พนันฟุตบอล... อมตะแห่งเกมพนัน

โดย วิษณุ วงศ์สินศิริ สถาบันวิจัยสังคมและเศรษฐกิจ. คณะเศรษฐศาสตร์ ม.ธุรกิจบัณฑิตย์  มติชนรายวัน  วันที่  3  กันยายน 2546

ธุรกิจพนันฟุตบอลถือเป็นอีกหนึ่งธุรกิจพนันที่ได้รับความนิยมสูงมาก

จากการสำรวจทั้งจำนวนผู้เล่นและจำนวนเงินที่หมุนเวียนในธุรกิจพนันฟุตบอลในรอบปี 2544 จากโครงการวิจัยเรื่อง "เศรษฐกิจการพนัน : ทางเลือกเชิงนโยบาย จะพบว่าผู้เล่นพนันฟุตบอลมีอยู่ 1,199,500 คน จำนวนเงินที่หมุนเวียนต่อปี 51,085 ล้านบาท คิดเฉลี่ยต่อคนจะแทงพนันด้วยวงเงินประมาณ 25,600 บาท

ดังนั้นหากรัฐต้องการที่จะควบคุมธุรกิจพนันฟุตบอล รัฐบาลจำต้องเข้าใจโครงสร้างและรูปแบบของธุรกิจพนันประเภทนี้เสียก่อน เพื่อที่จะนำไปสู่แนวทางแก้ไขที่ถูกต้อง

รูปแบบพนันฟุตบอลในบ้านเราปัจจุบันแบ่งได้ 2 รูปแบบด้วยกัน คือ หนึ่งแบบบอลเดี่ยว และ สองแบบบอลชุด

1.แบบบอลเดี่ยว หมายถึง ผู้เล่นพนันจะแทงพนันฟุตบอลเป็นคู่ๆ โดยผลได้ของแต่ละคู่จะไม่เชื่อมโยงกัน ผู้เล่นมีสิทธิ ที่จะเลือกแทงพนันกี่คู่ก็ได้ เงินรางวัลที่จะได้หรือเสียในแต่ละคู่ขึ้นกับอัตราต่อรองระหว่างทีมคู่แข่งขันที่เป็นต่อ กับทีมที่เป็นรอง

เช่น ทีม ก.แข่งกับทีม ข.โดยทีม ก.เป็นต่อครึ่งลูก (1/2 ลูก) คนแทงพนันข้างทีม ก.จะได้พนันก็ต่อเมื่อทีม ก.ชนะสถานเดียว หากจบการแข่งขันแล้วทีม ก.เสมอหรือแพ้ คนแทงพนันทีม ข.จะได้พนันไปทันที โดยที่เงินได้-เสียพนันจะเป็นดังนี้ ถ้าแทงพนันข้างทีม ก.10 บาท ถ้าได้พนันจะได้ 8 บาท แต่ถ้าเสียพนันจะเสีย 10 บาท ในขณะที่ถ้าแทงพนันข้างทีม ข.10 บาท เช่นกัน ถ้าได้พนันจะได้ 10 บาท และถ้าเสียพนันก็จะเสีย 10 บาท

รายได้ของเจ้ามือหรือโต๊ะพนันบอลมาจาก 2 ทางเลือกด้วยกัน คือ ทางเลือกที่หนึ่ง เอาปริมาณเงินทั้งหมดของผู้เล่นพนันที่แทงแต่ละทีม ของแต่ละคู่แข่งขันมาจับคู่กัน ภาษาพนันเรียกว่า "การจับชน" ซึ่งจะทำให้เกิดส่วนต่างเมื่อมีผลได้-เสีย เช่น จากตัวอย่างเดิมผู้เล่นคนหนึ่งแทงข้างทีม ก.10 บาท ในขณะที่ผู้เล่นอีกคนแทงข้างทีม ข.10 บาทเช่นกัน หากทีม ก.ชนะ ผู้เล่นคนแรกจะได้ 8 บาท ในขณะที่ ผู้เล่นอีกคนเสีย 10 บาท เกิดส่วนต่าง 2 บาท ซึ่งส่วนต่างนี้ก็คือรายได้ของเจ้ามือนั่นเอง

