จากจนถึงรวย ทำไมห่างกันเหลือเกิน?

ดุลยภาพดุลยพินิจ  โดย ศ.ดร.ผาสุก พงษ์ไพจิตร  มติชนรายวัน  วันที่  9 กรกฎาคม 2546

มีงานศึกษาที่มหาวิทยาลัยแห่งชาติของออสเตรเลีย บอกให้เห็นว่าประวัติการกระจายรายได้ของไทย มีภาพที่ต่างจากของประเทศใหญ่ๆ ในกลุ่มอาเซียนอย่างชัดเจน

นับจากต้นทศวรรษ 1960 การกระจายรายได้ที่อินโดนีเซีย ฟิลิปปินส์ และมาเลเซียดีขึ้นอย่างเห็นได้ชัด

แต่ในประเทศไทยกลับเลวลง และเลวลงอย่างมากขอให้ดูแผนภาพ แสดงค่าจินีที่แสดงว่ายิ่งค่าสูง ความเหลื่อมล้ำด้านรายได้ยิ่งสูง

ทำไมการกระจายรายได้ของไทยจึงเลวลง นี่เป็นคำถามซึ่งต้องการคำตอบ หากรัฐบาลสัญญา จะลดความเดือดร้อนของประชาชน ก็จะต้องพยายามลดความเหลื่อมล้ำนี้ลง และจำเป็นที่จะต้องรู้มูลเหตุของปัญหา

รายงานฉบับล่าสุดของสำนักงานคณะกรรมการพัฒนาการเศรษฐกิจ และสังคมแห่งชาติ หรือสภาพัฒน์ บอกว่าในปี 1988 คนที่มีรายได้ต่ำที่สุด 20% แรก มีส่วนแบ่งรายได้ต่อรายได้ทั้งประเทศในสัดส่วนที่ต่ำมากคือ ร้อยละ 4.6 แล้วลดลงเป็นร้อยละ 4.2 ในปัจจุบัน

แต่คนรวยที่สุด 20% สุดท้ายกลับมีส่วนแบ่งรายได้เพิ่มขึ้นจากร้อยละ 54.2 เป็น 56.2 ในช่วงระยะเวลาเดียวกัน

กล่าวคือคนรวยที่สุด 20% มีส่วนแบ่งรายได้รวมกันเกินครึ่งหนึ่งของรายได้ทั้งหมด ในขณะที่คนส่วนใหญ่คือร้อยละ 60 ของประเทศมีส่วนแบ่งรายได้เพียง 1 ใน 4 ของรายได้ทั้งหมด

ความเหลื่อมล้ำที่สูงมากนี้ จะยิ่งเห็นชัดเจนมากขึ้น เมื่อเปรียบเทียบช่องว่างระหว่างกลุ่มที่รายได้ต่ำสุด 20% แรก กับคนที่มีรายได้สูงสุด 20% คือช่องว่างนี้จะเพิ่มขึ้นจาก 11.8 เท่าในปี 1988 เป็น 13.7 เท่าในปี 2002

ข้อมูลเหล่านี้หมายความว่า ขณะนี้ไทยเป็นหนึ่งในประเทศที่มีความเหลื่อมล้ำด้านรายได้สูงสุดของโลก คือเลวกว่าประเทศเพื่อนบ้านในแถบเอเชีย 18 ประเทศ และเลวกว่าสหรัฐอเมริกา อังกฤษ ญี่ปุ่น และอินเดีย

ยังไม่มีการศึกษาที่บอกชัดเจนว่ามูลเหตุที่ไทยมีการกระจายรายได้ที่ย่ำแย่คืออะไร  เมื่อเปรียบเทียบกับประเทศในกลุ่มอาเซียน

สภาพัฒน์บอกว่า ปัญหานี้ต้องการการแก้ไข และตั้งข้อสังเกตว่าความแตกต่างระหว่างภาค อาจเป็นสาเหตุสำคัญ โดยภาคตะวันออกเฉียงเหนือ มีปัญหาความเหลื่อมล้ำของรายได้สูงที่สุด

มีสาเหตุปัจจัยอื่นๆ ซึ่งต้องให้ความสนใจแม้จะยังไม่มีการศึกษาชัดเจน แต่เราอาจเสนอสมมติฐานเบื้องต้น

ประการที่หนึ่ง อาจจะมีความเหลื่อมล้ำด้านการใช้จ่ายภาครัฐในภาคต่างๆ

ประการที่สอง ระบบภาษีอากรอาจมีความโน้มเอียง เก็บภาษีคนรายได้น้อย คิดเป็นสัดส่วนของรายได้ของเขาสูงกว่าคนรวย (regressive tax)

ประการที่สาม สาเหตุอาจเกิดจากผลกระทบของการที่ประชากรรุ่นก่อนๆ มีระดับการศึกษาต่ำ ปี 2000 อัตราการเข้าเรียนของเด็กในกลุ่มอายุที่ควรเข้าเรียนระดับมัธยมของไทย สูงถึงร้อยละ 80 เมื่อเทียบกับอินโดนีเซีย และมาเลเซียที่ร้อยละ 57 และ 70 ตามลำดับ แต่ตลอดทศวรรษ 1970 และ 1980 อัตราของไทยต่ำมากคือเพียงร้อยละ 20-30 ขณะที่ในอีก 2 ประเทศอยู่ในอัตราระดับร้อยละ 40-50 แล้ว

ในเมืองไทยผลกระทบของประชากรมีระดับการศึกษาต่ำ ในช่วง 2 รุ่นก่อน เพิ่งจะแสดงให้เห็นผลในปัจจุบัน และอาจจะเป็นสาเหตุสำคัญประการหนึ่ง ที่ทำให้การกระจายรายได้เลวลงมาก เมื่อเทียบกับอินโดนีเซียและมาเลเซีย เนื่องจากเรามีคนในวัยทำงานที่มีการศึกษาน้อย เป็นจำนวนมาก ซึ่งไม่อาจทำงานมีรายได้สูงได้

สาเหตุประการที่สี่อาจโยงกับการเมือง มีงานศึกษาที่ ม.เคมบริดจ์เกี่ยวกับประเทศละตินอเมริกาหลายประเทศ บอกให้เห็นว่าในช่วงระยะที่เศรษฐกิจและการเมืองมีการเปลี่ยนแปลงรวดเร็ว คนชั้นนำของสังคม (elites) จำนวนน้อยมีอิทธิพล และอำนาจมากเหลือเกิน ในอันที่จะฉกฉวยโอกาสเพิ่มความมั่งคั่งให้กับกลุ่มตนเอง โดยได้ส่วนแบ่งของรายได้เป็นสัดส่วนสูง และสร้างความชอบธรรม ให้กับสถานะของกลุ่มตนเองอย่างรวดเร็ว โดยกระบวนการประชาธิปไตย คือเข้าเกาะกุมระบอบการเมืองอย่างหนาแน่น เหตุการณ์อย่างเดียวกันก็อาจเกิดขึ้นในเมืองไทยในช่วง 30 ปีที่ผ่านมา

ดังนั้น นอกจากจะพิจารณาถึงสาเหตุทางเศรษฐกิจที่จะอธิบายการกระจายรายได้ที่เลวลงมากของไทยแล้ว ควรจะต้องพิจารณาปัจจัยทางการเมืองด้วย

หน้า 6

 

กลับหน้าแรก