผู้ซื้อก็ต้องการที่ซื้อถูก (สินค้า) ขายแพง (สินค้าที่ซื้อมา แล้วจะขายต่อ) ปรากฏการณ์มันสอดคล้องกับระบบทุนนิยม พ่อค้าทั้งค่ายเทป

และพ่อค้าที่ copy แผ่นซีดี ต่างเดินอยู่บนตรรกะเดียวกัน เพื่อการสะสมมูลค่าส่วนเกินที่เกิดจากการขายสินค้า ฝ่ายแรกได้เปรียบที่มีปัจจัยการผลิต (ศิลปินในสังกัด) อยู่ในมือ สามารถกำหนดราคาขายเทปและแผ่นซีดีในราคาแพงได้ เพราะสินค้าของตนเป็นที่ต้องการของตลาด

แต่เมื่อความก้าวหน้าทางเทคโนโลยีแผ่ซ่านไปในสังคม ฝ่ายหลังก็ได้เปรียบที่สามารถขายสินค้าราคาต่ำกว่าที่โดนใจผู้ซื้ออย่างถึงที่สุด ท้ายที่สุด การ "ละเมิดลิขสิทธิ์" ก็ยังคงเกิดขึ้นต่อเนื่องไปอย่างไม่มีวันหยุด และจะไม่เป็นปัญหาหากทุกฝ่ายมีความพึงพอใจในผลที่ได้รับ เพียงแต่ตอนนี้ฝ่ายแรกเริ่มเกิดความไม่พอใจ เพราะกำไรที่น่าจะได้มันน่าจะมากกว่านี้ หากสามารถขจัดการผลิตสินค้าของฝ่ายหลังได้

ประการที่สี่ การจัดคอนเสิร์ตทั้งสองครั้ง นอกจากจะไม่สามารถบรรลุวัตถุประสงค์ของการจัดงานได้แล้ว ยังได้สร้างปัญหาที่ตามมาทุกครั้งที่มีการแสดงคอนเสิร์ตให้แก่สาธารณะ

นั่นก็คือ การตีกันของผู้เข้าร่วมในเวทีคอนเสิร์ต ไม่รู้บรรยากาศมันเอื้ออำนวยหรืออย่างไร ทั้งๆ ที่การชมคอนเสิร์ตน่าจะเป็นกิจกรรมที่สร้างความสุนทรียะให้แก่จิตใจของผู้ฟัง แต่สำหรับบ้านเรากลับเป็นการสร้างความตึงเครียดให้กับผู้อื่นๆ ด้วย

ผู้เขียนได้คุยกับน้องชายที่ต้องเดินทางกลับบ้านโดยใช้บริการของ ขสมก. เขาบอกว่า ในวันที่มีคอนเสิร์ตเขาเห็นวัยรุ่นกลุ่มหนึ่งกำลังจะขึ้นรถเมล์แถวๆ อนุสาวรีย์ เขาไม่กล้าที่จะเดินไปที่ป้ายนั้น เพราะเกรงจะเกิดเหตุขึ้น

หรืออีกกรณีหนึ่ง รุ่นน้องที่สำนักงานเดียวกันเหล่าให้ฟังว่า น้องร่วมหอพักเดียวกันของเธอ ต้องการดูคอนเสิร์ตในครั้งนี้ด้วย แต่ถูกเจ้าหน้าที่บอกว่า ไม่ให้เข้าเพราะไม่มีที่ให้ดูแล้ว พวกน้องๆ ก็เลยชวนกันไปกินก๋วยเตี๋ยวบริเวณสวนลุมพินี เพื่อฆ่าเวลา เผื่อว่าดึกกว่านี้หน่อยพวกเธอจะสามารถเข้าไปในบริเวณเวทีได้

ปรากฏว่ายังไม่ทันได้เข้าไปบริเวณเวที กลับต้องอกสั่นขวัญหนี เมื่อต้องเจอกับการวิวาทกันของกลุ่มวัยรุ่น และต้องเดินกลับจากสวนลุมพินี มาขึ้นรถที่ศูนย์การประชุมแห่งชาติสิริกิติ์

ประการสุดท้าย การปะทะกันของวัยรุ่น ที่มีสถิติผู้ถูกจับกุม 1,000 กว่าคน และมีผู้เสียชีวิต 1 คนนั้น มีผู้ถูกจับกุมดำเนินคดีเพียง 6 คน ส่วนที่เหลือให้ผู้ปกครองมารับตัวกลับบ้านไป มันสะท้อนให้เห็นว่า ท้ายที่สุด ผู้ที่ต้องรับภาระจากการกระทำของพวกเขา ก็คือ พ่อ-แม่ โดยที่พวกเขาไม่ต้องรับผลจากการกระทำแต่อย่างใด เพราะตำรวจเองก็ไม่ได้ควบคุมตัวดำเนินคดีแต่อย่างใด

คำถามต่อไปคือใครจะเป็นผู้รับผิดชอบกับการเสียชีวิตของวัยรุ่นชายคนหนึ่ง !! และความเสียหายที่เกิดขึ้นจากคนและสถานที่ที่ถูกลูกหลงจากการกระทำนั้นๆ !!! (คณะกรรมการจัดงาน กลุ่มวัยรุ่น หรือใคร หรือไม่มีใครเลย ???)

การจัดมหกรรมคอนเสิร์ตในครั้งนี้ สามารถสะท้อนให้เห็นถึงปัญญาของทั้งผู้จัด ผู้เข้าร่วมได้เป็นอย่างดีว่า ทั้งสองฝ่ายไม่เคยทบทวนบทเรียนที่ผ่านมาว่าเป็นอย่างไร ผลลัพธ์ที่เกิดขึ้นจากการจัดคอนเสิร์ตครั้งแรกเป็นอย่างไร บรรลุตามเป้าประสงค์หรือก่อให้เกิดปัญหาตามมาหรือไม่อย่างไร

ฉะนั้น ถึงเวลาแล้วหรือยังที่จะต้องยุติการรณรงค์ในเรื่องลิขสิทธิ์ทางปัญญาโดยการจัดมหกรรมคอนเสิร์ต ยอมรับกับตรรกะของระบบทุนนิยมที่กล่าวมาข้างต้น และหากลยุทธ์ที่จะชนะใจผู้ซื้อในทางอื่นไม่ดีกว่าหรือ

 

กลับหน้าแรก