ในกรณีที่มีปริมาณเงินที่แทงพนันทีมหนึ่งสูงกว่าอีกทีมหนึ่งในคู่แข่งขันเดียวกัน นั่นหมายถึงเมื่อจับชนแล้ว ยังมีปริมาณเงินเหลือ เจ้ามือก็จะนำเงินที่เหลือไปแทงพนันข้างทีมนั้นกับโต๊ะพนันบอลโต๊ะอื่นต่อไป เรียกว่า "การส่งต่อ"

เช่น สมมติมียอดเงินแทงพนันทีม ก.ทั้งสิ้น 100 บาท แต่มียอดเงินแทงพนันทีม ข.เพียง 80 บาท เมื่อจับชนแล้วจะมีเงินเหลือข้างทีม ก.20 บาท เจ้ามือจะนำเงิน 20 บาท ไปแทงข้างทีม ก.กับโต๊ะพนันอื่น จะเห็นว่าทางเลือกนี้เจ้ามือไม่มีภาระความเสี่ยงใดๆ เลย เรียกว่า "จับชนถ้าเหลือก็ส่งต่อ"

แต่นั่นมิได้หมายความว่าเจ้ามือที่เลือกใช้วิธีนี้จะมีรายได้จากหนึ่งคู่แข่งขันเสมอไป เพราะหาดผลการแข่งขันเป็นไปในกรณีที่ทีม ข.ชนะหรือเสมอกัน ผู้เล่นทีม ข.จะได้เงินพนัน 10 บาท ในขณะที่ผู้เล่นทีม ก.ก็ต้องเสีย 10 บาท ผลก็คือเจ้ามือไม่ได้รับส่วนต่างใดๆ เลย

โดยสรุปแล้วเจ้ามือที่เลือกทางเลือกนี้จะไม่มีภาระความเสี่ยงเลย แต่มิใช่ว่าจะมีรายได้ที่เกิดจากส่วนต่างเสมอไป การที่เจ้ามือจะได้รับรายได้จากส่วนต่างหรือไม่และมากน้อยเพียงใดขึ้นกับแต่ละอัตราต่อรอง

ทางเลือกที่สอง ทางเลือกนี้ก็จะมีลักษณะคล้ายกับทางเลือกที่หนึ่ง เพียงแต่หากมียอดเงินเหลือจากการจับชนเจ้ามือก็จะรับไว้เอง ทำให้เจ้ามือจะรับความได้เปรียบจากส่วนต่างไว้ทั้งหมดในทุกกรณีแต่จะมีความเสี่ยง เช่นถ้าทีม ก.ชนะเจ้ามือจะเสียแค่ 16 บาท แทนที่จะต้องเสีย 20 บาท เหมือนผู้เล่นรายอื่นๆ ความได้เปรียบดังกล่าวจะมากหรือน้อยขึ้นกับแต่ละอัตราต่อรอง

2.แบบบอลชุด บ้างก็เรียก "ขบวนพวง" บ้างก็เรียก "บอลสเต๊ป (STEP) บ้างก็เรียก "บอลโยง" หมายถึง ผู้เล่นจะต้องแทงพนันแต่ละครั้งไม่ต่ำกว่า 3 คู่ โดยที่ผู้เล่นจะได้พนันก็ต่อเมื่อแทงพนันถูกทุกคู่ ถ้าผิดคู่ใดคู่หนึ่งถือว่าเสียพนันทันที

