|
นโยบายค่าเงินต่ำ
ทางเดินที่ไร้พลวัต
ดุลยภาพดุลยพินิจ โดย ตีรณ พงศ์มฆพัฒน์ มติชนรายวัน วันที่ 3 กันยายน 2546 ถึงแม้ว่าประเทศไทยได้เข้าสู่ระบบที่มีการบริหารอัตราแลกเปลี่ยนแบบลอยตัวแล้ว แต่ก็ดูเหมือนว่าทางการไทย จะยังคงพยายามเข้าแทรกแซงอัตราแลกเปลี่ยนให้เงินบาทอ่อนตัวตามค่าเงินดอลลาร์สหรัฐ รวมทั้งกลับไปมีลักษณะตายตัวเหมือนยุคอดีต ความผันผวนของค่าเงินบาทต่อดอลลาร์สหรัฐ ได้ลดลงอย่างรวดเร็วนับตั้งแต่กลางปี พ.ศ.2545 และเกือบไม่มีความผันผวนเลย ตั้งแต่เดือนมีนาคม 2546 ค่าเงินบาทก็ถูกแทรกแซง จนกระทั่งทุนสำรองระหว่างประเทศสุทธิ เพิ่มขึ้นจาก 31.0 พันล้านเหรียญสหรัฐ เมื่อสิ้นปี 2544 เป็น 39.8 พันล้านเหรียญสหรัฐ อันเป็นตัวเลขล่าสุด ณ วันที่ 15 สิงหาคม 2546 การดำเนินนโยบายค่าเงินต่ำ และค่อนข้างคงที่นี้มีสาเหตุมาจากความเชื่ออย่างน้อย 2 ประการ กล่าวคือ ประการแรก ประเทศไทยมีความจำเป็นต้องแข่งขันทางการค้า กับประเทศคู่แข่ง โดยเฉพาะอย่างยิ่ง จีน ซึ่งอยู่ภายใต้ระบบอัตราแลกเปลี่ยนคงที่ ดังนั้น จึงจำเป็นต้องกำหนดค่าเงินบาท ให้ใกล้เคียงกับประเทศคู่แข่งเหล่านั้น ประการที่สอง ความผันผวนของค่าเงินเป็นต้นทุนความเสี่ยงของผู้ประกอบการส่งออก และถ้ามีมากก็จะทำให้การส่งออกเติบโตช้า ความเชื่อเหล่านี้เข้าใจได้ง่าย มีเหตุผล แต่ทางการมิได้ชี้ให้สาธารณชน เห็นถึงต้นทุนทางเศรษฐศาสตร์ ที่จะเกิดขึ้นจากนโยบายค่าเงินดังกล่าว นอกจากด้านที่อาจเป็นประโยชน์ต่อการส่งออกเท่านั้น ในแง่หนึ่งก็เป็นความเชื่อที่คล้ายกับผลผลิตตกค้าง จากประสบการณ์ในอดีต ที่ภาคส่งออกเป็นภาคเศรษฐกิจนำ ภายหลังยุคสงครามเย็น ทั้งๆ ที่ในยุคนี้การใช้นโยบายอัตราแลกเปลี่ยนที่มากเกินไป ทั้งในแง่ของการรักษาเสถียรภาพทางเศรษฐกิจในระยะสั้น และในแง่ของการเร่งการเติบโตของภาคส่งออก อาจเบี่ยงเบนทิศทางเศรษฐกิจที่จำเป็นต้องแข่งขันด้วยแรงขับเคลื่อนใหม่ๆ โดยความเข้าใจง่ายๆ นั้น ค่าเงินภายในประเทศที่ต่ำทำให้สินค้าที่ผลิตภายในประเทศมีราคาถูกลง ในสายตาของชาวต่างประเทศ ซึ่งน่าจะนำไปสู่การเพิ่มสูงขึ้นของความต้องการสินค้าส่งออก และการลดลงของความต้องการสินค้านำเข้า แต่ทว่าในอีกด้านหนึ่งการแทรกแซงอัตราแลกเปลี่ยน ที่หวังผลให้สินค้าที่ผลิตภายในประเทศ มีราคาถูกกว่าความเป็นจริง เป็นระยะเวลาที่นานนั้น ก็เป็นนโยบายการอุดหนุน ที่อาจส่งผลเสียต่อประสิทธิภาพการผลิตโดยรวมของระบบเศรษฐกิจ และก็จะสูญเปล่าอย่างมาก ถ้าหากผลประโยชน์จากการอุดหนุนนั้น ตกอยู่กับผู้บริโภคในต่างประเทศเป็นสำคัญ ในทางเศรษฐศาสตร์ การอุดหนุนสินค้าด้วยนโยบายค่าเงินต่ำ มีผลแตกต่างจากการกีดกันสินค้านำเข้า ผ่านการเก็บภาษีศุลกากรอยู่บ้าง เพราะภาษีศุลกากรเป็นการให้ประโยชน์แก่อุตสาหกรรมทดแทนการนำเข้า แต่สร้างต้นทุนให้แก่อุตสาหกรรมส่งออก ในขณะที่ภายใต้นโยบายค่าเงินต่ำทั้งสินค้าส่งออก และสินค้าที่แข่งขันกับสินค้านำเข้า จะมีความได้เปรียบทางราคามากขึ้นโดยภาคการผลิตอื่นๆ ต้องนำเข้าวัตถุดิบและเทคโนโลยีจากต่างประเทศในราคาที่แพงขึ้น กล่าวอีกนัยหนึ่งก็คือ ภาคการผลิตที่ค้าขายระหว่างประเทศได้ (tradables) เป็นผู้ได้รับการโอบอุ้ม ในขณะที่ภาคการผลิตที่ค้าขายระหว่างประเทศไม่ได้ (nontradables) เช่น ภาคบริการซึ่งมีสัดส่วนประมาณร้อยละ 60 ของจีดีพีจะเป็นผู้แบกรับต้นทุนที่เกิดจากนโยบายค่าเงินต่ำนั้น เมื่อพิจารณาผลกระทบของนโยบายค่าเงินต่ำที่อาจมีต่อโครงสร้างของภาคส่งออกแล้ว เราจะเห็นได้อีกว่า นโยบายค่าเงินต่ำมิได้ส่งผลดีต่อภาคส่งออกมากนัก เพราะในระยะยาวแล้ว ค่าเงินที่ต่ำเป็นเวลานาน จะทำให้ภาคส่งออกหันไปผลิตสินค้าที่เน้นการแข่งขันในเชิงราคาซึ่งก็มักเป็นสินค้าในตลาดล่างหรือใช้แรงงานไร้ฝีมือ แต่ภาคส่งออกที่แข่งขันในด้านคุณภาพหรือต้องใช้แรงงานฝีมือและเทคโนโลยีสมัยใหม่จะไม่ได้ประโยชน์มากนัก การเปลี่ยนแปลงทางโครงสร้างในทิศทางเช่นนี้ จึงเป็นการบั่นทอนพลวัตของการแข่งขันในระยะยาว ของเศรษฐกิจไทยเอง ทั้งนี้ เพราะจุดอ่อนสำคัญของเศรษฐกิจไทยมิได้อยู่ที่ราคาสินค้าหรือต้นทุนค่าจ้างแรงงาน หากแต่อยู่ที่ความอ่อนแอ ในสมรรถภาพทางด้านวิทยาศาสตร์และเทคโนโลยี รวมทั้งความล้มเหลวของการพัฒนาทางการศึกษาของชาติ จีนนั้นเป็นประเทศคู่แข่งที่น่ากลัวสำหรับทุกประเทศและในสินค้าแทบทุกชนิด การใช้นโยบายค่าเงินบาทต่ำก็ยากที่จะประคับประคองธุรกิจส่งออกของไทยได้นาน เนื่องจากศักยภาพทางด้านเทคโนโลยีและการศึกษาของไทยนั้นอยู่ในระดับที่ต่ำมาก ยกตัวอย่างเช่นจากตัวเลขล่าสุดนั้น ประเทศไทยมีบุคลากรทางวิทยาศาสตร์ และวิศวกรรมในงานวิจัยและพัฒนา ต่อจำนวนประชากร 1 ล้านคน เท่ากับเพียง 103 คน เทียบกับตัวเลขของจีน 454 คน เกาหลีใต้ 2,193 คน และเม็กซิโก 214 คน เป็นต้น ด้วยเหตุนี้ การพึ่งนโยบายค่าเงินต่ำจึงเป็นเพียงความฉาบฉวยระยะสั้น แต่มิได้เป็นผลดีต่อการยกระดับขีดความสามารถของประเทศในอนาคต