|
การลงทุนในตลาดหุ้นยังน่าสนใจหรือไม่
ปิยสวัสดิ์ อัมระนันทน์ PiyasvastiA@k-asset.co.th วันที่ 2 กันยายน 2546 การที่ดัชนีตลาดหลักทรัพย์ของประเทศไทย ได้เพิ่มขึ้นประมาณร้อยละ 50 ตั้งแต่ต้นปีนี้ ไม่ได้หมายความว่า การลงทุนในหุ้นจะไม่ใช่ทางเลือกที่น่าสนใจ ครั้งสุดท้ายที่ผมได้เขียนลงกรุงเทพธุรกิจ ถึงการลงทุนในตลาดหลักทรัพย์ในไทย ก็คือ ในช่วงกลางเดือน มิ.ย. 2546 ซึ่งดัชนีตลาดหลักทรัพย์ของประเทศไทย ได้เพิ่มขึ้นมาสู่ระดับ 420 โดยได้ชี้ว่า หากเราพิจารณาปัจจัยพื้นฐานของกิจการต่างๆ ในตลาดหลักทรัพย์ไทยแล้ว การลงทุนในหุ้นในตลาดหลักทรัพย์ไทยยังเป็นทางเลือกที่น่าสนใจ ในช่วงสองเดือนที่ผ่านมาปรากฏว่า ดัชนีตลาดหลักทรัพย์ของประเทศไทยได้เพิ่มขึ้นอย่างต่อเนื่องมาสู่ระดับ 537.71 เมื่อสิ้นเดือน ส.ค. 2546 การคาดการณ์ระดับของดัชนีตลาดหลักทรัพย์ของไทยในช่วงปลายปีนี้โดยผู้เชี่ยวชาญต่างๆ มีค่อนข้างจะหลากหลาย ตั้งแต่ 540 จนถึง 1000 แต่ผู้ฝากเงินจำนวนมากก็ยังไม่กล้าลงทุนในหุ้นหรือกองทุนรวมประเภทกองทุนหุ้น และยังยอมทนกับอัตราดอกเบี้ยเงินฝากธนาคารในระดับต่ำต่อไป ซึ่งรวมถึงกองทุนสำรองเลี้ยงชีพของหลายบริษัทที่ยังมีการลงทุนหุ้นในระดับต่ำมาก ในขณะที่ในประเทศที่พัฒนาแล้ว กองทุนสำรองเลี้ยงชีพอาจลงทุนในหุ้นถึงร้อยละ 60 ของเงินลงทุนทั้งหมด การที่ดัชนีตลาดหลักทรัพย์ของไทยได้เพิ่มขึ้นประมาณร้อยละ 50 ตั้งแต่ต้นปีนี้ ไม่ได้หมายความว่า การลงทุนในหุ้นจะไม่ใช่ทางเลือกที่น่าสนใจ ประเด็นที่ต้องพิจารณาก็คือ ต่อไปในอนาคตราคาหุ้นจะเป็นอย่างไร ซึ่งหากเราพิจารณาจากปัจจัยพื้นฐานของเศรษฐกิจ ผลและแนวโน้มการประกอบกิจการของธุรกิจไทย และทางเลือกในการลงทุนของทั้งนักลงทุนไทย และนักลงทุนต่างชาติแล้ว จะเห็นว่า การลงทุนหุ้นในตลาดหลักทรัพย์ไทยในปัจจุบันยังเป็นทางเลือกที่น่าสนใจ ผลประกอบการของธุรกิจต่างๆ ที่อยู่ในตลาดหลักทรัพย์ดีขึ้นอย่างต่อเนื่อง บริษัทหลายแห่งเริ่มจ่ายเงินปันผลอีกครั้งหลังจากที่ไม่ได้จ่ายมาหลายปี และหากพิจารณาจากตัวชี้วัดทางการเงินอื่นๆ ด้วยแล้ว จะเห็นว่า บริษัทจำนวนมากมีฐานะการเงินที่มั่นคงขึ้นมากสู่ระดับใกล้เคียงกับในช่วงก่อนวิกฤติเศรษฐกิจในปี 2540 ในขณะเดียวกันเมื่อพิจารณาราคาหุ้นในตลาดหลักทรัพย์ไทย ไม่ว่าจะพิจารณาจากราคาต่อกำไร (PE Ratio) ซึ่งอยู่ในระดับ 10.5 และคาดว่าจะลดลงเหลือ 8.8 ในปีหน้า หรือผลตอบแทนต่อทุน (Rate of Return on Equity) หรือตัวชี้วัดอื่นๆ เช่น ผลตอบแทนจากเงินปันผล (Dividend Yield) ซึ่งสูงกว่าอัตราดอกเบี้ยเงินฝากธนาคารมาก จะได้ข้อสรุปเหมือนกันหมดว่า การลงทุนในหุ้นเป็นทางเลือกที่น่าสนใจ โดยเฉพาะสำหรับผู้ที่ต้องการลงทุนระยะยาว และหวังผลจากอัตราดอกเบี้ยหรือเงินปันผล กล่าวคือฝากเงินในธนาคารได้ดอกเบี้ยเพียง 1% ต่อปี ซื้อพันธบัตรระยะยาวหรือตราสารหนี้ก็ได้ผลตอบแทนเพียง 3-5% ต่อปีในกรณีของพันธบัตรระยะ 10-20 ปี แต่ลงทุนในหุ้นของบริษัทบางแห่งที่มีการดำเนินงานที่มั่นคง และลักษณะการประกอบธุรกิจมีความเสี่ยงน้อย อาจได้ผลตอบแทนถึง 4-7% ต่อปี แม้ว่าในปัจจุบันดัชนีตลาดหลักทรัพย์ได้เพิ่มมาสู่ระดับ 530 แล้ว เรายังสามารถจัดพอร์ตการลงทุน (Portfolio) ที่ประกอบด้วยหุ้นของบริษัทที่มีผลการประกอบกิจการที่มีความมั่นคงพอสมควร มีประวัติในการจ่ายเงินปันผลที่ดี ซึ่งสามารถให้ผลตอบแทนจากเงินปันผลได้สูงถึงร้อยละ 6 ต่อปี นอกจากนั้น หากเราพิจารณาเปรียบราคาของหุ้นในตลาดหลักทรัพย์ไทยเทียบกับตลาดอื่นในภูมิภาคนี้แล้ว โดยตัวชี้วัดราคาหุ้นเช่นราคาต่อกำไร หรือผลตอบแทนจากเงินปันผล ของหุ้นหลายๆ ตัว จะเห็นว่า การลงทุนหุ้นในตลาดหลักทรัพย์ไทยในปัจจุบันยังเป็นทางเลือกที่น่าสนใจ สำหรับนักลงทุนต่างชาติ ดังจะเห็นได้ว่า PE ของไทยในปัจจุบันอยู่ในระดับ 10.5 ในขณะที่ PE ของตลาดหุ้นในเกาหลี และอินโดนีเซีย อยู่ในระดับต่ำกว่าประเทศไทยคือ 7.9 และ 7.6 ตามลำดับเพราะสถานการณ์เศรษฐกิจ และการเมืองของทั้งสองประเทศยังมีปัญหาอีกมาก ส่วน PE ของตลาดสิงคโปร์ มาเลเซีย ไต้หวัน ฮ่องกง และจีน อยู่ในระดับ 13.0, 11.1, 16.5, 12.4 และ 18.7 ตามลำดับ และนี่คือสาเหตุที่ผู้ลงทุนต่างชาติให้ความสนใจกับหุ้นไทยเพราะราคาต่ำ พื้นฐานของบริษัทจำนวนมากในตลาดหลักทรัพย์มีความมั่นคง และแข็งแกร่ง อีกทั้งสภาวะเศรษฐกิจของประเทศดีขึ้นมาก นอกจากนั้นสำหรับนักลงทุนต่างชาติ การเปลี่ยนแปลงของอัตราแลกเปลี่ยนก็มีความสำคัญ การขาดบัญชีเดินสะพัดในระดับสูงของสหรัฐ และการเกินดุลบัญชีเดินสะพัดของไทยในระดับสูงอย่างต่อเนื่องในระดับ 600 ล้านดอลลาร์สหรัฐต่อเดือน ทำให้มีแรงกดดันให้ค่าเงินบาทแข็งขึ้น ธปท.จึงเข้าไปแทรกแซงมาโดยตลอด เพื่อมิให้เงินบาทแข็งเกินไป เพราะเกรงว่าจะมีผลกระทบต่อการส่งออก หากไม่มีการแทรกแซง และปล่อยให้เป็นไปตามกลไกตลาด ค่าของเงินบาทน่าจะอยู่ในระดับ 37 บาทต่อดอลลาร์สหรัฐแทนที่จะเป็น 41 บาทต่อดอลลาร์สหรัฐในปัจจุบัน การรักษาค่าเงินบาทให้อ่อนเกินไปทำให้มีเงินลงทุนจากต่างประเทศไหลเข้ามาในประเทศมากกว่าที่ควร เพราะนักลงทุนต่างชาติคาดว่าจะได้กำไรจากทั้งราคาหุ้นที่สูงขึ้นและค่าของเงินบาทที่มีแนวโน้มว่าจะแข็งขึ้น ระดับ PE ที่ค่อนข้างต่ำโดยปกติจะเกิดขึ้นเมื่อการขยายตัวของเศรษฐกิจและกำไรอยู่ในระดับต่ำ แต่สถานการณ์ในไทยในปัจจุบันกลับกัน