อัตราต่อรองของแต่ละคู่จะเป็นอัตราเดียวกันกับแบบบอลเดี่ยว

โครงสร้างธุรกิจการพนันฟุตบอลในไทย

"การจับชนและส่งต่อ" ที่กล่าวข้างต้น การส่งต่อนี้จะเกิดขึ้นระหว่างโต๊ะพนันบอลระดับหนึ่ง ไปยังโต๊ะพนันบอล อีกระดับที่ใหญ่กว่าในสายเดียวกัน การแบ่งระดับใหญ่เล็กของโต๊ะพนันบอล จะใช้ร้อยละของส่วนต่าง ของอัตราต่อรองเป็นตัวบ่งบอก ซึ่งมีทั้งสิ้น 4 แบบคือ ร้อยละ 20 ร้อยละ 10 ร้อยละ 7.5 และร้อยละ 5 จึงทำให้โครงสร้างของโต๊ะพนันของไทยแบ่งได้เป็น 4 ระดับ คือ ระดับเล็ก ระดับกลางค่อนเล็ก ระดับกลางค่อนใหญ่และระดับใหญ่และระดับใหญ่

โดยที่ ปริมาณเงินที่หมุนเวียนผ่านโต๊ะพนันบอลในแต่ละระดับจะต่างกันถึง 10 เท่าโดยประมาณ

สำหรับระดับโต๊ะพนันบอลใหญ่ คือ ระดับร้อยละ 5 หากเจ้ามือจับชนแล้วยังเหลือวงเงินอยู่ เจ้ามือก็จะส่งต่อไปยังต่างประเทศเสมอ ทั้งที่ฮ่องกง อินโดนีเซีย สิงคโปร์ หรือมาเลเซีย โดยมีอัตราส่วนต่างของโต๊ะพนันบอลในต่างประเทศคิดให้กับโต๊ะพนันบอลของไทยอยู่ที่ร้อยละ 3

กล่าวได้ว่าตลาดพนันบอลของไทยเปรียบเสมือนทางผ่านของตลาดพนันฟุตบอลในภูมิภาคเอเชีย ซึ่งวงเงินที่ไหลเวียนเทียบได้ประมาณ ร้อยละ 10 ของปริมาณเงินที่หมุนเวียนในตลาดพนันฟุตบอลแถบเอเชีย

เจ้ามือต่างประเทศจะรับแทงพนันจากเจ้ามือคนไทยโดยไม่จำกัดวงเงิน ทำให้ตลาดในเมืองไทยก็ไม่มีการจำกัด ในการรับแทงพนันเช่นกัน ซึ่งต่างจากธุรกิจหวยใต้ดินที่เจ้ามือยังมีการจำกัดการรับแทงพนันในบางเลข (อั้นรับแทงในเลขที่เชื่อว่าเป็นเลขทีเด็ด) และนี่คือจุดต่างที่สำคัญระหว่างตลาดพนันฟุตบอล กับตลาดพนันหวยใต้ดิน

จะเห็นว่าโครงสร้างและรูปแบบของธุรกิจพนันฟุตบอลค่อนข้างจะซับซ้อน และจำนวนของเจ้ามือรับแทงพนันฟุตบอลก็มีเป็นจำนวนมาก โดยเฉพาะโต๊ะพนันบอลในระดับเล็กและระดับกลางค่อนใหญ่

จึงกล่าวได้ว่าการแก้ปัญหาพนันฟุตบอลด้วยวิธีการปราบปรามตามแบบที่รัฐบาลกระทำอยู่เพียงอย่างเดียว ประสบผลสำเร็จเพียงระดับหนึ่งเท่านั้น แต่ไม่อาจกล่าวได้ว่าปัญหาทั้งหลายถูกจัดการอย่างมีประสิทธิผล

ผู้เขียนซึ่งเป็นผู้ทำการศึกษาวิจัยในเรื่องนี้จึงต้องการเสนอแนวทางการแก้ไขอีกแนวทางหนึ่ง ที่นอกเหนือจากนโยบายปราบปรามและนโยบายยึดทรัพย์เจ้ามือ

เพราะเชื่อว่าเจ้ามือที่รับแทงพนันฟุตบอลทั้งหลายมิใช่พวกมีอิทธิพลหรือมาเฟียตัวจริงอย่างที่รัฐบาลเข้าใจ

สำหรับแนวทางการแก้ไขที่ว่านี้รวมไปถึงผลกระทบในมิติต่างๆ จะนำเสนอในโอกาสต่อไป

หน้า 6

 

กลับหน้าแรก