เป็นการแตะปัญหาที่ไม่ตรงจุดและฟุ่มเฟือย เมื่อเราหันมาพิจารณาประเด็นเกี่ยวกับความผันผวนของค่าเงินที่ยังมีนักเศรษฐศาสตร์จำนวนหนึ่งเห็นว่า เป็นปัจจัยเสี่ยงที่รัฐควรช่วยเหลือผู้ส่งออก ความผันผวนของค่าเงินย่อมเป็นความไม่แน่นอนที่ผู้ส่งออกยากจะคาดเดา แต่เราก็ต้องยอมรับว่าการคาดคะเนอัตราแลกเปลี่ยนให้แม่นยำก็เป็นสิ่งที่ยากสำหรับทุกๆ คน ผู้ชมชอบที่ชมชอบระบบอัตราแลกเปลี่ยนแบบคงที่มักให้ข้อคิดเห็นว่าความผันผวนของค่าเงินมีส่วนลดปริมาณการค้า หรือการส่งออก และเมื่อเร็วๆ นี้ งานศึกษาชิ้นหนึ่งของธนาคารแห่งประเทศไทยก็ย้ำเป็นประเด็นย่อยว่า ความผันผวนของค่าเงินบาทมีความสัมพันธ์ในทางลบกับการเติบโตของภาคส่งออก อย่างไรก็ตาม แม้ว่าความไม่แน่นอนในอัตราแลกเปลี่ยน จะเป็นต้นทุนสำหรับผู้ผลิตส่งออกอยู่บ้าง แต่ผู้ส่งออก ก็จำเป็นต้องคุ้นเคย กับระบบอัตราแลกเปลี่ยนลอยตัว ถ้าหากตราบใดก็ตามตลาดทุนโลกยังมีการเคลื่อนไหว ที่รวดเร็วและมีประเทศจำนวนมากกำลังเข้าสู่ระบบอัตราแลกเปลี่ยนลอยตัวมากขึ้นเรื่อยๆ ที่จริงแล้วการศึกษาวิจัยในต่างประเทศจำนวนไม่น้อยเลยพบว่า ความผันผวนของอัตราแลกเปลี่ยนนั้น มิได้มีผลลบที่ชัดเจนต่อการส่งออก จึงเป็นไปได้ว่าในปัจจุบันนี้ การแกว่งตัวของค่าเงิน อาจมีผลน้อยมาก ต่อการส่งออกเพราะภาคเอกชน อาจมีความสามารถที่จะปรับตัวเข้ากับสภาพการณ์ใหม่ ที่อัตราแลกเปลี่ยนลอยตัวได้ค่อนข้างดี ยิ่งไปกว่านั้นภายใต้ระบบที่มีเงินสกุลหลักมากกว่าหนึ่งสกุล ถึงแม้ว่าทางการจะรักษาเสถียรภาพของค่าเงินภายในประเทศ เทียบกับเงินดอลลาร์สหรัฐ การแกว่งตัวของค่าเงินภายในประเทศเมื่อเทียบกับเงินสกุลอื่นๆ เช่น ยูโร และเยน ก็อาจจะมีมากขึ้นแทนที่ ดังนั้น การรักษาค่าเงินบาทให้คงที่เมื่อเทียบกับดอลลาร์ในขณะที่เงินตราสกุลอื่นๆ มีการเคลื่อนไหวแบบลอยตัว จึงมิได้มีความหมายอะไรมากนัก การแทรกแซงค่าเงินภายในประเทศให้ต่ำนั้น อาจมีเหตุผลอยู่บ้างสำหรับการแก้ไขปัญหาเฉพาะหน้า ดังเช่นในช่วงระยะต้น ของวิกฤตการณ์เศรษฐกิจ ที่เราจำเป็นต้องกระตุ้นเศรษฐกิจทดแทนภาวะถดถอยของภาคเศรษฐกิจภายใน แต่รัฐพึงตระหนักถึงภาพลวงตาที่กำลังสร้างขึ้นไม่ว่าในรูปของการสะสมเงินทุนสำรองระหว่างประเทศ อัตราดอกเบี้ยที่ต่ำ หรือการส่งออกที่ได้รับการโอบอุ้มด้วยมาตรการง่ายๆ ประเทศไทยนั้นต้องการนโยบายที่มองไกล มากกว่าการเร่งรัดภาคส่งออกที่ไร้พลวัตอย่างทุกวันนี้ หน้า 6
|
| กลับหน้าแรก |