คือ การขยายตัวของเศรษฐกิจค่อนข้างสูง ซึ่งเป็นผลจากการส่งออกยังคงขยายตัวในอัตราที่สูง การเพิ่มขึ้นของประสิทธิภาพในการผลิตของธุรกิจไทย และการขยายตัวของการบริโภคภาคเอกชนโดยเฉพาะสินค้าคงทนถาวรเช่น ยานพาหนะ อสังหาริมทรัพย์ ยังคงขยายตัวในอัตราที่สูงมากอย่างต่อเนื่อง ซึ่งเป็นผลมาจากทั้งอัตราดอกเบี้ยต่ำ และรายได้ประชาชนเพิ่มขึ้น โดยการขยายตัวของการจำหน่ายยานพาหนะที่เพิ่มขึ้นประมาณร้อยละ 45 ในช่วง 7 เดือนแรกของปีนี้ มิใช่การขยายตัวของการขายเพื่อทดแทนยานพาหนะเก่าที่มีการผลิต และจำหน่ายในระดับสูงก่อนวิกฤติเศรษฐกิจและในขณะนี้ถึงเวลาต้องเปลี่ยนแล้วเท่านั้น แต่อัตราดอกเบี้ยที่ต่ำมากในขณะนี้ทำให้ค่าใช้จ่ายในการผ่อนรถยนต์ และรถจักรยานยนต์อยู่ในระดับต่ำมาก จึงเป็นการเปิดตลาดใหม่สำหรับผู้ใช้รถยนต์และรถจักรยานยนต์ โดยเฉพาะความเป็นเจ้าของรถยนต์ของคนไทยยังอยู่ในระดับที่ค่อนข้างต่ำ และหากเปรียบเทียบกับประเทศที่ระดับการพัฒนาสูงกว่าไทยแล้ว การใช้รถยนต์ยังมีโอกาสที่จะเติบโตไปอีกมาก ส่วนการลงทุนภาคเอกชนซึ่งขยายตัวถึง 12% ในช่วงไตรมาสแรกของปี 2546 ยังมีแนวโน้มที่จะเพิ่มขึ้นต่อไปในช่วงสามปีนี้ เพราะกำลังการผลิตส่วนเกินในภาคอุตสาหกรรมมีแนวโน้มลดลงอย่างชัดเจน อีกทั้งโครงการขนาดใหญ่ของภาครัฐหลายโครงการที่ได้ถูกชะลอลงหลังวิกฤติเศรษฐกิจกำลังสามารถเดินหน้าได้ต่อไป เช่น การขยายระบบไฟฟ้าและก๊าซธรรมชาติ โครงการเกี่ยวกับระบบคมนาคมขนส่ง ระบบขนส่งมวลชนในกรุงเทพฯ ซึ่งจะมีการเร่งให้เร็วขึ้นจากแผนเดิม นับว่าเป็นนโยบายที่ถูกต้อง มิฉะนั้นการคมนาคมขนส่งจะกลายเป็นคอขวดที่จะฉุดเศรษฐกิจไทยลงในอีกสี่ปีข้างหน้า จึงเชื่อว่าการขยายตัวของการลงทุนทั้งภาคเอกชน และภาครัฐจะเป็นแรงกระตุ้นเศรษฐกิจไทยในระยะต่อไปเมื่อการกระตุ้นจากการบริโภคภาคเอกชนเริ่มอ่อนตัวลง อย่างไรก็ตามในระยะสั้น ราคาหุ้นอาจไม่เพิ่มขึ้นอย่างต่อเนื่อง ปัจจัยเสี่ยงนั้นมีเสมอ ซึ่งผู้ลงทุนต้องคำนึงถึง เช่นอัตราดอกเบี้ยระยะยาวในสหรัฐอเมริกาที่เพิ่มขึ้น และมีความผันผวน การสร้างความเข้มแข็งให้ระบบธนาคารซึ่งอาจต้องเพิ่มทุนหรือสำรองหนี้เสียเพิ่มขึ้น หรือการที่จะมีหุ้นใหม่ออกมาขายเป็นจำนวนมากในช่วงปลายปี โดยเฉพาะจากการแปรรูปรัฐวิสาหกิจ อย่างไรก็ตามในช่วงนี้ของวัฏจักรเศรษฐกิจเรามักพบว่า แม้ว่าอัตราดอกเบี้ยจะเพิ่มแต่ราคาหุ้นก็จะเพิ่มขึ้นด้วยเพราะภาวะเศรษฐกิจที่ดี และมาตรการของรัฐดังกล่าวจะกลายเป็นผลดีในระยะยาว เพราะจะทำให้ระบบการเงินไทยแข็งแกร่งขึ้น และผู้ลงทุนมีทางเลือกมากขึ้นในการลงทุน ซึ่งช่วยดึงเม็ดเงินใหม่เข้ามาจากต่างประเทศอีกด้วย
|
| กลับหน้าแรก |